
หลักปฏิจจสมุปบาท ของพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
วันนี้มีผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ส่งหนังสือ ‘ล้ำค่า’ มาให้ผู้เขียนหนึ่งเล่ม เป็นหนังสือภาพชีวประวัติและปฏิปทาของหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ศิษย์รุ่นใหญ่สายพระกรรมฐานในกองทัพธรรมแห่งหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงปู่ฝั้นท่านได้มรณภาพไปแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2520
ผู้เขียนเคยได้มีโอกาสพบและกราบท่านมาครั้งหนึ่ง จำได้ว่าประมาณต้น ๆ ปี พ.ศ. 2517 ซึ่งครั้งนั้นนั่นเองทำให้ภูเตศวรมีศรัทธาปสาทะในพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น มากจนได้ปวารณาตัวเป็น ‘ทาส’ แห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาจนบัดนี้
‘เพราะอะไร?’ หลายท่านคงอยากถามประโยคนี้ ซึ่งผู้เขียนสามารถตอบได้โดยไม่ลังเลว่า...
‘เพราะหลวงปู่ท่าน มีเมตตา ช่วยฉุดภูเตศวร ออกจากบ่วงแห่งความโง่เขลา ทั้ง ๆ ที่ เจ้าเด็กตัวน้อย วันนั้นคิดหมิ่นแคลนท่านในใจด้วยซ้ำ!’
วันนี้คงไม่กล่าวถึงเรื่องราวในอดีต เพราะจำได้ว่าเคยเขียนถึงเหตุการณ์นี้มาแล้วในคอลัมน์ธรรมะ 5 นาที แต่จะขอสรุปสั้น ๆ เพียงว่า...
หลวงปู่ท่านใช้อำนาจจิตแยกปฐวีธาตุให้ผู้เขียนเห็นจะจะต่อหน้า และนับจากวันนั้นมา ภูเตศวรจึงยึดท่านเป็นครูบาอาจารย์มาโดยตลอด ถือว่าเพราะบารมีของท่าน จึงทำให้ภูเตศวรหันมานับถือพุทธศาสนาแทนศาสนาดั้งเดิมที่สืบมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย
ฉะนั้นวันนี้กับหนังสือชีวประวัติของหลวงปู่ที่วางตรงหน้า จึงมีค่ายิ่งกว่าเพชรนิลจินดาใด ๆ ในโลก บังเอิญวันนี้ครบกำหนดส่งต้นฉบับธรรมะ 5 นาที ก่อนลงมือเขียนได้หยิบมาพลิกอ่านคร่าว ๆ ทำให้พบคำเทศนาที่องค์ท่านเทศน์โปรดญาติโยม ณ วัดป่าถ้ำขาม เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2516 และมีข้อความกล่าวถึงหลัก ปฏิจจสมุปบาทที่ผู้เขียนเคยเขียนถึงเมื่อสองสามตอนที่ผ่านมา
และเพื่อให้กระจ่างแจ้งยิ่งขึ้น ผู้เขียนจึงขออนุญาตคัดลอกมาแสดง ณ ตรงนี้เป็นบางส่วน ครับ ของดี ๆ อย่างนี้ ถ้าไม่นำมาเผยแพร่บอกกล่าวกับชาวพุทธด้วยกัน แล้วจะรอเมื่อไหร่?
‘สวากขาโต ภควตา ธมฺโม’
ดีไหมล่ะธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทุกสิ่งทุกอย่างมันเหลือแต่ของเปล่า ๆ สันทิฏฐิโก ผู้ปฏิบัติรู้เองเห็นเอง ถ้าตนไม่รู้บุคคลอื่นบอก มันก็ไม่เชื่อ มันก็ไม่รู้ ถ้าเรารู้แล้วไม่มีใครบอกได้ มันเป็นอย่างนั้น คนว่าทุกวันนี้ศาสนาหมดคราวหมดสมัย
พระอรหันต์ อรหันต์ก็ไม่มี
มรรคผลไม่มีเสียแล้ว
คนเข้าใจอย่างนั้นเสียมาก หมดคราวหมดสมัย แท้ที่จริงในธรรมคุณท่านบอกว่า อกาลิโก ไม่เลือกกาลเลือกเวลาเลือกฤดู ได้ผลอยู่เสมอ ธรรมะทั้งหลายมันหมดไม่เป็น เพราะธรรมทั้งหลายไม่ได้อยู่ที่อื่นไกล ตัวของเรานี้เป็นธรรม มรรคผล การที่ไม่มีเพราะอาศัยคนไม่ทำ ไม่ปฏิบัติ เมื่อไม่ปฏิบัติก็ไม่มีมรรคผล ถ้าคนยังปฏิบัติอยู่ มรรคผลมันก็มีอยู่ตราบนั้น
