
วิปัสสนูปกิเลส (ต่อ)
เมื่อฉบับก่อนเขียนถึงเรื่อง วิปัสสนูปกิเลส แล้วทิ้งค้างเอาไว้ว่าจะเล่าเรื่องประสบการณ์จริงของครูบาอาจารย์ที่ท่านประสบพบพาน อาการของจิตที่เข้าสู่ภาวะเยี่ยงนี้ เมื่อมีโอกาสเหมาะ ๆ
วิปัสสนูปกิเลส เป็นอาการที่ผู้ปฏิบัติธรรมภาวนาก้าวหน้าไปถึงระดับหนึ่งจนเกิดปัญญาภายในขึ้น จนรู้สึกคล้ายบรรลุวิมุติปัญญา จบสิ้นพรหมจรรย์แล้ว หากความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น เพียงเกิดจากความน่าอัศจรรย์ประการหนึ่งบนวิถีแห่งธรรมสมาธิเท่านั้น ซึ่งอาการอย่างนี้ บางคาบบางคราสามารถก่ออันตรายให้ผู้ปฏิบัติได้พอควร ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขจากครูบาอาจารย์ได้ทันท่วงที
ตัวอย่างแรก ผู้เขียนได้รับฟังมาจากครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งเมื่อปี ๒๕๔๐ ท่านเป็นพระภิกษุในสายพระป่ากรรมฐาน แต่ขอสงวนนามท่าน เพราะยังไม่มีโอกาสขออนุญาตท่านเสียก่อน ในช่วงที่รับรู้รับฟังเป็นเวลาที่ผู้เขียนได้บวชเรียน และมีโอกาสไปบำเพ็ญภาวนาที่สำนักสงฆ์ป่าช้าบ้านหัวหนอง กิ่งอำเภอกู่แก้ว จังหวัดอุดรธานี ตามคำสั่งของหลวงปู่เสน ปัญญาธโร
ผู้เขียนถูกส่งไปอยู่ที่ป่าช้าหัวหนอง หลังผ่านการอุปสมบทเพียงวันเดียว ทั้ง ๆ ที่อยากอยู่ที่วัดป่าหนองแซง ให้หลวงปู่อบรมสั่งสอนสักระยะ ทว่าหลวงปู่ไม่ยินยอม เหตุผลของท่านคือ...
“แม้วหัวดื้อ หลวงปู่สอนยาก ต้องไปให้ผีให้เทวดาสอน”
ป่าช้าหัวหนองเป็นที่รู้กันว่า ‘ผีดุ’ เหลือรับ แม้แต่พระอาจารย์ใหญ่อย่างหลวงปู่เสน ยังออกปากยอมรับ
“พระภูมิเจ้าที่ที่นั่นแรงจริง ๆ แต่หลวงปู่ชอบนะ เหมาะสำหรับไปภาวนา ทำให้ไม่ประมาทดี” แถมยังสำทับ
“แม้วไปที่นั่นน่ะดีแล้ว บวชน้อยต้องทำเยอะ ๆ”
ป่าช้าหัวหนองเป็นป่าทึบ กว้างเป็นพัน ๆ ไร่ เป็นที่ฝังศพผีตายโหง คือผีที่มาจากตายแบบผิดธรรมชาติ เช่น อุบัติเหตุ คลอดลูกตาย ฟ้าผ่าตาย ฯลฯ ถ้าตายแบบนี้ทางภาคอีสานจะนำไปฝังแทนการเผา เพราะเชื่อว่าการเผาผีตายโหงจะทำให้วิญญาณเฮี้ยน
สำนักสงฆ์ป่าช้าหัวหนอง ตั้งอยู่กลางป่าช้าดังกล่าว กุฏิที่พักสงฆ์แต่ละหลังอยู่เคียงข้างหลุมศพ และครูบาบวชใหม่อย่างผู้เขียนโชคดีได้กุฏิข้างหลุมศพผู้หญิงตายทั้งกลม ที่รู้ก็เพราะรู้จากปากเณรเจ้าถิ่นที่หอบบาตรหอบกลดมาส่งกลางป่าลึก
“ครูบาโชคดี” เณรกระซิบ ขณะครูบาแม้วย้อนถามว่า โชคดียังไง พ่อเณรยิ้มตอบ
“ได้นอนกับผู้หญิงออกลูกตาย!”
