
ระยะนี้อยู่ในช่วงเข้าพรรษา ซึ่งชาวพุทธถือว่าเป็นระยะเวลาของการรักษากายใจให้สะอาดบริสุทธิ์ อย่างน้อยในหนึ่งปีก็ให้ได้มากที่สุดภายในสามเดือนนี้ สำหรับนักปฏิบัติหรือเหล่าโยคาวจรที่มองเห็นภัยของชาติภพ ก็จะถือเอาโอกาสนี้ เร่งความเพียรเพื่อย่นย่อระยะทางแห่งความพ้นทุกข์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
เป็นที่รู้กันว่า เส้นทางแห่งการขจัดทุกข์ที่สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงแสดงไว้ชัดเจนก็คือมรรคมีองค์แปดที่แยกเป็นไตรสิกขาสาม คือ ศีล...สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างความบริสุทธิ์ของจิตตามลำดับ จากความบริสุทธิ์ขั้นต้นคือศีล ความบริสุทธิ์ขั้นที่สองคือสมาธิ ความบริสุทธิ์ขั้นที่สามคือปัญญา หรือญาณทัสนะที่ค่อย ๆ สุขุมประณีต สามารถฉุดถอนตนออกจากความทุกข์ความวุ่นวายไปสู่ภาวะพิสุทธิ์สะอาดปราศจากอาสวกิเลสในที่สุด
ที่ว่า ปัญญาญาณอันมาจากวิปัสสนาญาณ คือความหยั่งรากสู่ความบริสุทธิ์ เสมือนน้ำที่ใสบริสุทธิ์สงบนิ่งย่อมส่องดูเงาของตนชัดเจนเพียงใด จิตใจที่บริสุทธิ์ สะอาดและสงบนิ่งก็ย่อมส่องเห็น ‘เหตุผล’ ส่องเห็น ‘ความจริง’ แห่งธรรมชาติได้สมบูรณ์ตามภาวะ
ด้วยเหตุผลเยี่ยงนี้ พระบรมศาสดาจึงตรัสเป็นพระคาถาว่า “สมาธิ ภิกขเวภาเวถะ สมาหิโต ยถาภูตัง ปชานาติ” แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิเพราะผู้มีจิตเป็นสมาธิย่อมรู้ตามความจริงได้ดังนี้
แม้ครูบาอาจารย์ในสายปฏิบัติยังเคยกล่าว... การที่สมาธิจะดีต้องมีอำนาจแห่งศีลอบรม และปัญญาจะแหลมคม ต้องอาศัยอำนาจแห่งสมาธิหนุนส่ง สมกับพุทธภาษิตที่ว่า...
“สีละปริภาวิโต สมาธิ มหัปผโลโหติ มหานิสังโส, สมาธิปริภาวิตา ปัญญา มหัปผลาโหติ มหานิสังสา ปัญญา ปริภาวิตัง จิตตัง สัมมเทวะ อาสะเวหิ วิมุจจะติ เสยยะถีทัง กามาสะวา ภะวาสะวา อะวิชชาสะวา” คือ สมาธิอันศีลอบรมแล้ว มีผลานิสงส์มาก ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว มีผลมีอานิสงส์มาก จิตอันปัญญาอบรมแล้ว ย่อมพ้นอาสวะ คือ กาย ภพ อวิชชา เพราะเหตุนี้ท่านจึงวางขั้นตอนการอบรมจิตใจให้...บริสุทธิ์ด้วยวิสุทธิเจ็ดประการดังนี้
๑. ศีลวิสุทธิ คือศีลอันบริสุทธิ์ ที่หมายถึงการประพฤติทางกาย วาจา และใจ บริสุทธิ์ สะอาด ปราศจากโทษ ซึ่งแม้ตัวเองหรือผู้อื่น ใคร่ครวญแล้วก็ติเตียนมิได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ยามกำหนดนึกขึ้นคราใดก็เกิดปีติปราโมทย์ ทำให้เกิดความสุขกายสบายใจ และมีความสงบใจ ง่ายต่อความเป็นสมาธิยิ่งขึ้น