ถ้าคนไม่ปฏิบัติแล้วจะเอามรรคมาจากไหนล่ะ
มรรคคือการกระทำ เมื่อเราทำจึงได้รับผล
ไม่ได้ทำจะเอาผลมาจากไหนล่ะ
ท่านจึงว่า อกาลิโก ไม่มีกาล ไม่มีเวลา แท้ที่จริงธรรมทั้งหลายมีแต่ไหนแต่ไรมา มันมีอยู่อย่างนั้น
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ชี้แจงให้ฟัง แต่เมื่อพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้ก็มีอยู่อย่างนั้น...อุปฺปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตานํ อนุปฺปาทา วา ตถาคตานํ แต่เมื่อพระตถาคตยังไม่ตรัสรู้ก็มีอยู่อย่างนั้น เมื่อตรัสรู้ก็มีอยู่อย่างนั้น ไม่ได้มาจากไหน
เหมือนกับตัวเราเกิดมาแล้ว ก็มีอยู่อย่างนี้ มีทุกข์อยู่อย่างนี้ ทุกข์ทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล ไม่ใช่อื่นเป็นทุกข์ คนทั้งหลายกลัวอดกลัวอยาก กลัวนั้นกลัวนี้เป็นทุกข์ ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์เป็นทุกข์ ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นทุกข์ นั่นพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ว่าเป็นทุกข์ ทุกข์คืออันใดเล่า...อิทัง โข ปะนะ ภิกขเว ทุกขัง อริยสัจจัง ของจริง ภิกขเว ดูกรท่านทั้งหลายภิกขุทั้งหลาย ของจริงคืออะไรเล่า ‘ชาติปิ ทุกขา’ ทุกข์เพราะความเกิด
...ท่านไม่ได้ว่าอะไรทุกข์ คือความเกิดนั่นแหละทุกข์!
นี่แหละตัวทุกข์ เราก็พิจารณาสิ อะไรเกิดเล่า คือตัวของเรานี่เกิดมามันก็เป็นทุกข์ ทุกข์เพราะความเกิด เกิดเป็นเจ็บเป็นไข้ เกิดเป็นโน่นเป็นนี่ เกิดอยากโน่นอยากนี่ จิตของเราไม่สงบ ก่อกรรมก่อเวรก่อภัยให้เกิดขึ้น ‘ภวาภเว สัมภะวันติ’ เที่ยวก่อภพน้อย ๆ ใหญ่ ๆ อยู่ มันเลยเป็นทุกข์กันสิ
เราไม่อยากทุกข์แล้ว เราก็หยุด นั่งดูที่นี้ ไม่ก่อกรรมก่อเวรอยู่ ว่าเราไม่ทำบาปทำกรรมอะไร
ดูสิ พิจารณาสิ มันไปเที่ยวต่อภพใหญ่ภพน้อยอยู่ อารมณ์สัญญาของเรานี่แหละไปสร้างบาปสร้างกรรมไว้ทั้งกลางวันกลางคืน ทั้งนั่งทั้งนอนทั้งเดินทั้งยืน เพราะฉะนั้น ท่านจึงสอนให้มีสติ นั่งก็ดี นอนอยู่ก็ดี ยืนอยู่ก็ดี เดินอยู่ก็ดี ให้มีสติอยู่ ให้มันรู้ มีสติสัมปชัญญะ นั่งก็รู้ให้รู้ว่านั่ง นอนเดินก็ให้รู้สึก สติของเราเพ่งเล็งอยู่อย่างนั้น การทำความสงบมิใช่อื่นไกล เพราะฉะนั้นก็ให้พากันเพ่งเล็งดู
มิใช่อื่นทุกข์ คือความเกิดน่ะเป็นทุกข์ เรานั่งอยู่ที่นี่ เราเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ อะไรทุกข์?
ทุกข์ที่สอง ‘ชราปิ ทุกขา’ ทุกข์เพราะความเก่าแก่ชรา คร่ำคร่าเพราะความเจ็บ ความไข้นั่นเป็นทุกข์ ไม่ใช่อื่นไกล ความเจ็บตรงโน้นปวดตรงนี้ ความชำรุดทรุดโทรมนั่นแหละ ความแก่มาถึงแล้ว ไม่ใช่เพราะอื่น ทุกข์เพราะอันนี้ มรณัมปิ ทุกขัง ทุกข์เพราะความตาย ไม่ใช่อื่นเป็นทุกข์
นี่แหละความทุกข์ทั้งหลาย ให้พากันพิจารณาดูสิ อะไรมันเกิด อะไรมันแก่ อะไรมันเจ็บ อะไรมันตายเล่า?
เหตุนั้น ท่านยังให้พิจารณา ‘ปฏิจจสมุปบาท’ ท่านให้กำหนดทุกข์ว่า ทุกข์มาจากไหน? อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยมาให้เกิดทุกข์?