เป็นอันว่าสมใจนึกของหลวงปู่เสนละครับ เพราะครูบาแม้วบวชใหม่ ได้หลับตาภาวนาอย่างพากเพียร เพราะตอนกลางคืนไม่กล้าลืมตา กลัวเห็นผีตายทั้งกลมมายืนเฝ้าดู ก็ฝากุฏิหลังน้อยมีแต่มุ้งไนล่อนที่เรียกว่า ‘มุ้งเขียว’ ขึงเอาไว้กันยุงเท่านั้น ทำให้ไม่ว่าค่ำมืดดึกดื่นแค่ไหน และหันหน้าไปทางทิศใด ก็จะเห็นบรรยากาศมืดสลัว มัวซัวได้ทุกเวลา เพราะอย่างนี้แหละสามารถทำให้ครูบาบวชใหม่อย่างผู้เขียน ไม่เคยขาดการสวดมนต์ ทำวัตร นั่งสมาธิเลยแม้วันเดียว
...คราวนี้รู้หรือยังล่ะครับ ว่าทำไม ครูบาอาจารย์ในสายวิปัสสนากรรมฐานจึงส่งลูกศิษย์ไปอยู่ป่า อยู่เขา หรือไปอยู่ตามป่าช้า?
ก็เพราะท่านตระหนักชัด...ความกลัวผี...กลัวตาย เป็นกิเลสตัวสำคัญตัวหนึ่ง เมื่อกลัวก็หาที่พึ่ง และที่พึ่งเดียวในที่เปลี่ยวร้าง อ้างว้างเดียวดายคือ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ที่มีในบทสวดมนต์ และการภาวนานั่นเอง จึงสมกับคำกล่าวของหลวงปู่เสนที่ว่า...
“อย่างแม้ว ต้องให้ผีกับเทวดาสอน เพราะมันรู้มาก...เราสอนมันก็ต้องเถียง พวกรู้ปริยัติต้องเจอปฏิบัติจากของจริง”
เพราะเคยผจญมา...รู้มาอย่างนี้ ภูเตศวรจึงนำพาลูกศิษย์ออกไปภาวนาตามสถานที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ เพราะอยู่บ้านโรคขี้เกียจจะกำเริบ ความคุ้นเคยกับสถานที่ จะทำให้เกิดนิวรณ์ คือความง่วงหงาวหาวนอน แต่การแปลกที่โดยเฉพาะสถานที่น่ากลัว จะทำให้จิตตื่น และไม่ประมาทในการสวดมนต์ภาวนา
ทั้งหมดคือเคล็ดที่ไม่ลับ สำหรับนักภาวนาครับ ลองออกไปหาที่วิเวก ตามวัดตามวาที่ใกล้ป่าช้าเพื่อปฏิบัติดูบ้างสิครับ แล้วท่านจะรู้ความจริงด้วยตัวท่านเอง ว่าทำไมโบราณาจารย์ท่านจึงย้ำนักย้ำหนา...ให้หาสถานที่สัปปายะเพื่อบำเพ็ญธรรม!
ก็เพราะต้องมาหัวหนองนี่แหละทำให้ได้พบพระอาจารย์หนุ่มรูปหนึ่งซึ่งเป็นภิกษุมีอายุกาลพรรษาตอนนั้นเพียงสิบกว่าพรรษา หากเพราะความพากเพียรในกิจภาวนา กอปรกับมีนิสัยชอบอยู่ตามป่าช้า ไม่ระคนด้วยหมู่คณะ จึงทำให้ท่านเจริญรุดหน้าในการเจริญธรรมสมาธิอย่างรวดเร็ว
จนวันหนึ่งในที่สุด ท่านมีความรู้สึกว่า ภาวะจิตใจของท่านสว่างไสวไปหมด ความอิสระของใจกว้างขวางเหมือนไม่ยึดไม่ติดในสิ่งใดบนโลกอีกแล้ว ส่วนปัญญาก็สว่างเรืองโรจน์ นึกคิดสิ่งใดก็ทะลุปรุโปร่งหมด ท่านสรุปให้ฟังว่า
“ความรู้มันหลั่งไหลเหมือนสายน้ำ...ไหลบ่าเหมือนน้ำตกหน้าฝน”
ไม่เพียงความรู้ทางธรรมจะไหลบ่าเท่านั้น หากยากจะปิดกั้นเอาไว้ด้วย ถึงขนาดท่านต้องปลุกต้องเรียกพระภิกษุในสำนักมานั่งฟังธรรมทั้งกลางวันกลางคืน อาการอย่างนี้ครูบาอาจารย์ทางภาคอีสานท่านเรียกว่า “ธรรมไหล” คือไหลอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่หยุดหย่อน
ท่านบอกว่าเป็นอย่างนี้อยู่ยาวนาน จิตใจเอิบอาบเป็นสุขสันติไม่ทุกข์ร้อนในสิ่งใด จนท้ายสุดเชื่อมั่นขึ้นในจิตตน ว่าบัดนี้การปฏิบัติธรรมได้มาถึงการจบสิ้นพรหมจรรย์แล้ว เพราะประการนี้จึงตัดสินใจเดินทางกลับสำนักใหญ่ เพื่อกราบเรียนหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี พระอาจารย์ใหญ่ของท่านให้รับทราบ
เมื่อถึงวัดหินหมากเป้ง ท่านได้เข้ากราบนมัสการหลวงปู่ใหญ่ พร้อมปรารภกับท่านว่า...