๒. จิตตวิสุทธิ จิตบริสุทธิ์ ได้แก่จิตเป็นสมาธิขั้นใดขั้นหนึ่ง มีกำลังพอเป็นที่ตั้งแห่งญาณทัสนะได้ สมาธิที่ถือว่ามีกำลังเพียงพอต่อการเป็นที่ตั้งแห่งยถาภูตญาณทัสนะได้ โบราณจารย์ท่านกำหนดไว้ที่ ฌาน ๔ ซึ่งมีลักษณะจิตใจใสสะอาด มีความรู้สึกเป็นกลาง ๆ มีสติควบคุมกำกับ มีกำลังเพียงพอต่อการพิจารณาสภาวะอันสุขุมได้
๓. ทิฐิวิสุทธิ วิธีบริสุทธิ์ หรือทฤษฎีบริสุทธิ์ ได้แก่ปัญญาจักษุ มีกำลังสามารถรื้อถอนทำลาย อัตตานุทิฐิเสียได้ มีความรู้เห็นเหตุผลว่า รูปนามเป็นสิ่งเกิดจากเหตุปัจจัย จะต้องเป็นไปตามเหตุผลของมัน ตกอยู่ในลักษณะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และอนัตตา จะปรารถนาให้เป็นไปตามความประสงค์ย่อมไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจและความปรารถนาของใคร ความรู้เห็นตามหลักไตรลักษณ์เช่นนี้จะเป็นเครื่องชำระความเห็นให้บริสุทธิ์ เป็นยถาภูตญาณทัสนะ รู้ชัดว่า กายของตนประกอบด้วยธาตุ อาศัยสัมภวธาตุของบิดามารดามาผสมกัน มีกรรมเป็นผู้ตกแต่ง เติบโตด้วยอาหารมีวิญญาณอยู่ภายใน เป็นที่รวมแห่งความรู้สึก ซึ่งสืบต่อด้วยอายตนะและผัสสะเสมอ นี่เป็นจุดเริ่มแรกแห่งวิปัสสนาญาณ
๔. กังขาวิตรณวิสุทธิ ปัญญาบริสุทธิ์ สามารถก้าวข้ามความสงสัยได้ คือวิปัสสนาญาณ เล็งเห็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งตามรูปอันสำเร็จมาเป็นตัวตนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นตัวตน เล็งเห็นชัดว่าอวิชชา ตัณหา อุปาทาน และกรรมเป็นตัวเหตุแห่งนามรูป เมื่อเกิดนามรูปขึ้นแล้ว ย่อมอาศัยอาหาร อายตนะ และผัสสะเป็นปัจจัยสืบต่อ เมื่อเหตุแห่งนามรูปยังสืบต่อ แม้จะอยู่ในภพกำเนิดประณีตเพียงใด ย่อมประสบความไม่สมหวังคือ...ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เสมอไป
๕. มัคคามัคคญาณทัสนวิสุทธิ ญาณบริสุทธิ์สามารถให้รู้จักทางผิดทางถูกได้ คือว่าเมื่อได้รู้เห็นเหตุปัจจัยของนามรูปแจ้งชัดในใจเช่นนั้น จะเกิดอารมณ์ขึ้นในจิตที่ท่านเรียกว่า วิปัสสนูปกิเลส คือ...
(ก.) โอภาส ความสว่างแจ้มจ้าในจิต มองเห็นทุกทิศทาง คล้ายบรรลุถึงอาสวักขยญาณแล้วฉะนั้น
(ข.) ญาณ ความรู้เฉียบแหลมคมคายกว่าเดิมหลายเท่า มีความรู้เห็นเหตุผลทะลุปรุโปร่งไม่มีติดขัด คล้ายบรรลุอรหัตตมรรคญาณฉะนั้น
(ค.) ปีติ ความอิ่มเอิบชุ่มชื่นกายใจ มีกำลังเหลือประมาณ ทำให้จิตมีประกายแวววาว คล้ายพ้นอาสวะเด็ดขาดแล้ว
(ง.) ปัสสัทธิ ความสงบ ได้แก่ความเข้าระงับพักอยู่ ไม่เจริญปัญญาต่อไป ติดอยู่ในความสงบนั้นด้วยความสำราญแช่มชื่น ไม่สามารถจะทิ้งความสงบนั้น
(จ.) สุข ความสบายใจ ปลอดโปร่งใจ เป็นไปอย่างประณีตสุขุมและสม่ำเสมอ คล้ายพ้นทุกข์อย่างเด็ดขาดแล้ว
