การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

สัมมาสมาธิ...เป็นอย่างไร? by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#269]

สัมมาสมาธิ...เป็นอย่างไร?

 

       ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าหลายต่อหลายครั้งผู้เขียนพยายามที่จะเน้นให้เห็นว่า ศาสนาพุทธของเรานั้นมุ่งเน้นไปในเรื่อง การขัดเกลา ‘จิต’ ของตนเป็นสำคัญด้วยประโยคที่ว่า ‘จิตเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน’ คือทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยจิตทั้งสิ้น

ไม่ว่า ‘ดี’ หรือ ‘ชั่ว’ อยู่ที่มโน คือใจเป็นประการแรก

จิตกับใจ... ‘ปรุงแต่ง’ เห็นดีเห็นงาม... ‘กาย’ จึงกระทำ

โบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า จิตเดิมแท้ของมนุษย์เป็นของพิสุทธิ์สว่างไสว

ดังคำพูดที่ว่า...

‘มนุษย์มาจาก ‘อาภัสรพรหม’ คือพรหมผู้มีแสงสว่าง’ นั่นเอง

หากใจปัจจุบัน จิตอันเป็นประภัสสรสว่างไสวนั้น ถูกกิเลส ตัณหาและอวิชชา...ห่อหุ้มไว้ กิเลสคือเครื่องเศร้าหมอง ตัณหาเป็นยางเหนียว และอวิชชาคือความไม่รู้ สามสิ่งนี้ทำให้เหล่าอาภัสรพรหมยึดติดในวัฏฏะด้วยความ อยากได้ อยากมี อยากเป็นจวบจนบัดนี้ และอีกนานนับกัปกัลป์ด้วยหลงใน ‘อุปาทาน’ นั้น

ดังนั้น การก้าวสู่มรรค-ผล-นิพพาน จึงมิต่างจากการพยายามลอกเปลือกแห่ง ‘อวิชชา’ ลอกตัว ‘ตัณหากิเลส’ ออกจากจิต...จนเกิด ‘รู้’ ในธรรม อันหมายถึง ‘ความถูกต้อง’ แท้จริง!

สิ่งที่เป็นสัจจะเป็นความถูกต้องเรียกว่า ‘พระธรรม’

การลอกเปลือกแห่ง ‘ตัณหาและอวิชชา’ นั้นมีขั้นตอนสั่งสอนจิตอยู่สามระดับ... ระดับแรกคือ ‘ศีล’ ศีลเป็นกฎเกณฑ์เพื่อความไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นในสังคม ศีลระงับกิเลสตัณหาอย่างหยาบ มิให้เกิดกรรมอันเป็นส่วนของ ‘กายะกัมมัง’ กรรมอันเกิดแต่กายหยาบ...

สองคือ ‘สมาธิ’ โดยใช้การตั้งมั่นแห่งจิตใจด้วย ‘สติ’ เพื่อให้จิตเกิดสัมปชัญญะ คือความถึงพร้อมแห่งภาวะจิตมีความมั่นคงไม่โยกคลอนไปตาม ‘ธรรมารมณ์’ คือสิ่งเร้าทุกประการจากภายนอกเข้ามาปรุงแต่ง ‘จิต’ ให้ฟุ้งซ่านเป็นอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง ทั้งสี่ประการนี้แลที่ทำให้เราเกิดอุปาทานถืออัตตาเป็น‘ตัวกู-ของกู’ สิ่งนี้เรียกว่า ‘การยึดมั่นถือมั่น’

ทั้งที่...ความจริง...ทุกสิ่งอันมิใช่ตัวตนของตนแม้แต่น้อย...

ประการสุดท้ายคือ ‘ปัญญา’ ปัญญาในที่นี้มิใช่ปัญญาปกติแบบทางโลก หากปัญญาในความหมายของพุทธศาสนาคือ ‘การรู้เท่าทัน’ รู้เท่าทันความเป็นจริงของโลก ของธรรม และของจิต

รู้...เช่นนี้ คือ ‘พุทโธ’ อันหมายถึง การตื่นจากตัณหา อวิชชา...เบิกบานจิตใจ ไม่มัวหมองด้วยกิเลสตัณหาและความไม่รู้ตลอดกาล

เมื่อกล่าวถึงจิต...ก็ต้องยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น ถ้าไม่ยกตัวอย่างเช่นนั้นก็ยากจะทำความเข้าใจได้...ด้วย ‘จิตเป็นภาวะนามธรรม’ เป็นสิ่งที่มิอาจจับต้องได้นอกจากความรู้สึกของตนเท่านั้น