ท่านให้พิจารณาทุกข์ว่ามันมาจากความตาย นี่ตายนี้เป็นเหตุปัจจัยมาให้ทุกข์ นี่ตายมาจากไหน เป็นเหตุเป็นปัจจัยมาให้ตาย มาจากโรคภัยไข้เจ็บ อาการทั้งหลายต่างมาเป็นเหตุปัจจัย อาการทั้งหลายเหล่านี้มาจากไหน เป็นเหตุเป็นปัจจัยมาจากชราความเก่าแก่ชราคร่ำคร่า อันความชราเก่าแก่คร่ำคร่ามาจากไหน เป็นเหตุเป็นปัจจัยมา มาจากชาติ คือความเกิดนี่มาจากไหน มันมาจากนี่ มันคดไปเป็นปฏิจจสมุปบาท 12 อันนี้ ความเกิดมาจากไหนเล่า เป็นเหตุเป็นปัจจัยมา มาจาก ‘ภพ’ คือเข้าไปตั้ง เข้าไปยึด เข้าไปถือไว้ ‘อารมณ์’ ของเรายึดไว้ ยึดมันก็ก่อภพขึ้น
อันนี้ภพมันมาจากไหน เป็นเหตุเป็นปัจจัยมา มาจาก ‘อุปาทาน’ กายยึดถือ
ทีนี้อุปาทานมาจากไหน เป็นเหตุเป็นปัจจัยมา มาจาก ตัณหาความทะเยอทะยานอยาก ความดิ้นรน ตัณหามาจากไหน เป็นเหตุเป็นปัจจัยมา มาจาก ‘เวทนา’ ทุกขเวทนา สุขเวทนา เมื่อความทุกข์เกิดขึ้น ก็อยากหาความสุขเมื่อความสุขเกิดขึ้น ก็ไม่อยากให้ทุกข์เกิด
นี่มาจากเวทนา
ทีนี้เวทนามาจากไหน เป็นเหตุเป็นปัจจัยมา มาจาก ‘ผัสสะ’ ความกระทบถูกต้องนี่แหละผัสสะ อันนี้ผัสสะมาจากไหน เป็นเหตุเป็นปัจจัย มาจาก ‘อายตนะ’ เป็นบ่อเกิดแห่งอายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ...
อายตนะมาจากไหน เป็นเหตุเป็นปัจจัยมา มาจาก ‘นามรูป’ นามรูปอันนี้มาจากไหน เป็นเหตุเป็นปัจจัย มาจาก วิญญาณ วิญญาณมาจากไหน เป็นเหตุเป็นปัจจัยมา มาจาก สังขาร สังขารมาจากไหน เป็นเหตุเป็นปัจจัย มาจาก อวิชชา นี่ขั้นต้นมันจบนี้
อวิชชา คือความหลงละ หลงสมมติ หลงภพ หลงชาติ หลงตน หลงตัว ‘อวิชชา ปัจจยา สังขารา’ เมื่ออวิชชาความหลงเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารการปรุงแต่ง เมื่อสังขารมีแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณก็ทำให้เกิดนามรูป ฯลฯ ให้พิจารณาทวนกระแสกลับ วิญญาณมีแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป นามรูปมีแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ ตา หู จมูก อายตนะมีแล้วเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ ผัสสะมีแล้วเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เวทนามีแล้วเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา ตัณหามีแล้วทำให้เกิดอุปาทาน อุปาทานทำให้เกิดภพ ภพมีแล้วเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ เมื่อเกิดชาติก็เป็นปัจจัยให้เกิดชรา ความชำรุดทรุดโทรมเฒ่าแก่ชราคร่ำคร่า ความแก่เฒ่าชรามีแล้วทำให้เกิดพยาธิ ความเจ็บไข้พยาธิมีแล้วทำให้เกิดความตาย ความตายมีแล้วทำให้เกิดทุกข์
โสกปริเทวทุกขโสมนสสุปายาส นี่แหละ!
เหตุนี้จึงให้พากันนั่งสมาธิพิจารณาตัวของเรา กำหนดทุกข์ นี้เรื่องทุกข์ เรื่องสมุทัย นี่แหละความหลงของเรา ให้พากันเพ่งเล็งดู นี่ข้อสำคัญว่ามันเป็นอย่างนี้ อกาลิโก ไม่มีกาลเป็นอยู่เสมอ นั่งอยู่ก็ทุกข์ เป็นโทษ ให้พากันรู้จัก ทีนี้เมื่อฟังแล้ว เอหิปัสสิโก คำสอน
จงร้องเรียกสัตว์ทั้งหลายมาดูธรรม ท่านไม่ได้ให้ไปดูธรรมที่ไหน ท่านให้มาดูรูปธรรมนามธรรมนี้!
ครับ...อ่านถึงตรงนี้ขอให้ท่านทั้งหลายลองกำหนดพิจารณาดูเถิดครับ หวังว่าธรรมะอันพิศุทธิ์ของหลวงปู่ คงให้อะไรแก่ท่านทั้งหลายบ้างไม่มากก็น้อย
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com