(ฉ.) อธิโมกข์ ความพ้นของจิตปรากฏเด่นชัด คล้ายพ้นเด็ดขาดจากอาสวะกิเลส แต่โดยความหมายคือน้อมใจเชื่อในเรื่องที่ประสบนั้น โดยปราศจากญาณ
(ช.) ปัคคาหะ ความเพียรกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ประคองจิตไว้ในระดับสูง ไม่ให้จิตตกลงสู่ภวังค์เลยแม้แต่น้อย
(ซ.) อุปัฏฐาน สติดำรงมั่นคง แข็งแรง กำกับจิตใจเป็นนิตย์ ไม่มีพลั้งเผลอ คล้ายกับมีสติไพบูลย์แล้วฉะนั้น
(ฌ.) อุเบกขา ความวางเฉยในอารมณ์ และมีใจเป็นกลางเที่ยงตรงอย่างยิ่ง ดูประหนึ่งบรรลุภูมิที่มี ฉฬังคุเบกขาในอารมณ์
(ญ.) นิกันติ ความรู้สึกพอใจในความเป็นไปของจิตขณะนั้นอย่างลึกซึ้ง มีความรู้สึกพอใจว่าตนพ้นจากอำนาจของมาร เมื่อได้ประสบกับภาวะทางจิตเช่นนี้ ให้พึงทราบว่า เพียงเป็นผลของวิปัสสนาญาณขั้นข้ามความสงสัย มิใช่ผลสูงสุดของวิปัสสนาญาณที่แท้จริง จึงมิควรหยุดยั้งความเพียร จงประคองจิตให้เห็นแจ้งนั้นในทางวิปัสสนายิ่งขึ้น โดยไม่ยอมเขวออกนอกทางแห่งวิปัสสนา
๖. ปฏิปทาญาณทัสนวิสุทธิ ญาณบริสุทธิ์ สามารถรู้เห็นทางดำเนินที่ถูกต้องของจิตใจ และดำเนินจิตใจไปตามทางนั้นอย่างถูกต้องแล้ว คือรวบรวมความรู้ทางวิปัสสนาให้ปรากฏแจ่มแจ้งแก่ใจทุก ๆ ขั้นอย่างละเอียดลออ ได้ความรู้เห็นแจ่มแจ้งในทางเหตุผลต้นปลายของสังขารอย่างดี จนมีใจดำรงเป็นกลางเที่ยงตรงอย่างยิ่ง
๗. ญาณทัสนวิสุทธิ คือเกิดความรู้ ความเห็นอริยสัจธรรมแจ่มแจ้งขึ้นในใจ สามารถทำลายกิเลสออกจากใจได้เด็ดขาด เป็นขั้น ๆ ตามกำลังของญาณทัสนะนั้น ๆ รู้สึกโล่งใจเบาใจขึ้นตามลำดับ และรู้ได้โดยตนว่ากิเลสอะไรถูกกำจัดไปแล้วงอกขึ้นไม่ได้ เพราะมูลรากของมันถูกขจัดไปแล้วอย่างเด็ดขาด ความรู้ความสามารถขั้นนี้เป็นขั้นสูง มีอำนาจเหนือกิเลสอันเป็นศัตรูของตน ทำลายอาสวะได้สิ้นเชิง สิ้นชาติขาดภพจบกิจพรหมจรรย์ ความรู้เห็นเช่นนี้แหละเรียกว่า ญาณทัสนะบริสุทธิ์ เป็นพระพุทธปรีชาสูงสุด ของพระพุทธศาสนา
ทั้งหมดคือ ๗ ประการแห่งการปฏิบัติ ๗ ขั้นในการเจริญญาณทัสนะที่กล่าวถึงในหนังสือ ‘ทิพยอำนาจ’ ของ พระอริยคุณาธาร (เส็ง) ปุสโส ที่นำมากล่าวถึงในวันนี้ ก็เพราะจากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับนักปฏิบัติธรรมมายาวนานนั้น จะพบเห็นว่า ส่วนใหญ่จะติดอยู่ที่ ‘วิปัสสนูปกิเลส’ อันเป็นผลจากหัวข้อที่ ๕ คือ มัคคามัคคญาณทัสนะ จนทำให้เชื่อว่าตนสำเร็จหลุดพ้นแล้ว ท้ายสุดก็ละความเพียรจนถอยหลังกลับไปเริ่มต้นใหม่อย่างน่าเสียดาย
เอาไว้โอกาสหน้าจะยกตัวอย่างของครูบาอาจารย์ที่ท่านประสบเหตุการณ์ดังกล่าวมาเล่าให้ฟัง เพราะท่านได้เล่าให้ภูเตศวรฟังด้วยตัวท่านเอง และจะเป็นประโยชน์ต่อนักปฏิบัติธรรมท่านอื่น ๆ อย่างยิ่ง
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com