การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

สติ...เป็นธงชัยแห่งพระนิพพาน by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#268]

สติ...เป็นธงชัยแห่งพระนิพพาน

 

         ‘ไม่มีใครชนะหรือพ่ายแพ้ตลอดกาล’ คือสัจจะของมนุษย์...

ยามกำชัยชำนะ ยามได้มาซึ่งทรัพย์สินสิ่งของ รอยยิ้มจักเกลื่อนหน้า หากแต่ถ้า ‘สูญเสีย’ ‘พ่ายแพ้’ ความทุกข์โศกจะมาเยือน

ทว่าทั้งสองประการล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปทั้งสิ้น

เมื่อกำเนิดลืมตามาพบโลก หลังการปฏิสนธิในครรภ์มารดา กายหยาบและธาตุหยาบจะห่อหุ้มวิญญาณ จิตจะยึดธาตุหยาบ กายหยาบเป็น ‘ตัวกู-ของกู’ จิตห่วง...และหวงแหนกายโดยอัตโนมัติ

ด้วยรู้เพียงอย่างเดียว ‘ถ้าขาดกายคือต้องตาย’ มนุษย์จึงกลัว ‘ความตาย’ อย่างยิ่ง

เหตุที่กลัวความตายเพราะ ‘ความไม่รู้’ ความไม่รู้เปรียบดังความมืดบอดแห่งจิตวิญญาณที่เรียกว่า ‘อวิชชา’ อวิชชาคือความไม่รู้ใน ‘ธรรม’ ธรรมคือความจริง คือความถูกต้อง เป็นสัจจะ

สัจจะวิญญาณที่ไม่มีดับสูญ แต่จะเป็นไปตาม ‘กรรม’ หรือกระแสแห่งการกระทำดีหรือชั่วของตนตลอดกาล

มนุษย์ส่วนใหญ่แม้แต่ผู้เริ่มปฏิบัติธรรมในเบื้องต้นต่างปรารถนาบุญมากกว่าบาป ปรารถนาดีมากกว่าชั่ว หากในความเป็นจริง ทั้งบุญและบาป ทั้งดีและชั่ว

ล้วนทำให้ตนเสวยชาติต่อไปไม่หยุดยั้ง

บุญส่ง...บุญหนุนนำทำให้ไปเป็นเทวดา เป็นมนุษย์ที่มีผิวพรรณวรรณะสวยงาม เป็นผู้มีทรัพย์สินเงินทองมาก

บาปนำ...ก็ทำให้ตกต่ำ อยู่กับชาติภพที่เลวร้ายตามผลกรรมแห่งตน ว่ายวนไปมาในสังสารวัฏ

หากมีใครสักคนเอ่ยถามพระอริยเจ้า พระอริยสงฆ์ผู้มุ่งตรงสู่พระนิพพานแล้วไซร้ คำตอบที่ได้จะผิดแผกแตกต่างไปจากคนธรรมดาสามัญคือ

ท่านไม่ปรารถนาในบุญและบาปเสมอกัน

เพราะท่านไม่ต้องการเสวยภพชาติอีกต่อไป

ดังคำกล่าวของ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ที่ว่า

‘ผู้ใดทำจิตให้ เป็นกลางได้...ผู้นั้นจะพ้นทุกข์’

คำว่า ‘จิตเป็นกลาง’ หมายถึงการไม่ยึดจับ หรือติดในสุข...และทุกข์ ไม่ยินดีในลาภยศสรรเสริญ ไม่เศร้าหมองกับความเสื่อมสูญใด ๆ

พระตถาคตเจ้าเคยตรัสไว้ ดังมีอยู่ในพระคัมภีร์เมื่อครั้งเหล่าพระสาวกทูลถามว่า...

“สิ่งใดคือความสุขที่สุดและแท้จริง? ”

พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งว่า “ความสุขแท้จริงของมนุษย์คือ การไม่ยินดีในความสุขความเจริญ หรือสะดุ้งสะเทือนต่อความทุกข์ ความเสื่อมทั้งปวง ผู้ทำจิตได้เช่นนั้น ถือว่าเป็นผู้มีความสุขที่สุด เป็นผู้มีสุขอย่างแท้จริง...”

เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า พระบรมศาสดาทรงแนะหนทางดับทุกข์แก่มวลเวไนยสัตว์ ด้วยการประพฤติปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปด แม้จะรู้เช่นนั้นก็เป็นเพียงรู้ประดับปัญญาแบบทางโลกเท่านั้น ‘การรู้’ ในเชิงพุทธศาสนาเป็นการ ‘รู้แจ้ง’ แทงตลอดด้วยการปฏิบัติรู้ด้วยความถ่องแท้แน่ชัดจากผลที่เกิดขึ้นต่อตนเพียงลำพัง หลังการปฏิบัติตามแล้วเท่านั้น...

มิใช่รู้จากการอ่านหรือการฟังถ่ายเดียว!

คนส่วนใหญ่จะพูดว่า... ‘ธรรมะเป็นของพูดง่ายแต่ทำยาก...’ คำตอบคือ ‘ใช่’ เพราะสิ่งใด คือ กิเลส-ตัณหาก็มิต่างกับยางเหนียวที่ติดแน่น ยากชะล้างออก กิเลสและตัณหาของมนุษย์เป็นของที่เคยคุ้นกันมานาน เป็นของวนเวียนอยู่ใกล้ตัวตลอดเวลา เพราะเกิดมาก็รู้จักหิวต้องหาอาหารมาบำรุงบำเรอร่างกาย พอร้อนขึ้นมาก็ต้องอาบน้ำ...หาพัดลมมาเป่า การสนองกิเลสให้ร่างกาย ทำอยู่บ่อย ๆ ทำจนชินโดยไม่รู้ตัว

การกระทำอยู่บ่อย ๆ ทำอยู่เป็นประจำเรียกว่า ‘อาจิณกรรม’ ที่ส่งผลเร็ว และยากแก้ไข

ดังนั้น การต่อสู้กับความทะยานอยาก ต่อสู้กับกิเลสที่เกิดจากอาจิณกรรมที่หล่อหลอมมานานเท่าชีวิตตน จึงเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งที่จะสลัดวาง

โบราณาจารย์ หรือผู้รู้ทั้งหลายจึงกล่าวเตือนเสมอว่า...การปฏิบัติธรรมจักต้องอาศัย ขันติ และวิริยะอย่างยิ่ง โดยมี ‘สติ’ กำกับอยู่ตลอดเวลา ด้วยความจริงข้อนี้หลายอาจารย์หลายสำนักปฏิบัติจึงแนะนำให้ลูกศิษย์ลูกหาของตน พิจารณามหาสติปัฏฐานเป็นหลัก เพราะการยึดครองจิตด้วยสติจึงเกิดสัมปชัญญะขึ้น

‘สติสัมปชัญญะ’ แปลความตรง ๆ ก็คือ การถึงพร้อมด้วยการระลึกรู้...ระลึกรู้ในจิตต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดี

เมื่อเป็นเช่นนั้น โอกาส ‘หลง’ ก็ไม่เกิดขึ้นในจิตวิญญาณผู้นั้นในทุกอิริยาบถ จึงไม่แปลกใด ๆ ถ้าจะกล่าวว่า...

‘สติ’ เป็นธงชัยแห่งมรรคผลนิพพานอย่างแท้จริง!

พระสงฆ์สายพระป่ากรรมฐานรูปหนึ่งเคยกล่าวกับผู้เขียนว่า ถ้าใครสักคนเคยอ่านหนังสือธรรมะ คนคนนั้นก็สามารถจดจำมาบอกเล่าได้ด้วย ‘รู้’ ที่เกิดจากความทรงจำ แต่ผู้ที่ปฏิบัติได้จริงไม่เพียงบอกเล่าได้ แต่ยังสามารถแก้ไขหรือแนะนำหนทางให้กับผู้อื่นโดยอาศัยความจริงจากประสบการณ์ของตนได้อีกด้วย

ท่านเล่าให้ฟังว่า...ครั้งหนึ่งอาตมาเป็นบ้า...บ้าเพราะปฏิบัติผิด หลงใหลในอำนาจของจิตจนลืมตัว หลงตนเป็นผู้วิเศษ ‘อำนาจจิตมีจริง’ คือคำยืนยันของท่าน แต่อำนาจจิตขั้นโลกียภาพ ไม่ใช่ ‘ตัวจริง-ของจริง’