“ผมว่าผมหมดแล้วครับหลวงปู่” คำว่าหมด หมายถึงหมดสิ้นอาสวะกิเลสนั่นเอง
ท่านย้อนความจำให้ฟังด้วยยิ้มขัน... ว่าหลวงปู่เทสก์ ท่านหันหน้ามามองตรง ๆ แค่อึดใจเดียว จากนั้นจึงเอ่ยคำแบบกังขา
“แม่นบ้อ?” คำว่าแม่นบ้อในภาษาอีสานแปลได้ตรง ๆ ว่า “จริงรื้อ?”
“ผมรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ครับ” แม้ท่านอาจารย์ผู้เป็นลูกศิษย์จะยืนยัน หากหลวงปู่เทสก์ก็ไม่ยอมเออออห่อหมกด้วย ได้แต่ยิ้ม ๆ ท้ายสุดจึงพูดเบา ๆ
“เอ้าไหน ๆ ก็มาแล้ว อยู่นี่ด้วยกันก่อนอย่าเพิ่งกลับ”
เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านอาจารย์จึงรั้งอยู่ที่วัดหินหมากเป้งนานพอควร และความที่กลับมาอยู่วัดใหญ่ที่มากด้วยหมู่คณะ มีความสะดวกสบายหลายอย่าง ความพากเพียรที่มีมากในอดีตก็ย่อหย่อนลงทีละน้อย ๆ ท้ายที่สุดภาวะของจิตก็ถอยหลัง ซึ่งเรื่องอย่างนี้ไม่ต้องให้ใครบอก ตนต้องรู้จิตตนเป็นเรื่องธรรมดา และนั่นทำให้ท่านอาจารย์เข้ากราบนมัสการหลวงปู่อีกครั้ง
“ผมขออนุญาตกราบลาไปอยู่ป่าช้าครับ”
“อ้าวทำไมล่ะ?” หลวงปู่ย้อนถาม ท่านอาจารย์ตอบด้วยรอยยิ้มแหย ๆ
“ไปเฮ็ดใหม่ครับ มันยังไม่หมดครับ” ความหมายก็คือไปทำใหม่ เพราะตัวกิเลสมันยังไม่หมดนั่นเอง
ที่ยกเรื่องนี้มาเขียนก็เพราะรู้ว่า มากมายหลายเกจิอาจารย์ที่บำเพ็ญภาวนามาถึงจุดนี้ แล้วสำคัญผิดคิดว่าการปฏิบัติของตนได้จบสิ้นพรหมจรรย์แล้ว ก็ออกมาพบปะสังคม ใหม่ ๆ ด้วยจิตที่คมกล้า จึงสร้างศรัทธาได้มหาศาล หากครั้นนานไป เพราะกิจนิมนต์มาก เพราะสิ่งเร้าใจอันเป็นเอกลาภถาโถมเข้ามา จากสติที่ตั้งมั่นกลายเป็นซัดส่ายพ่ายแพ้กิเลสมารไปในที่สุด จนกลายเป็นเรื่องราวฉาวโฉ่บนหน้าหนังสือพิมพ์ไปก็มาก
และนั่นคือ ความน่าเสียดายในบุคลากรแห่งพุทธศาสนาที่ถูกทำลายย่อยยับลงโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ซึ่งเหตุการณ์อย่างนี้มีให้เห็นอยู่เนือง ๆ ในวงการผ้าเหลืองไทย!
นั่นแล...จึงมีคำกล่าวในแวดวงพระกรรมฐาน สำหรับเหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายว่า... “จะเก่งกล้ายังไง ก็อย่าละทิ้งครูบาอาจารย์โดยเด็ดขาด!”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com