
พรหมลูกฟัก
องค์พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงภูมิเป็นที่เกิดของสัตว์โลกไว้หลายปริยาย เรียกว่า ‘สัตตาวาส’ หรือบางครั้งเรียกว่า ‘วิญญาณฐิติ’ บ้าง พระองค์ทรงระบุภูมิเป็นที่เกิดของสัตว์โลกไว้เก้าภูมิ และทรงกำหนดเอาสัญญาและอัตภาพ เป็นเกณฑ์แบ่งประเภทดังต่อไปนี้
ภูมิที่หนึ่ง เป็นที่เกิดของสัตว์โลกจำพวกมีสัญญาและอัตภาพแตกต่างกัน
๑. มนุษย์
๒. เทวดาในฉกามาพจรสวรรค์
๓. สัตว์ในอบายภูมิ ๔
สัญญาของสัตว์โลกในภูมินี้แตกต่างกันรวมทั้งรูปร่างด้วย
ภูมิที่สอง เป็นที่เกิดสัตว์โลกจำพวกมีสัญญาเหมือนกันและอัตภาพเหมือนกันด้วย
สัตว์โลกภูมินี้ได้แก่ ‘พระพรหมพวกสหัสพรหม’ ซึ่งบรรลุฌานชั้นที่ ๑ คือ ปฐมฌานแบ่งเป็น ๓ ชั้น
๑. พรหมปริสัชชา
๒. พรหมปุโรหิตา
๓. มหาพรหมา
โลกที่พระพรหมทั้งสามชั้นนี้สถิตอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติเรียกว่า ‘สหัสสธาโลก’
ภูมิที่สาม สัตว์โลกในภูมินี้เป็นพวกมีสัญญาต่างกัน แต่อัตภาพเหมือนกัน สัตว์โลกในภูมินี้ได้แก่พวกอาภาพรหมในพรหมโลกชั้นที่ ๔, ๕, ๖ ดังมีชื่อต่อไปนี้
๑. ปริตตาภา
๒. อัปปมาณาภา
๓. อาภัสสรา
พรหมชั้นที่ ๔, ๕ ซึ่งชื่อชั้นตามหมายเลข ๑ และ ๒ นั้นบรรลุฌานชั้นที่ ๒ ชื่อ ‘ทุติยฌาน’ ส่วนพรหมชั้นที่ ๖ ตามหมายเลข ๓ นั้น บรรลุฌานชั้นที่ ๓ ชื่อ ‘ตติยาฌาน’
สัญญาในฌานนั้น ทั้งสองชั้นนี้ต่างกัน ส่วนอัตภาพนั้นมีรัศมีสว่างซ่านออกเหมือนกัน หากมากน้อยต่างกัน โดยเฉพาะชั้นอาภัสสรานั้นมีรัศมีสว่างมากที่สุด
พระพรหมพวกนี้จุติมาเกิดเป็นมนุษย์ ต้นกัปหรือปฐมมนุษย์ ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงยกมาอ้างยืนยันว่า...