พระป่ารูปนั้นยังกล่าวต่อว่าถ้าใครสามารถทำสมาธิ ทำสมถกรรมฐานจนถึงระดับหนึ่ง...เมื่อจิตอยู่ในเอกัคตารมณ์มีความแน่วแน่ในสมาธิ ก็สามารถทำอิทธิวิธีได้ แต่ถ้าผู้ทรงจิตทรงสมาธิรู้จักเอากำลังจิตตรงนั้นมาพิจารณาสภาวธรรม รู้จักนำเอากำลังสมาธินั้นมาเป็นอาวุธประหัตประหารกิเลสตัณหา เอามาชะล้างตัวอวิชชาความไม่รู้...

ประโยชน์อันอเนกอนันต์จะตามมา

ผลแห่งความรู้ที่หลุดจากความไม่รู้ในวิญญาณ จึงเป็นของแท้ ไม่ใช่ของปลอมดังกล่าวไว้ข้างต้น

‘สมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐานเป็นของคู่กัน...’

ข้อความดังกล่าวเป็นประโยคของพระอริยสงฆ์ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์อาวุโสสูงฝ่ายพระป่ากรรมฐานอย่าง หลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปันโน กล่าวไว้ว่า...

สมถกรรมฐานเป็นสิ่งเพาะบ่มพละกำลังของสมาธิจิต...วิปัสสนากรรมฐานเป็นอาวุธ เป็นเครื่องมือสำหรับฟาดฟันตัวกิเลสตัณหา...อวิชชาให้กระจัดกระจายหายไป...มิต่างกับนักรบผู้มีพละกำลังมหาศาลที่มี ศาสตราวุธความคมกล้าอยู่ในมือ

ไหนเลยอริราชศัตรูจะไม่แตกพ่ายไป!

การทำสมาธิการทำจิตใจให้แน่วแน่ได้ต้องอาศัยสติเป็นตัวกำกับ...สมาธิแข็งกล้าหมายถึงสติ ‘กล้าแข็ง’ ตามมา การพิจารณาธรรมจึงมิต่างจากการใช้สติเข้าหักร้างถางพงเข้าไปกะเทาะเปลือกอวิชชาที่ห่อหุ้มจิตวิญญาณให้หลุดหาย มิหนำซ้ำสติยังจี้ลึกเข้าไปค้นหาความจริงอันเป็นสัจจะออกมาให้เรารู้แจ้งแทงตลอดถึงพระนิพพานได้ในที่สุด

เคยเขียนเอาไว้แล้ว แต่จะบอกกล่าวอีกครั้งเป็นการย้ำเตือนว่า...พระอริยเจ้าทั้งหลายล้วนบอกเราว่า

“ทำสมาธิ ทำกรรมฐาน ต้องเอาจิตส่งใน อย่าส่งนอก”

ประโยคนั้นหมายความว่า อย่าเอาสมาธิจิตไปพิจารณาสิ่งภายนอก แต่ให้พิจารณาลงให้ลึกในตัวตนของเรา

พิจารณากายของตนด้วยตน ให้เห็นจริงว่า กายสักแต่เป็นการประชุมของธาตุ เป็นของไม่ใช่ตัวตนเป็นสัตว์เป็นบุคคล

กาย...เป็นของสกปรก เป็นของปฏิกูลเป็นของเน่าเหม็นที่ทุกคนต้องละทิ้งลงในวันข้างหน้า

แม้น ‘รู้จริง’ ขึ้นในจิต รู้จริงในธรรมอย่างถึงที่สุดแล้ว จิตจะละวางกายอันเป็นตัวรากเหง้าของกิเลสตัณหา รากเหง้าของคำว่า ‘ตัวกู-ของกู’ ลงได้เร็วกว่าการปฏิบัติด้วยวิธีอื่นอย่างแน่นอน...

อย่าเพิ่งเชื่อครับ ลองทำดูก่อนค่อยตัดสินใจ!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com