
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติของจิตเป็นสิ่งดิ้นรนกลับกลอกง่าย บางคราวเหมือนช้างตกมัน ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเอาสติ เป็นขอสำหรับเหนี่ยวรั้งช้าง คือจิตที่ดิ้นรนนี้ให้อยู่ในอำนาจ บุคคลผู้มีอำนาจมากที่สุด และควรแก่การสรรเสริญนั้น คือผู้ที่สามารถเอาตัวเองไว้ในอำนาจได้ สามารถชนะตัวเองได้”
ประโยคที่ยกมากล่าวข้างต้น เป็นพุทธดำรัสแห่งพระบรมศาสดาที่แสดงแก่สาวก ในหนังสือ ‘พุทธโอวาทก่อนปรินิพาน’ ของ ปัญญาวโรภิกขุ (ชัยรัตน์) ที่ผู้เขียนได้รับแจกเป็นธรรมทานมาจากวัดประสบปรียาราม และเพราะหนังสือเล่มนี้ จึงทำให้ภูเตศวรนึกถึงหัวข้อที่จะเขียนได้ในวันนี้
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้สูงกว่าก็เพราะความกลัว อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้เสมอกันเพราะเห็นว่าสู้กันได้ แต่ผู้ใดอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้ซึ่งด้อยกว่าตนได้ เราเรียกความอดทนนั้นว่าสูงสุด
ผู้มีความอดทน มีเมตตา
ย่อมเป็นผู้มีลาภมียศอยู่อย่างเป็นสุข
เป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เป็นประตูแห่งความสุขสงบนั้นโดยง่าย สามารถปิดมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทเสียได้
คุณธรรมทั้งมวลมีศีลและสมาธิเป็นต้น ย่อมเจริญงอกงามแก่ผู้มีความอดทนทั้งสิ้น ภิกษุทั้งหลาย เมตตากรุณาเป็นพรอันประเสริฐในตัวมนุษย์”
สองประโยคอันเป็นพุทธดำรัสข้างต้น ทำให้ผู้เขียนนึกถึงประโยคของพระเดชพระคุณหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ศิษย์อาวุโสอีกรูปหนึ่งในสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้กล่าวกับภูเตศวรในคราวแรกที่มีโอกาสได้กราบนมัสการท่าน...
“พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธอุทาน เมื่อครั้งตรัสรู้ธรรมใต้ควงต้นพระศรีมหาโพธิ์ว่า...สัตว์โลกทั้งหลาย ล้วนมีทุกข์อันเกิดจากการเบียดเบียนกันทั้งสิ้น!”
ประโยคสั้น ๆ ของหลวงปู่เหรียญประหนึ่งแสงสว่างพาดผ่านหัวใจของผู้เขียนในวันนั้นจรดวันนี้ และมองเห็นความวุ่นวายของสังคมโลก สังคมไทยออกอย่างชัดแจ้งว่า มันบังเกิดขึ้นด้วยเหตุใด?
พระบรมศาสดามิเคยตรัสไว้ในที่ใดให้สัตว์โลกรักตน เพราะพระองค์ทรงรู้แจ้งว่าสัตว์โลกทั้งหลายย่อมรักตนเอง มากกว่ารักผู้อื่นอยู่แล้ว เมื่อรักตน จึงทรงสั่งสอนให้มนุษย์รักษาตนให้พ้นทุกข์ ด้วยความไม่ประมาทเสมอมา
การรักษาตนให้พ้นทุกข์ด้วยความไม่ประมาทก็คือการรู้จักใช้สติบังคับจิตของตนให้อยู่ในศีลและสมาธิ ดำเนินชีวิตตนอยู่ในอริยมรรคอันมีองค์ ๘ เป็นสำคัญ อีกทั้งต้องหมั่นเจริญเมตตาธรรมให้บังเกิดอยู่เสมอ
ด้วยเมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลกให้สงบร่มเย็นโดยแท้!
