
สติ...เป็นบาทต้นจนถึงบาทสุดท้ายแห่งมรรคผล
ดังเคยกล่าวมาแล้วว่ามนุษย์นั้นมี...กายกับจิตเป็นองค์ประกอบ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า... จิตเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทำนองเดียวกับคำว่า ‘จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว’นั่นแล...
หากปกติมนุษย์ทั่วไปเพราะ ‘อวิชชา’ คือ ‘ความไม่รู้’ ทำให้หลงคิดว่า กายเป็น ‘ตัวกูของกู’ ด้วยการยึดมั่นถือมั่น กายจึงกลับเป็นนายของจิตเสียเอง ไม่ว่ากายจะเกิดเวทนาอะไรขึ้นมา จิตก็ต้องขวนขวายหามาบำรุงบำเรอกายตลอดไป...จิตอยากให้กายสบายก็ต้องหาอาหารหาที่นอน หาอะไรต่อมิอะไรที่ดี ๆ ที่สะดวกสบายมาบำรุงบำเรอกายจนเคยชิน
เหตุตรงนี้...ภาษาทางธรรมเรียกว่า ‘โมหะ’ คือความหลงผิด
ในมุมกลับศาสนาพุทธให้ความสำคัญต่อ ‘จิต’ มากจนกล้าบอกได้ว่า พุทธสอนให้เรารู้จัก ‘จิต’ รู้จักการพัฒนาจิตของตนให้ ประภัสสร ผ่องใส พ้นจากความมืดดำแห่งอวิชชาคือความไม่รู้ด้วย ‘ปัญญา’ จนถึง ‘มหาปัญญา’ ในที่สุด...
อาจารย์ของผู้เขียนองค์หนึ่งคือ พระอาจารย์เสน ปัญญาธโร แห่งวัดป่าหนองแซง กล่าวว่า
ตัวรัก ตัวโลภ กับตัวโกรธ...มองเห็นง่าย
เมื่อมองเห็น ‘ง่าย’ ก็สามารถจับตัวง่าย ทำนองเดียวกัน
แต่กับคำว่า ‘โมหะ’ คือตัวหลงนั้นยากที่สุด เพราะถ้าหลงเสียแล้วจะรู้ จะเห็นได้อย่างไร?
เรารักใครรักสิ่งใด เราต้องรู้ตัว เราโกรธใครเราก็เห็นและรู้ว่าเรากำลังโกรธ ขอเพียงมีสติ รู้เท่าทันก็สามารถระงับอาการเหล่านั้นลงได้ในที่สุด
ความหลง งมงาย เป็นของน่ากลัว เป็นสิ่งที่ยากยิ่งต่อการอบรมสั่งสอน เหมือนกับเราถามลูกน้องเราสักคนว่า
“แดงเอ๊ย...ไอ้บ้านหลังนั้นมันสีขาวใช่ไหม ?”
นายแดงก็ตอบเราว่า “ใช่ครับ...”
พอเราทำท่าไม่แน่ใจ “เอ...ฉันว่ามันเป็นสีเหลืองนะ ใช่ไหมแดง?”
นายแดงก็พยักหน้าอีก “ครับผมว่ามันคงเป็นสีเหลืองอย่างท่านว่าแหละ”
เจอคนอย่างนี้ ก็มิต่างกับการพยายามอบรมจิตที่มีความหลงด้วยความไม่รู้ และขาดสติอย่างที่สุดซึ่งยากเหลือเกินที่จะกระทำ
กลุ่มบุคคลชนิดนี้ เปรียบเสมือนเหล่า ‘บัวใต้น้ำ’ ดังที่พระพุทธเจ้าจำแนกไว้ในหมวดบัวสี่เหล่าไม่ผิดเพี้ยน
คณาจารย์โบราณทั้งหลายได้กล่าวไว้ว่า สติเป็นบาทต้นจนถึงบาทสุดท้ายแห่งมรรคผล เพราะจิตที่จะเลื่อมพรายประภัสสรสว่างด้วยธรรมปัญญา พ้นจากความมืดดำแห่ง ‘อวิชชา’ ทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวงได้นั้น จักต้องมี ‘สติ’ ที่เปรียบเสมือนหางเสือคอยควบคุม...คอยเหนี่ยวรั้งเอาไว้
สติ คือ การระลึกรู้ ระลึกรู้ทุกอิริยาบถ...ระลึกรู้ทุกอาการของจิต มิให้ถลำจมอยู่ในกิเลส ตัณหา และอวิชชา ตลอดกาล
สติให้คงอยู่ใน ศีล สมาธิ ปัญญา เสมอ...จนถึงสุดท้ายแห่งการสิ้นสุดพรหมจรรย์
ฉะนั้น จึงกล้ากล่าวได้ว่า...การเจริญสติ จึงเป็นหนทางเป็นเส้นทางอันประเสริฐยิ่ง สำหรับผู้ต้องการมีชีวิตอยู่ เย็นเป็นสุขและก้าวถึงมรรคผลนิพพานในวันข้างหน้า!
