ความเชื่อเรื่องกรรม...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ความเชื่อเรื่องกรรมและการยับยั้ง by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#266]

ความเชื่อเรื่องกรรมและการยับยั้ง

 

         ในมหาโพธิชาดกตอนหนึ่งเล่าว่า พระราชาพระองค์หนึ่งมีมหาอำมาตย์อยู่ 4 คน เป็นผู้แสดงลัทธิความเชื่อแก่พระองค์

อำมาตย์คนแรก แสดงลัทธิว่า ‘ผลของทุกอย่างไม่มีเหตุ’

คนที่สอง แสดงลัทธิว่า ‘พระเป็นเจ้าเป็นผู้สร้าง’

คนที่สาม แสดงลัทธิว่า ‘ทุก ๆ อย่างเป็นเพราะบุพกรรม’

คนที่สี่ แสดงลัทธิว่า ‘ทุกอย่างขาดสูญ’

ยังมีชีปะขาวคนหนึ่งที่พระราชาเคารพนับถือ มีความปรารถนาจะโต้วาทะกับอำมาตย์ทั้ง 4 เหล่านั้น จึงไปขอหนังวานรจากชาวบ้านมาตากทำให้หมดกลิ่น แล้วนุ่งห่มหนังวานรนั้น และใช้พาดบ่าเข้าไปในอุทยาน พระราชาได้ทรงทราบจึงเสด็จพร้อมอำมาตย์ทั้ง 4 ทอดพระเนตรเห็นชีปะขาวกำลังนั่งสนใจอยู่กับหนังวานร จึงตรัสถาม...

ชีปะขาวจึงทูลตอบว่า “วานรนี้ มีคุณต่ออาตมามาก ช่วยนำน้ำมาให้ กวาดที่อยู่ให้ ปฏิบัติให้ต่างต่ออาตมาเวลาจะไปไหนก็ขี่หลังไป แต่มีอยู่วันหนึ่งอาตมาเกิดมีจิตทรามขึ้น จึงฆ่าแล้วกินเนื้อกับเอาหนังมาตากให้แห้ง ใช้นุ่งห่มตลอดปูนั่งนอน เพราะคิดถึงว่ามีอุปการะแก่อาตมามาก”

ฝ่ายอำมาตย์ทั้ง 4 พอได้ยินดังนั้น ก็พากันกล่าวเย้ยหยันว่า...

“ชีปะขาวนี้เป็นคนอกตัญญู ทรยศต่อมิตร ทำปาณาติบาต”

เห็นดังนั้น ชีปะขาวจึงกล่าวโต้แก่อำมาตย์ที่ 1 ซึ่งถือลัทธิทุก ๆ อย่าง ไม่มีเหตุว่า “เมื่อผลทุกอย่างไม่มีเหตุเกิดขึ้นได้เอง ความชั่วอื่น ๆ อะไรจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?พราะลัทธิของท่านย่อมไม่มีเหตุที่จะทำให้ใครในโลกเศร้าหมอง หรือบริสุทธิ์ โลกนี้เป็นไปตามคติ และภาวะ ของตนเอง แปรปรวนวิวัฒนาการไปเอง มีสุขมีทุกข์ไปเองทุกอย่างเป็นไปเองเช่นนี้ จะมีใครบาปใครบุญอย่างไรเล่า อาตมาฆ่าวานรตัวนี้กินเสีย อาตมาก็ไม่มีโทษบาป...”

อำมาตย์คนที่ 1 เมื่อถูกโต้เช่นนั้นก็นิ่งไป!

ชีปะขาวจึงหันมาที่อำมาตย์คนที่ 2 “ถ้าพระเป็นเจ้าสร้างชีวิตแก่โลกทั้งหมด เที่ยวจัดแจงให้คนนั้นคนนี้ทำสิ่งใด ๆ เป็นผู้สร้างความเจริญ ความเสื่อม ความดี และความชั่วทั้งปวง เป็นผู้บันดาลสิ่งทั้งหมดเช่นนี้ ใครทำบาปก็ทำเพราะพระเจ้าสั่งให้ทำ พระเจ้าจึงต้องรับบาปนั้นไปเอง ถึงอาตมาจะฆ่าวานร ก็ไม่ต้องรับบาป เพราะทำตามคำสั่งของพระเจ้าต่างหาก”

อำมาตย์คนที่ 2 ถูกโต้ดังนั้น ก็นิ่งไป!