มรรคอันมีองค์ ๘ นั้น เราท่านล้วนทราบว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง เพราะไม่ยากต่อการจดจำ หากยากต่อการนำมาปฏิบัติ เหมือนกับคำถามที่ว่า ‘รู้ไหม?’ ทุกคนล้วนตอบว่า ‘รู้’
แต่ถ้าถามว่า ‘ทำได้ไหม?’ ก็คงจะมีคำตอบจากคนส่วนใหญ่ว่า ‘ทำไม่ได้’ เป็นปกติ
ครับ ก็เพราะด้วยประการทั้งปวงดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้ภูเตศวรต้องนำเรื่อง...ขันติ-วิริยะ มาพูดในวันนี้
โดยส่วนใหญ่มนุษย์มักเคยชินกับสิ่งที่ตนมีตนเป็น ดังเช่นคนที่มีอำนาจมีเกียรติในสังคม ก็จะหวงแหนสิ่งที่ตนมี ตนเป็นเอาไว้ กลัวจะมีสิ่งอื่นใดมาพลัดพรากจากตนไป ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอก วันหนึ่งข้างหน้า...
เราไม่ทิ้งมัน มันก็ทิ้งเราไปจนได้
ส่วนคนที่เคยเสวยสุขในทรัพย์สมบัติ ไม่เคยเผชิญกับความลำบากยากแค้น พอได้เผชิญก็สิ้นอาลัยถึงกับทำอัตตะวินิบาตกรรม ฆ่าตัวตายหนีทุกข์ไปง่าย ๆ ลักษณะเช่นนี้ก็เพราะ...
จิต...ขาดกำลังทางปัญญา
จิตประเภทจิตหลอก จิตหลง จิตพึ่งตนเองมิได้!
ด้วยขาด ขันติ และวิริยะ เป็นเครื่องหนุนส่ง
ขันติคือความอดกลั้น อดทน
วิริยะคือความพากเพียร ความพยายาม
เป็นธรรมะหนุนส่งให้ก้าวสู่ความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม ต่อให้เข้าใจในศีล สมาธิ ปัญญา ต่อให้จดจำมรรคมีองค์ ๘ ได้ครบถ้วน หากปราศจากความเพียรพยายาม ปราศจากความอดกลั้นขันติในความยากลำบาก ฤๅจะก้าวผ่านทุกข์ ผ่านความสำเร็จไปได้
แม้แต่สมเด็จพระบรมศาสดาผู้เปี่ยมด้วยบารมี ยังต้องเสวยทุกขเวทนาในป่าเขา จมอยู่กับความเพียรพยายาม อาศัยขันติคือความอดกลั้นต่อทุกขเวทนาอันแรงกล้า ผ่านเข้าสู่ปัญญาวิมุติในที่สุด...
แล้วเราที่เป็นปุถุชนดังนี้ หรือจะพบความสำเร็จในธรรมโดยง่าย?
เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า... ‘ทำดีมักกลัว ทำชั่วมักกล้า’ ซึ่งก็เป็นความจริง เพราะโดยปกติมนุษย์จะพยายามแสวงหาสิ่งอันบำเรอความสุขแก่ตน ตามกระแสดึงดูดแห่งกิเลสตัณหา ที่ครอบงำวิญญาณมานานหลายกัปหลายกัลป์
พอจะทำความดีก็กลัวผิดกลัวพลาด
เพราะอำนาจแห่งอัตตา ‘ตัวกูของกู’ คอยย้ำเตือน เดี๋ยวจะเสียชื่อ เสียเสียง เดี๋ยวเขาจะนินทาว่าร้าย ท้ายสุดแบกยศแบกเกียรติ เป็นทาสมันต่อไปชั่วนิรันดร์
เคยบอกกับคนใกล้ชิดเสมอ ‘แม้แต่องค์พระปฏิมายังไม่พ้นราคิน แล้วเรามนุษย์เดินดินหรือจะพ้นนินทา’ อยู่ที่ว่าเรารู้หรือเปล่าว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ มีสติพร้อมหรือไม่ในกุศลดังกล่าว ถ้าพิจารณาโดยรอบคอบก็อย่าหวั่นไหวในโลกธรรม อันมีลาภ ยศ สรรเสริญ หรือนินทานั้นเลย ซึ่งทั้งปวงต้องอาศัยขันติธรรมเป็นเครื่องมือระงับ
อาศัยวิริยะคือ ‘ความเพียร’ ผ่านพ้นปัญหาในที่สุด!