และไม่มีคำว่า ‘สาย’ หรอกครับสำหรับการเจริญสติ ขอเพียงเริ่มต้นเสียตั้งแต่วันนี้
ท่านจะดีทั้งทางโลก และทางธรรมแน่นอน!
‘ธรรมะ ๕ นาที’ ฉบับนี้ขอตบท้ายด้วยจดหมายจากท่านผู้อ่าน ซึ่งรีบร้อนจำเป็นมากในการขอคำตอบ ซึ่งผู้เขียนพยายามลัดคิวให้แล้วครับ
เกาะสมุย
กราบสวัสดีค่ะ คุณทมยันตีและคุณภูเตศวร ที่เคารพ
ดิฉันศรัทธาและชื่นชมคุณทั้งสองมานานแล้วค่ะ
ชื่นชมในความสามารถของคุณที่ใช้ความสามารถถ่ายทอดเรื่องธรรมะซึ่งลึกซึ้งมาก...ที่แม้แต่ในบางครั้งไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษรได้ แต่...คุณก็สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษรได้ลึกซึ้งและสื่อความหมายได้ตรงจุดที่สุด และทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
ศรัทธาที่เมื่อใดก็ตามที่ดิฉันได้อ่านนิยายแนวธรรมะของคุณแล้ว ทำให้มีความรู้สึกเหมือนกับได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้แต่ไม่มีโอกาสเลย มันอิ่มเอิบและเกิดความรู้สึกสงบระงับขึ้นมาได้เองเลย เหมือนกับได้รับประทานอาหารที่แสวงหามานาน (อธิบายไม่ถูกค่ะ...พูดได้แต่เขียนไม่ถูกค่ะ)
ปัญหาของดิฉันเริ่มเมื่อประมาณ ๖ ปีก่อน (ตอนนี้อายุ ๓๒ ปี) ซึ่งดิฉันพยายามใช้ธรรมะแก้ไขก็ผ่านมาได้ แต่ไม่หมดทุกอย่าง เมื่อทิ้งไว้นาน ๆ ปัญหานั้นมันก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะดิฉันไม่เข้าใจสาเหตุของปัญหาจึงแก้ไม่ถูก และคิดว่าคนที่จะแก้ได้ ‘ต้อง’ เป็นคนที่เข้าใจทางโลกและทางธรรมได้ดีมาก ๆ และเชื่อว่าคุณทั้งสองต้องช่วยดิฉันได้แน่นอน (มั่นใจมาก...)
คือ...ดิฉันเป็นพุทธทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ เคยตั้งจิตไว้ว่าจะทำอุทิศตนเพื่อใช้กรรมเก่าให้หมด และเมื่อมีโอกาสก็จะเสริมสร้างกุศลบารมีให้กับตัวเองให้ถึงที่สุด แต่ต้องมาสะดุด (ชะงัก) เพราะวิบากกรรม ทำให้ต้องได้สามีเป็นอิสลาม (บังกลาเทศ) ก็เสียใจและพยายามทำใจ และเอาธรรมะเข้าข่ม แต่ธรรมะที่รู้มาก็น้อยนิดเหลือเกิน (ไม่ค่อยจะได้ผล) จะไหว้พระสวดมนต์ ทำบุญ หรือเซ่นสังเวยอะไรก็ไม่ค่อยได้ (สะดวก) ในเรื่องนี้ขอความกรุณาจากคุณช่วยแนะนำในสิ่งที่ถูกที่ควรด้วยเถอะค่ะ เพราะว่ามันสำคัญมากสำหรับจิตและวิญญาณของดิฉันในชาตินี้