“ธรรมะเกิดก่อน อธรรมเกิดทีหลัง ดังนั้นพระธรรมจึงเป็นสิ่งประเสริฐ”
ภูมิที่สี่ เป็นที่เกิดของสัตว์โลก จำพวกมีสัญญาและอัตภาพเหมือนกัน เป็นพิมพ์เดียวกัน สัตว์โลกพวกนี้ได้แก่ พระพรหมพวกสุภาพรหม ซึ่งมีรูปร่างสวยงามเป็นผลึก พระผู้มีพระภาคตรัสบอกชื่อชั้นไว้ดังต่อไปนี้
๑. ปริตตสุภา
๒. อัปปมาณสุภา
๓. สุภกิณหา
๔. เวหัปผลา
๕. อวิหา
๖. อตัปปา
๗. สุทัสสา
๘. สุทัสสี
๙. อกนิฏฐา
พวกที่ ๑ ถึง ๔ บรรลุฌานชั้น ๔ คือ ‘จตุตถฌาน’ ส่วนพวกที่ ๕ ถึง ๙ บรรลุจตุตถฌานเหมือนกับ ๑ ถึง ๔ แต่บรรลุอนาคามิผลด้วยเป็น ‘พระอนาคามี’
พระพรหมปริตตาสุภาถึงเวหัปผลามีวรรณะเหมือนแก้วผลึก ส่วนชั้นอวิหาถึงชั้นอกนิฏฐามีวรรณะคล้ายสีปรอท แก่อ่อนตามบารมี
ภูมิที่ห้า เป็นที่เกิดของพระพรหมพวก อากาสานัญจายตนูปคา
สัตว์โลกจำพวกนี้บรรลุอรูปฌานที่หนึ่ง ชื่อว่า ‘อากาสานัญจายตนะ’ ตายแล้วจากโลกมนุษย์ไปอุบัติในภูมิที่ ๕ นี้ สัตว์โลกจำพวกนี้ไม่มีรูปร่างอัตภาพประกอบด้วยสัญญาตามธรรมเหมือนกลุ่มแสงสว่างรุ่งเรืองอยู่
ภูมิที่หก เป็นที่สถิตของพระพรหมพวก วิญญานัญจายนูปคา
สัตว์โลกจำพวกนี้บรรลุอรูปฌานที่ ๒ ชื่อว่า ‘วิญญาณัญจายตนะ’ ตายแล้วอุบัติ ณ ภูมิที่ ๖ นี้ สัตว์โลกจำพวกนี้ไม่มีรูปร่างอัตภาพประกอบด้วยสัญญาตามธรรมเหมือนกลุ่มแสงไฟสว่างรุ่งเรืองอยู่
ภูมิที่เจ็ด เป็นที่สถิตของพระพรหมพวกอากิญจัญญายตนูปคา
สัตว์โลกจำพวกนี้บรรลุอรูปฌานที่ ๓ ชื่อว่า ‘อากิญจัญญายตนะ’ ตายแล้วอุบัติ ณ ภูมิที่ ๗ สัตว์โลกพวกนี้ไม่มีรูปร่างอัตภาพประกอบด้วยสัญญาทางธรรมเหมือนกลุ่มแสงหรือกองไฟรุ่งเรืองอยู่
ภูมิที่แปด เป็นที่สถิตของพระพรหมพวกเนวสัญญานาสัญญายตนูปคา
สัตว์โลกจำพวกนี้บรรลุอรูปฌาน ๔ ชื่อว่า ‘เนวสัญญานาสัญญายตนะ’ ตายแล้วอุบัติ ณ ภูมที่ ๘ นี้ ได้ชื่อว่า ‘เนวสัญญานาสัญญายตนูปคา’ มีรูปร่างอัตภาพประกอบด้วยสัญญานามธรรมใกล้เคียงกับภูมิที่ ๕ ถึงภูมิที่ ๗
และภูมิที่ ๘ นี้เป็นภูมิสูงสุดของพรหมโลก
พระพรหมในภูมิที่ ๕ ถึง ๘ นี้เรียกว่า ‘อรูปพรหม’ เป็นกลุ่มจิตประกอบด้วยนามขันธ์ (กายชั้นใน) คือเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ (ในที่นี้ต้องทำความเข้าใจกับคำว่า ‘สังขาร’ เสียก่อน เพราะคำว่าสังขารมิได้หมายถึงร่างกายหรือรูป หากในภาษาทางพระหมายถึง ‘การปรุงแต่ง’ หรือที่เรียกว่า ‘อาการปรุงแต่งของจิต’) มีรังสีสว่างเรืองโรจน์ กายชนิดนี้ท่านเรียกว่า ‘สัญญามัยกาย’
พระพรหมในภูมิที่ ๘ สัญญามัยกายประณีตที่สุด มีความรู้สึกตัวน้อยที่สุด ไม่สามารถรับรู้สัมผัสภายนอกเลย รับรู้แต่มโนสัมผัสเท่านั้น
และท้ายที่สุด คือ ภูมิพิเศษชั้นที่เก้า ซึ่งเป็นภูมิที่เราจั่วหัวข้อไว้ข้างต้น ภูมินี้เป็นที่เกิดของ...
