
ธรรมฝ่ายต่ำกับธรรมฝ่ายดี
ก่อนเข้าสู่ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ ในหัวข้อดังกล่าวข้างต้น ขอแจ้งส่วนกุศลอันบริสุทธิ์ที่ได้กระทำแล้ว และกำลังกระทำให้ท่านทั้งหลายได้ทราบเพื่อโมทนาร่วมกัน...
ด้วยเพราะทางสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม ได้ขอลิขสิทธิ์ข้อเขียนธรรมะ ๕ นาที ไปรวมเล่มเป็น พ็อกเกตบุ๊กได้ ๔ เล่มขนาดกะทัดรัดรวมเป็นหนึ่งชุด ภายใต้หัวข้อว่า... “ธรรมะสายพระพุทธเจ้า (เล่ม ๑) หัวใจของชาวพุทธคือพุทโธ (เล่ม ๒) หลักแท้แห่งธรรมะ (เล่ม ๓) และ ทางสายกลาง : วิถีแห่งพุทธ (เล่ม ๔) โดยค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมด ภูเตศวรแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนเท่า ๆ กัน
ส่วนแรกได้มอบให้ คุณอนุชิต ปุรสาชิต ไปสามหมื่นบาท เพื่อสมทบทุนสร้างสำนักสงฆ์สายกรรมฐานภายใต้ข้อดำริของหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล วัดป่าสันติกาวาส จังหวัดอุดรธานี ไปเรียบร้อยแล้ว
ส่วนที่สองอีกสามหมื่นบาท ร่วมกองกฐินสามัคคีเพื่อสร้างศาลาอเนกประสงค์ และเป็นที่ประดิษฐานสังขารของหลวงพ่อบุญช่วย วัดใหญ่ อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ไปแล้ว
ส่วนที่สามอีกสามหมื่นบาท เตรียมสมทบเป็นทุนซ่อมพระอุโบสถเก่าสมัยอยุธยาที่กำลังทรุดโทรมอย่างมากที่วัดตูม จังหวัดอยุธยา ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
กุศลผลบุญทั้งหมดนี้ผู้เขียนขอมอบให้ท่านผู้อ่านทุกท่านที่อ่านธรรมะ ๕ นาที แม้แต่ตัวอักษรเดียว และขอมอบให้ท่านผู้อ่านขวัญเรือนทุก ๆ ท่านด้วยนะครับ...
พรุ่งนี้ (ขณะเขียนต้นฉบับ) ภูเตศวรจะเดินทางไปกราบสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ที่อินเดีย ภายใต้การนำของหลวงพ่อหมื่นอุดม หรือท่านพระครูสิริปุญญาทร หมื่นอุดม ชาติการุณย์ วัดตูม จังหวัดอยุธยา เป็นเวลา ๑๖ วัน
กลับมาคราวนี้คงมีเรื่องราวมากหลายมาเล่าสู่กันฟัง และสำคัญที่สุดก็คือ ผู้เขียนคงได้มีโอกาสนั่งปฏิบัติธรรมสมาธิในสถานที่มีความสำคัญทางศาสนานั้นด้วย
กุศลดังกล่าวขอมอบแด่ท่านทั้งหลายล่วงหน้า ณ ที่นี้ทุกประการ
เอาละครับ จากรายการแจ้งส่วนกุศลผลบุญต่อกันแล้ว ขอเข้าสู่สาระสำคัญแห่งธรรมะดังได้กล่าวไว้ข้างต้นเสียที...