ในบางครั้งดิฉันพยายามบอกเล่าให้เขาฟัง ซึ่งเขาก็ฟังและคิดตาม แต่ในบางครั้งเขาก็ถามในสิ่งที่ดิฉันตอบไม่ถูก (ปัญญาน้อย) เช่น ดิฉันบอกว่ามนุษย์เวียนว่าย วนอยู่ในวัฏฏะ เขาก็คิดตาม กำลังจะเชื่อแต่ก็สงสัยว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริง แล้วตอนหลาย ๆ ล้านปีก่อนโลกมนุษย์ยังไม่มีมนุษย์ แล้วตอนนั้นมนุษย์ไปอยู่ที่ไหนหมด? ดิฉันก็ตอบไม่ถูก ตัวเองเข้าใจแล้ว (ไม่รู้ถูกหรือผิด) ลำพังภาษาไทยที่จะพูดกับเขาก็ลำบากอยู่แล้ว แล้วต้องมาอธิบายเรื่องแบบนี้อีก พูดไม่ถูกค่ะ เพราะดิฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ขอความกรุณาคุณทั้งสองช่วยให้ดิฉันมีคำตอบให้เข้าใจด้วยเถอะนะคะ (มันเรื่องใหญ่มากสำหรับดิฉันค่ะ)
ในเวลานี้ดิฉันก็ทำใจได้บ้างแล้ว จึงคิดที่จะมีบุตรกับเขาค่ะ ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ก็ขอมีลูก เลี้ยงให้เขาเป็นพลเมืองที่ดีต่อไปในวันข้างหน้า จะได้ไม่เสียเวลาที่มีชีวิตอยู่ในโลกทุกวันนี้ ไม่ทราบว่าคิดผิดหรือถูก? (ถามค่ะ)
และถ้าต้องมีบุตรจริง ๆ แล้วเขาเกิดมาก็ต้องเป็นอิสลาม แล้วดิฉันจะดูแลอบรมสั่งสอนเขายังไงดีคะ? รู้แต่วิถีชีวิตแบบพุทธค่ะ
ขอความเมตตาจากคุณทั้งสองด้วยนะคะ ทุกปัญหามันสำคัญสำหรับจิตวิญญาณของดิฉันมากค่ะ
ขออำนาจบารมีของความดีทั้งปวงจงอวยพรให้คุณทั้งสอง จงมีความสุข และขอให้คุณทมยันตีมีสุขภาพแข็งแรงนะคะ จะได้อยู่ในวงการนี้เพื่อเผยแพร่ธรรมะและเป็นแสงสว่างของเพื่อนมนุษย์ที่ยังอยู่ในโลกมืดต่อไปอีกนานเท่านานนะคะ
ด้วยความเคารพ
ปิ่นทิพย์ มุกดาสนิท
เรียน คุณปิ่นทิพย์
ถ้าคุณเป็นชาวพุทธ คุณต้องเคยได้ยินคำว่า ‘กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์โลก’ ฉะนั้นการถือศาสนาของคน การเกิดต่างเชื้อสาย ต่างเชื้อชาติ ล้วนแล้วเกิดจากกรรมทั้งสิ้น ผู้เขียนเข้าใจความคิดของคุณว่าต้องการให้คนที่เรารักได้เข้าใจ ได้นับถือพระรัตนตรัยอันประเสริฐอย่างที่ตนรู้ ตนเข้าใจ...
เมื่อทำไม่ได้ก็เกิดทุกข์ เกิดกังวลขึ้น
พระพุทธเจ้าสอนเราให้ดูแลรักษาจิต ฉะนั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีสติ อย่าทำให้จิตของตนหม่นหมอง ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องวางอุเบกขา...ไม่ใช่...แย่ทั้งเขาแล้วยังต้องแย่ทั้งเราด้วย จะยิ่งไปกันใหญ่
การแก้ปัญหา ข้อแรกคุณต้องเชื่อว่า ทุกศาสนาสอนมนุษย์ให้เป็นคนดี แม้จะมีคำสั่งสอนผิดแผกกันไปบ้างในความเชื่อและเป้าหมายสุดท้ายทางจิตวิญญาณ เรียกว่าทำได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้นเถิด อย่าไปฝืนมากจนเกิดทุกข์
คุณควรมุ่งเน้นที่ตัวเองก่อน เพราะถ้าตนยังไปไหนไม่พ้นจะห่วงใครได้...ทำบุญทำสมาธิ หรือกุศลใด ๆ ให้ตั้งอธิษฐานจิตทุกครั้ง ให้ลูกให้สามีได้พบแสงสว่างแห่งธรรมของพระพุทธเจ้า
ไม่วันใดวันหนึ่งคุณจะได้เห็นอำนาจแห่งสัจจาธิษฐานนั้นแน่!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com