‘จิต...คล้ายกับน้ำ...’ เป็นคำกล่าวของพระครูวิมลญาณวิจิตร (พระอาจารย์บุญ ชินวังโส) จะดื่มกินก็ได้ จะรดต้นไม้ก็ได้ ถ้านำน้ำไม่สะอาดเช่นน้ำทะเล จะเอามารดต้นไม้ก็ไม่ได้เช่นกันเพราะมันเค็ม...มันไม่สะอาด จิตของมนุษย์ก็เช่นกันถ้าไม่สะอาดคือกิเลสเป็นเครื่องเจือปน ทำให้น้ำจิตของเราไม่สะอาดไปตามอำนาจกิเลสแล้ว จะไปใช้ประโยชน์อะไรก็ไม่ได้

เช่นนี้ท่านจึงแนะนะให้เราหาหนทางชำระจิตให้ผ่องใสด้วยการรักษาศีลและการเจริญภาวนาสมาธิ

ท่านพระอาจารย์บุญ ชินวังโส กล่าวว่า การภาวนานั้นเป็นการควบคุมไม่ให้จิตแส่ส่ายหลงใหลไปตามอารมณ์ เหมือนสำลีหรือนุ่นที่เป็นของเบา ต้องคอยมีอะไรรักษาไว้ มิฉะนั้นจะลอยไปตามลม (กิเลส-ตัณหา) จิตของเราก็เช่นกัน ต้องควบคุมด้วยการภาวนาตรวจค้นจิตเรา โดยการน้อมเข้ามาในตน ทบทวนเข้าหาจิตของเราแล้วตรวจตราอยู่เสมอ ให้รู้ผิด รู้ถูก รู้ดีชั่วของจิต...ค้นคิดในสิ่งผิด ในสิ่งหลง ในสิ่งเมา เมื่อเมาในกายก็ต้องให้เห็นตามความเป็นจริงว่า แท้จริงกายคือซากอสุภะ เป็นของสกปรก กายสร้างขึ้นได้ด้วยการเสพการดูดซากอสุภะมาหล่อเลี้ยงเอาไว้

ถ้าเราหลงในวัตถุสิ่งของ ก็ต้องใช้ธรรมเข้าพิจารณา ธรรมอันเที่ยงแท้ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สรรพสิ่งต่างมีขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในที่สุด พิจารณาให้เห็นจริงว่า

แท้จริงไม่มีอะไรในโลกเป็นของเราเลยในที่สุด!

เมื่อเป็นเช่นนั้นจะมัวหวงมัวหลงอยู่ทำไม?

ในมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นหนทางพิสุทธิ์เพื่อการขจัดทุกข์นั้น ข้อสุดท้ายคือ ‘สัมมาสมาธิ’ ซึ่งถือเป็นข้อสำคัญที่สุด เป็นข้อปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นจากเครื่องข้องเกี่ยวที่เรียกว่า ‘วัฏฏะ’ โดยตรง

เมื่อกล่าวถึง ‘สัมมาอาชีพ’ ทุกคนเข้าใจง่าย...กับคำว่าอาชีพอันถูกต้อง คือการประกอบอาชีพโดยสุจริตไม่เบียดเบียนคดโกงทำร้ายใคร

“แล้วสัมมาสมาธิล่ะ?” หลายท่านอาจถามอย่างนั้น

ก็คงต้องขออนุญาตหยิบยกโอวาทธรรมของพระอาจารย์บุญ ชินวังโส ขึ้นมากล่าวอ้างอีกวาระหนึ่ง คือท่านได้ยกพุทธดำรัสแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประทานแก่มวลหมู่พระพุทธสาวกว่า

“กูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิของพระอริยะอันมีเหตุมีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบด้วยองค์เจ็ดเหล่านี้แลเรียกว่าสัมมาสมาธิ ภิกษุในวินัยนี้สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลกรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติ และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตใจ ภายในเป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตกวิจารสงบไปและสุขเกิดขึ้นแต่สมาธิอยู่ เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่าผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข เธอบรรลุจตุตถฌานไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกข
าเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ อันนี้เรียกว่าสัมมาสมาธิ”

ครับ...ด้วยพุทธดำรัสผ่านโอวาทธรรมโดยพระอาจารย์บุญ ชินวังโส ดังกล่าวคงเป็นคำตอบ และเป็นแนวทางอย่างดีสำหรับเราชาวพุทธทั้งหลายนำเอาไปปฏิบัติตนเพื่อบรรลุถึงการ ‘พ้นทุกข์’ ได้ในวันข้างหน้า!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com