เมื่อเห็นเช่นนั้น ชีปะขาวจึงกล่าวโต้อำมาตย์คนที่ 3 “ถ้าใคร ๆ พากันดึงสุขทุกข์ เพราะกรรมเก่าในปางก่อนเป็นเหตุเท่านั้นแล้ว ใคร ๆ ก็ต้องได้รับทุกข์ในบัดนี้ เช่นถูกเขาฆ่า ถูกเขาลักขโมย ถูกเขาเบียดเบียนต่าง ๆ ก็เพราะกรรมเก่าของตนเอง ฉะนั้นถ้าลัทธิของท่านเป็นจริง วานรตัวนี้ต้องเคยฆ่าอาตมาแล้วในชาติก่อน เหมือนเป็นหนี้อาตมาอยู่ มาชาตินี้อาตมาจึงฆ่าเสียบ้าง จึงเท่ากับเป็นการช่วยให้วานรนี้พ้นหนี้กรรมเก่า ซึ่งเป็นการช่วยเสียอีก และถ้าใครคิดอยากฆ่าหรือทำร้ายใคร เมื่ออ้างว่าเป็นกรรมเก่าของเขา เขาก็ทำได้ทั้งนั้น”

อำมาตย์คนที่ 3 ถูกโต้เช่นนี้ก็นิ่งไป!

ชีปะขาวได้โต้อำมาตย์คนที่ 4 ซึ่งถือลัทธิขาดสูญว่า “ถ้าใครขาดสูญหมด คือตายแล้วสูญเลยไม่ต้องเกิดอีก ก็จะทำอะไรมุ่งหวังแต่ประโยชน์ฝ่ายเดียวเดี๋ยวนี้เท่านั้น แม้จะทำปิตุฆาต มาตุฆาตเพื่อประโยชน์ของตนก็ทำได้ ไม่มีภายหน้าต้องรับผล ฉะนั้นถ้าลัทธิของท่านเป็นจริง แม้อาตมาจะฆ่าวานรก็ไม่มีบาปอะไรติดตัว เพราะทุกอย่างขาดสูญไปด้วยกัน”

อำมาตย์คนที่ 4 ก็นิ่งเงียบไป!

ชีปะขาวในชาดกเป็นพระโพธิสัตว์ จึงถวายโอวาทพระราชามิให้เชื่อลัทธิของอำมาตย์ทั้ง 4 เหล่านั้น และให้ทรงประพฤติธรรมปกครองแว่นแคว้นโดยธรรม...(จาก ‘ความจริงที่ต้องเข้าใจ’ ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ)

ที่ยกข้อความดังกล่าวมาแสดงเพราะต้องการให้เห็นว่าต่อให้ผู้ซึ่งเชื่อถือลัทธิว่าไม่มีชื่อ ไม่มีดี หรือตายแล้วสูญก็ตาม ในหลักความจริงแล้ว มนุษย์ทั่วไปล้วนมีสามัญสำนึกอยู่ในความดีชั่ว ซึ่งเป็น ‘สัจจะ’ ความจริงด้วยกันทั้งสิ้น ดังอำมาตย์ทั้ง 4 ที่กล่าวตำหนิชีปะขาวโดยไม่ทันนึกถึงลัทธิที่ตนถืออยู่...

ดังนั้น ‘เรื่องของกรรมเป็นเรื่องของความจริง ที่เป็นไปโดยธรรมดาสามัญ และพระพุทธเจ้าก็ทรงยกเอาความจริงตรงนี้มาสั่งสอน มิได้ทรงแต่งเรื่องของกรรมขึ้นเอง ทั้งมิได้ยักย้ายเปลี่ยนแปลงไปจากความจริง ทรงแสดงไปตามหลักความจริงทั้งหมด’