การปฏิบัติธรรมสมาธินั้น ธรรมะหรือธรรมชาติที่ฝังแน่น หรือธรรมที่จิตสัญจรท่องไปด้วยอยู่เป็นนิตย์นั้น หรือที่เรียกว่าธรรมที่อยู่ในใจตนตลอดเวลา มีอยู่ ๒ ประเภท
๑. ธรรมอันเป็นส่วนต่ำ...เป็นเหตุอันเป็นเครื่องกั้นจิตมิให้บรรลุคุณธรรมความดีอันยิ่ง ที่เรียกว่า ‘นิวรณ์ธรรม’ มีอยู่ ๕ อย่าง
ก.กามฉันทะ คือ ความยินดี-รักใคร่ในพัสดุกามอันมี รูป รส กลิ่น เสียง โผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์ ซึ่งเป็นที่พอใจชอบใจของตน ประกอบด้วย กิเลส-ราคะ ความกำหนัดยินดี มีโทสะ-ความหงุดหงิด มีโกธะ-ความโกรธ มีโมหะ-ความหลง ไม่รู้จริง สำคัญว่าดีเป็นชั่ว ชั่วเป็นดี เหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม ซึ่งมีอยู่ในจิตของตนเรียกว่า ‘กามฉันทนิวรณ์’
ข.พยาปาทะ ความพยาบาทคาดหมายไว้ ในบุคคลและพัสดุต่าง ๆ ที่ตนไม่ชอบและจ้องทำลายในสิ่งเหล่านั้น
ค.ถีนมิทธะ ความท้อแท้ ง่วงนอน อ่อนใจ ทำสิ่งใดก็ตกอยู่ในความเกียจคร้าน
ง.อุทธัจจะกุกกุจจะ คิดสิ่งใดก็ไม่สำเร็จดังใจ ไม่มีสติยับยั้ง มีความฟุ้งซ่านรำคาญใจ
จ.วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในเรื่องราวต่าง ๆ หรือคุณธรรมต่าง ๆ ที่ตนกำลังปฏิบัติอยู่ และไม่อาจตกลงใจได้
นิวรณ์ธรรมทั้งหลายเหล่านี้เป็นธรรมฝ่ายต่ำที่คอยฉุดรั้งให้จิตถดถอยสู่ความมืด เป็นเครื่องกางกั้นธรรมปัญญามิให้ส่องกระจ่างสว่างโรจน์ขึ้นมาได้
๒. ธรรมฝ่ายดี เป็นธรรมฝ่ายชอบ อันเป็นเหตุที่จะทำให้ใจของตนตื่นจากความหลับ ความมืด คือ ‘อวิชชา’ ธรรมฝ่ายดีประกอบด้วย
ก.ปฐมฌาน มีองค์ ๕ ‘วิตก’ คือนึกถึงอารมณ์ของกรรมฐานอันใดอันหนึ่งไว้ อย่างเช่น การกำหนดเอาลมหายใจทำใจของตนให้ถึงความเป็นหนึ่ง ประคองใจของตนให้อยู่กับอารมณ์นึกขึ้นนั้น ไม่ให้คลาดเคลื่อนสู่อารมณ์อื่นเรียกว่า ‘เอกัคตา’
‘วิจาร’ ตรวจตราในอารมณ์นั้น ๆ ให้ถี่ถ้วนจนกว่าจะเห็นความจริงของอารมณ์นั้น เมื่อรู้อารมณ์นั้น ๆ แล้วโดยทั่วถึงที่ว่า ‘สัมปชัญญะ’ ย่อมเกิดผลในใจที่เรียกว่า ‘สุขะ’ ความสบาย ที่เรียกว่า ‘ปีติ’ นั้นคือความ...อิ่มใจอิ่มกาย... ‘บุคคลผู้ทำปฐมฌานให้เกิดขึ้นด้วยดีแล้ว ย่อมเป็นที่ขังไว้แห่งบุญทั้งหลายของหมู่มนุษย์และเทวดา’ (พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร) เพราะฌานและสมาธินั้นเป็นเครื่องเย็นใจเย็นจิตของผู้อื่นได้สติสัมปชัญญะเข้าไประลึกในใจตน ใจนั้นย่อมบริบูรณ์มีแต่ความปีติปราโมทย์แจ่มใสอยู่ทุกเมื่อ สิ่งนี้เรียกว่า ‘ปีติ-สุข’ ผลตรงนี้ทำให้จิตบุคคลนั้นหมดความฟุ้งซ่านลังเลที่เรียกว่านิวรณ์ธรรม ผู้ใดมีวาสนาทำใจของตนให้ได้ถึงแค่ปฐมฌานก็สามารถที่จะบรรลุโลกุตรธรรมเบื้องต่ำได้แล้ว
ข.ทุติยฌาน มีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข เอกัคตา กำลังจิตแรงขึ้นเป็นลำดับ และพยายามทำจิตของตนอยู่เช่นนั้นด้วยการเพ่ง และตั้งสติกำกับอยู่เช่นนั้น จิตที่มีกำลังแก่ขึ้นก็จะเป็นเหตุให้ถึง ตติยฌาน