อสัญญีพรหม!
สัตว์โลกพวกนี้บรรลุฌานพิเศษชื่อว่า อสัญญีฌาน ตายแล้วอุบัติในภูมิพิเศษนี้ ได้ชื่อว่าอสัญญีพรหม ซึ่งส่วนใหญ่เรียกว่า ‘พวกพรหมลูกฟักลูกแฟง’ ไม่มีความรู้สึกนึกคิดอะไร
อสัญญีฌาน หมายถึงการเพ่งดับสัญญา หรือที่ในปัจจุบันเขาเรียกว่า ‘อธิษฐานดับ’
การเจริญฌานแบบนี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นการปฏิบัติผิด เรียกว่า ‘มิจฉาสมาธิ’ ทำให้ตนอาภัพไม่สามารถเจริญก้าวหน้า เป็นอย่างที่เรียกว่า ‘ตกสูง’ ซึ่งตรงกันข้ามกับ ‘ตกต่ำ’
ภูมิตกต่ำ ได้แก่ ‘โลกันต์นรก’ อยู่ก้นบึ้งของนรกทั้งปวง ผู้ตกโลกันต์พวกนั้นเป็นพวกคนมีมิจฉาทิฐิอย่างยิ่ง ยึดมั่นในความผิดอย่างแน่นแฟ้น เหมือนเข้ากระดูกดำถอนตนไม่ขึ้น
ส่วนตกสูง ได้แก่ ‘ภูมิอสัญญีฌาน’ นั้นผู้ปฏิบัติทางสมาธิมุ่งจะดับความรู้สึกให้ได้ท่าเดียว ไม่ใช้ปัญญาวินิจฉัยผิดถูก กล่าวคือเข้าใจผิดว่า...
‘ภูมิดับสัญญาและเวทนาเป็นภูมิสันติสุขที่สุด’
หรือเห็นผิดไปว่า...
‘จิตเป็นตัวทุกข์ ถ้ามีจิตรับรู้อารมณ์อยู่ตราบใด ก็จะมีทุกข์ตราบนั้น จึงเพ่งดับจิต’
พระพรหมอสัญญีนั้น มีผู้รู้และผู้ทรงอภิญญาได้ประสบมาได้อธิบายไว้ว่า พวกพรหมเหล่านี้จะไปมาในอากาศต่างอิริยาบถกัน บ้างนั่ง บ้างนอน บ้างยืนเหมือนคนไร้สติ
ถ้าเราอยากพบเชิญมาเขาก็มา แต่จะปรึกษาหารืออะไรก็ไม่รู้เรื่อง การไปมาเหมือนอัตโนมัติ ช่างเป็นความอาภัพแท้ ๆ
พระบรมโพธิสัตว์ ไม่อุบัติในภูมินี้ เพราะพระองค์ท่านมีปัญญารู้จักวินิจฉัยผิดชอบ
ส่วนใหญ่ของอสัญญีพรหมมักจะเป็นพวกฤๅษีชีไพรที่มุ่งมั่นปฏิบัติสมาธิทางสมถกรรมฐาน โดยมิใช้ปัญญาเข้าช่วย จึงทำให้ ‘หลงทาง’ เท่ากับเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
มีคำกล่าวที่ว่า...
‘การได้เกิดเป็นมนุษย์และได้อยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งพระศาสนาของพระพุทธองค์ เป็นสิ่งประเสริฐโดยแท้’ จึงเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องยิ่งนัก...เพราะพระผู้มีพระภาคทรงเน้นให้สัตว์โลกได้ดำเนินอยู่ใน...
‘ศีล...สมาธิ...และปัญญา’
เมื่อเราเคร่งครัดในศีล...เจริญสมาธิจนเกิดปัญญาแล้ว ปัญญาที่คมกล้าจึงเปรียบเสมือนศาตราที่ใช้ถากถางทางสู่แดนสูงสุด คือ ‘นิพพาน’
นิพพาน...ที่ที่มิมีการเวียนเกิดเวียนตายอีกชั่วนิจนิรันดร์!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com