ประโยชน์ที่ได้คือ การแก้ความเข้าใจผิด ๆ ในความเชื่อของกรรม เป็นเรื่องอดีตล่วงมาแล้ว และปัจจุบัน มักปล่อยตนให้เป็นไปตามกรรมที่เรียกว่า ‘ยถากรรม’ เท่านั้น และไม่คิดทำอะไร ความจริงแล้ว โรคแห่งกรรมมีทั้งเกิดจากกรรมเก่าก็มี เกิดจากกรรมปัจจุบันก็มี ควรป้องกันทุกเมื่อ ป้องกันทุกเวลา เพื่อไม่ให้เกิดโรค ด้วยการควบคุม ‘ความประพฤติ’ ในการละเว้นกรรมไม่ดีโดยอาศัย ‘ปัจจุบัน’ เป็นเครื่องกำหนด

เพราะสิ่งหนึ่งที่เรา ๆ ท่าน ๆ จะสามารถสำรวจตรวจดูอย่างชัดแจ้ง ก็คือ ‘ปัจจุบัน’

อย่าเอาเรื่องกรรมเก่ามาเป็นเครื่องตัดรอนคุณประโยชน์ในการทำกิจกรรม กิจการงานใด ๆ มานอนรอ โชคลาภ หรือทำให้ความเพียรพยายามให้ถดถอยออกไป

แม้ถามว่า ‘กรรม’ มีจริงหรือไม่? หากผู้ใดเป็นชาวพุทธก็จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘มี’ โดยมิต้องสงสัย...แต่คำตอบกับความรู้สึกในใจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง...

ตรงนี้อยากจะวิสัชนาให้ฟังสักหน่อย เหตุที่คนทั้งหลายยังมีความลังเลสงสัยในกรรม หรือยังไม่เชื่อในกรรม เกิดจากเหตุใหญ่ ๆ 2 ประการคือ...

ความลำเอียงเข้ากับตัวเอง หรือคิดเอาแต่ใจตน กับไม่เห็นผลสนองที่สาสมทันตาเห็น...

ความจริงอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ในสามัญสำนึกของทุกคนสามารถแยกแยะความผิดถูกชั่วดีได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว...

อย่างเช่น ขโมยเข้าบ้านคนอื่น เพื่อลักทรัพย์ ถามว่าขโมยคนนั้นรู้ไหมว่าตนกำลังทำความผิด ขโมยย่อมต้องรู้ แต่อาจคิดว่า ‘ก็เพราะตัวเรายากจน’ หรือ ‘เพราะการไม่มีกินจึงต้องทำ’

การคิดดังนั้น เป็นการคิดเข้าข้าง หรือคิดเอาแต่ได้ดังที่กล่าวข้างต้น!

และถ้าการทำผิดยังไม่ถูกจับสักหน ก็จะย่ามใจกระทำผิดต่อไป จนกว่าจะพลาดในวันหนึ่ง เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะยังไม่เห็นผลทันตาอย่างที่บอก

แต่ถ้าถึงวันต้องใช้ ‘กรรม’ ก็สายเกินแก้ไปแล้ว!

ทุกประการที่บอกกล่าวมาทั้งหมด ก็เพื่อต้องการให้ท่านทั้งหลายได้รู้ว่า ความดีชั่ว หรือจิตสำนึกถูกผิดทั้งหลาย ทั้งสิ้นทั้งปวงนั้น เราท่านต่างประจักษ์ชัดอยู่ในใจด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น หากแต่การก่อกรรมนั้นเป็นเพราะสิ่งเดียวคือ ‘การขาดสติ’

ขาดสติ ในการยับยั้งชั่งใจ

ขาดสติ ในการเตือนตนให้ละเว้นชั่ว-ทำดีที่ตนมีอยู่ รู้อยู่ในใจตน

ก็ต้องจากลากันตรงนี้ จากลากันด้วยประโยคสุดท้ายที่ว่า...

สาธุ! “พึงรักษาจิตตน เหมือนคนประคองบาตรเต็มด้วยน้ำมัน...จงรักษาจิตตนด้วยสติ มิให้กระเพื่อมไปตามแรงปรารถนาของอารมณ์ซึ่งพ้นขอบเขตสติสู่ความชั่วอันเป็นอกุศลกรรมเถิด...”


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com