ค.ตติยฌาน มีองค์ ๒ คือ สุข เอกัคตา ให้เป็นผู้มีความเพียรเพ่งด้วยอำนาจแห่งสติสัมปชัญญะ ก็จะสามารถละองค์ฌานนั้น ๆ ออกได้อีกก็จะเข้าสู่จตุตถฌาน
ง.จตุตถฌาน มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา เอกัคตา องค์ฌานที่ ๔ นี้ มีกำลังแรงกล้าด้วยการเพ่งอยู่ ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ดวงจิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว วางเฉยปลดปล่อยอารมณ์ที่เป็น อดีต อนาคต กำหนดอยู่ในปัจจุบันธรรมอย่างเดียว จิตนั้นจะเที่ยงตรงเหมือนแสงตะเกียงเจ้าพายุที่ปราศจากลม เป็นแสงพระอาทิตย์ที่ปราศจากเมฆหมอก ย่อมทำแสงสว่างให้แก่ปวงชนได้ “จิตของบุคคลใดได้บรรลุจตุตถฌาน ย่อมมีแสงสว่างเกิดขึ้น” (พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร) แสงสว่างหมายถึงปัญญาและวิชาอันยิ่ง ที่เรียกว่า วิปัสสนาปัญญา เป็นเหตุให้รู้สัจธรรมทั้ง ๔ ซึ่งจะถึงคุณธรรมอันเลิศคือ ‘โลกุตตระ’ ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงโลกอันอุดม โลกที่ปลอดภัยจากกามคุณทั้งหลาย “จะเป็นผู้มีความเป็นอยู่ได้ด้วยคุณธรรมในภาวะทิพยวิสัย...ในตนของตน” (พระอริยคุณาธาร เส็ง ปุสฺโส)
ทั้งธรรมฝ่ายต่ำ...และธรรมฝ่ายดี ทั้ง ๒ ประการเป็นปฏิปักษ์ต่อกันอยู่ในหมวด ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน ที่ควรตั้งสติเข้าไปกำหนดระลึกถึงอยู่เสมอ...
หนึ่ง ‘รู้’ เพื่อละวาง กับอีกหนึ่ง ‘รู้’ เพื่อนำพาจิตตนเข้าสู่อารมณ์นั้น...
เพราะบุคคลใดปฏิบัติใจตนได้เช่นนี้ บุคคลนั้นได้ชื่อว่าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ‘โดยธรรม’ คือถึงด้วยใจของตนด้วยตน และผู้ที่ถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยธรรมนั้น ย่อมปิดอบายภูมิทั้ง ๔ ได้อย่างเด็ดขาด เมื่อละจากโลกนี้แล้วอย่างต่ำก็เกิดในสุคติโลก...อย่างสูงก็ถึงพระนิพพาน... บุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลที่เที่ยงตรงต่อพระนิพพานที่เรียกว่า ‘นิยตธรรม’ เป็นผู้ถึงธรรมที่เที่ยง ไม่เป็นผู้ทำตนให้ตกต่ำ...บุคคลใดถ้าเป็นผู้ไม่ถึงโดยอาการนี้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่แน่นอนเรียกว่า ‘อนิยตบุคคล’
ฉะนั้น ท่านทั้งหลายที่ถือตนเป็นชาวพุทธ เมื่อต้องการความเกษมในวิญญาณ ควรแสวงหาที่พึ่งของตนด้วย... ‘ธรรม’ ที่ตั้งแล้ว ด้วย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันเป็นของสิ่งเดียวแต่ต่างชื่อโดยวัตถุธรรมเท่านั้น
จึงกล่าวได้อย่างที่เราได้ยินในบทสวดมนต์ว่า... ‘โอปนยิโก สนฺทิฏฐิโก’ คือควรน้อมเข้าในใจตนเอง... ‘ปัจจัตตัง’ รู้ได้เฉพาะตนของตน สำหรับผู้ปฏิบัติเองพึงรู้ได้ด้วยตนเองแล...
ท้ายสุด...ขอให้ผลบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาแล้วทั้งสิ้นทั้งปวง จงเป็นของท่านทั้งหลาย ให้ถึงพร้อมด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com