ถึงตรงนี้ อยากฝากข้อคิดเอาไว้ว่า...เพราะมนุษย์หมุนไปตามกระแสโลก จึงต้องจมอยู่กับเวียนเกิด เวียนตายอยู่ในโลกมิจบสิ้น แม้นอยากหลุดพ้นต้องรู้จักทวนกระแสอวิชชา รู้จักยืนเหนือโลก จึงพ้นโลกในที่สุด หากต้องเข้าใจอีกประการหนึ่งด้วย ประการนั้นคือ....
การเดินทางสวนกระแส ย่อมยากลำบากกว่าการเดินตามกระแสเป็นธรรมดา...
ฉะนั้น...ขันติ และวิริยะ จึงมีความสำคัญต่อท่านอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะนักรบธรรมทั้งหลายที่ต้องคอยระวังป้องกันฝ่ายมารขัดขวางอยู่ตลอดเวลา!
จงเจริญเมตตาให้มาก เพราะเมตตาธรรมเป็นประหนึ่งเกราะแก้ว สามารถปกป้องภัยร้ายได้อย่างดียิ่ง จงอย่าโกรธ เพราะความโกรธคือไฟแผดเผาความสำเร็จทั้งปวง
ท้ายสุดในวันนี้ ขอยกพุทธดำรัสแห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งทรงแสดงไว้ในพุทธโอวาทก่อนปรินิพพานมาเตือนใจพุทธบริษัททั้งหลายดังนี้...
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย คฤหัสถ์ผู้ยังบริโภคความเกียจคร้านหนึ่ง พระราชาทรงประกอบกรณียกิจโดยมิได้พิจารณาโดยรอบคอบถี่ถ้วนเสียก่อนหนึ่ง บรรพชิตไม่สำรวมหนึ่ง ผู้อ้างตนเป็นบัณฑิตแต่มักโกรธหนึ่ง สี่จำพวกนี้ไม่ดีเลย ภิกษุทั้งหลาย กรรมอันใดที่ทำไปแล้วต้องเดือดร้อนใจภายหลัง ต้องมีหน้าชุ่มน้ำตา เสวยผลแห่งกรรมนั้น ตถาคตกล่าวว่ากรรมนั้นไม่ดีควรเว้นเสีย”
ครับ คือพุทธโอวาทแห่งพระพุทธองค์ที่ทรงเตือนสาวกของพระองค์ และเป็นธรรมชาติของบุคคลผู้ยังมีอาสวกิเลสดำรงในจิต อาจพลาดพลั้งเผลอก่อกรรม ประพฤติผิดบ้าง เช่นภูเตศวรก็มิอาจยกเว้น หากสิ่งหนึ่งที่จะมิยอมพลั้งคือ...
การก่อกรรมกับพระศาสนา อันเป็นการทำร้ายทำลายสิ่งดีงาม ทำลายพุทธสมบัติที่พระบรมศาสดาทิ้งไว้แก่มวลมนุษยชาติ
เพราะการกระทำเยี่ยงนั้น เป็นการก่ออธิกรรมที่เห็นผลโดยเร็ว ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
ดังคำโบราณว่าไว้ ‘ใครทำลายศาสนา จะถูกกระบองของท้าวเวสสุวัณตีแสกหน้า’
จริงหรือเท็จไม่รู้ แต่ผู้เขียนให้ตายก็ไม่กล้าทดลอง!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com