
ระวัง! แค่ความคิดก็เกิดกรรมหนักได้!
ในสมัยพุทธกาล พระบรมศาสดาเองขณะบำเพ็ญเพียรอยู่ ก็ปรากฏธรรมเป็นอุปมาแก่พระองค์ว่าดังนี้
๑.สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีกายไม่ได้หลีกออกจากกามและมีความพอใจในกามรักใคร่ แม้ได้เสวยทุกขเวทนาซึ่งเกิดจากความเพียรก็ดี ไม่ได้เสวยก็ดี ก็ไม่ควรตรัสรู้ เหมือนไม้สดอันชุ่มด้วยยางและทั้งแช่อยู่ในน้ำ บุรุษต้องการด้วยไฟก็มิอาจจะสีให้เกิดไฟได้ บุรุษนั้นต้องเหน็ดเหนื่อยเปล่า
๒.สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง แม้มีกายหลีกออกจากกามแล้ว แต่ยังรักใคร่ในกามนั้นอยู่ แม้ได้เสวยทุกขเวทนาอันเผ็ดร้อน ซึ่งเกิดจากความเพียรก็ดี ไม่ได้เสวยก็ดี ก็ไม่ควรตรัสรู้เหมือนไม้สดอันชุ่มด้วยยาง จะเอาไปสีให้เกิดไฟมิได้
๓.สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง แม้มีกายเหมือนออกจากกามแล้ว ทิ้งความพอใจรักใคร่ในกามเสียได้ ถึงจะรับทุกขเวทนาอันเผ็ดร้อนซึ่งเกิดจากความเพียรก็ตาม ไม่ได้เสวยก็ตาม ก็ควรตรัสรู้ได้ ด้วย เหมือนไม้ที่ไกลจากน้ำและไม่มียางสด บุคคลใดวางไว้บนบก สีให้เกิดไฟได้
ฉะนั้น...อุปมาทั้งสามข้อนี้นี่เอง ที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงสามารถกำหนดแนวทางของการเพ่งเพียรในการตรัสรู้ได้...
เมื่อกล่าวคำว่า ‘กาม’ ขึ้นครั้งใด คนธรรมดา ๆ มักจะนึกไปถึงกามอันเกิดจากการเสพทางเพศรสเท่านั้น...
หากแท้จริงคำว่า ‘กาม’ ในความหมายแห่งพระพุทธศาสนานั้น...มีความหมายกว้าง ครอบคลุมถึงความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ตามวิสัยของปุถุชนทั้งหมด...
อย่างเช่น ถ้าคุณเกิดความพึงใจและอยากได้รถยนต์สวย ๆ สักคันก็ถือว่ามี ‘กามตัณหา’ แล้ว ฉะนั้นคำว่า ‘กาม’ ซึ่งหมายถึง ความรักใคร่ พึงใจ เพื่อสนองตอบต่อความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ในจิตของตน
ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ทำให้มนุษย์ดิ้นรนขวนขวาย เมื่อได้มากก็เป็นสุขขึ้นชั่วคราว ได้มาแล้วก็ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็น ‘ตัวกู’ และ ‘ของกู’ หากเมื่อสิ่งเหล่านั้นสูญหายหรือเสื่อมไปตามกาลเวลา
การยึดมั่นจากกามตัณหาก็ทำให้เกิดทุกข์ขึ้น...
ผู้ยังมีทุกข์ก็เหมือนมี ‘ศร’ เสียดแทงใจตนอยู่
เมื่อศรแห่งกิเลส-ตัณหายังเสียดแทงใจ ‘นิพพาน’ ก็ไกลเกินเอื้อม
เพราะ ‘นิพพาน’ มาจากคำว่า นิร...บวกกับ วาน...ที่มาจากคำว่า ‘ปราศจากศรเสียดแทงใจ…’
ขึ้นต้นกับการกล่าวเกริ่นที่ออกจะดูหนักหนาสาหัสเอาการสำหรับเรา ๆ ท่าน ๆ เพราะการที่มนุษย์ธรรมดาๆ หวังก้าวสู่พระนิพพานนั้น รู้สึกเหมือนไกลเกินฝัน การ ‘วาง’ กิเลสตัณหาซึ่งหมายถึงกามฉันทะ ทั้งปวงลงจากจิตนั้น
ง่ายมาก ถ้าเป็นแค่คำพูด
แต่การกระทำได้เช่นนั้น...ยิ่งกว่าเดินทางรอบโลกด้วยเท้าเปล่าเสียอีก
แต่ความยากลำบากนั้น สามารถสำเร็จด้วยความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่อง...จากทีละวัน เป็นทีละเดือน...จากเดือน เป็นปี...เป็นภพ เป็นชาติ ในไม่ช้าก็สำเร็จ
แต่ถ้าไม่เริ่มต้น...เมื่อไหร่จะถึงเส้นชัย จริงไหมครับ?
นิพพาน จักบังเกิดตามอุปมาที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบดังได้กล่าวมาข้างต้น ‘ไม้’ เปรียบเช่นจิต... ‘ยางชุ่มของไม้’ เหมือนกิเลส-ตัณหา ถ้าสามารถวางกิเลสตัณหาทั้งสิ้นลง ไฟจึงสามารถชำระไม้นั้นได้ เหมือนชำระจิตให้บริสุทธิ์นั่นเอง
‘วาง’ คำคำนี้กล่าวได้ง่าย แต่กระทำยากยิ่งสำหรับปุถุชน...เพราะกิเลสอันเป็นเครื่องเศร้าหมอง ตัณหาอันเป็นยางเหนียวนั้น เพาะสุมกายใจมนุษย์มานานนับร้อยนับพันภพ ฤๅสามารถวางได้ง่าย
แต่...ถ้าเราเริ่มด้วยการ ละ...ลด...เสียก่อน เปลือกแข็งแห่งกิเลสตัณหาจะเบาบางไปเรื่อย ๆ...เมื่อกิเลสบางแล้ว จึงค่อย ‘ปลด’ และ ‘วาง’ ทีหลัง
ก็เหมือนคนเลิกบุหรี่-เหล้าแหละครับ...ให้เลิกเด็ดขาดเลยทำยาก...แต่ถ้าค่อย ๆ ละแล้วลดจำนวนการเสพลงเรื่อย ๆ ท้ายสุดก็เลิกได้...
ข้อสำคัญนั้น อยู่ที่ว่า...คุณเริ่มต้นหรือยังเท่านั้น?
เอาล่ะครับ มาเข้าประเด็นที่จั่วไว้สักที... ‘ความคิดก็เกิดกรรมหนักได้...’ หลายท่านอาจจะนึกสงสัยเพราะในทางโลกแล้วนั้น
ถ้าเราเพียงคิดจะฆ่าใครหรือปล้นใคร แต่ถ้ายังไม่กระทำถือว่าไม่ผิด แต่ในข้อเท็จจริงของ ‘ธรรมะ’ ในพระพุทธศาสนา...ถือว่าเกิดกรรมขึ้นแล้ว
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ก็เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มุ่งเน้นในการรักษา ‘จิต’ ให้บริสุทธิ์
‘จิต’ เป็นกลไกของการกำเนิด ‘จิต’ เป็นเครื่องกำหนดชาติภพและนิพพาน ฉะนั้น ความนึกคิด ก็สามารถทำให้จิตเศร้าหมองหรือเบิกบานได้
กรรม...เกิดได้โดยการกระทำสามประการคือ...มโนกรรม...วจีกรรม และกายกรรม
กายกรรม กับ วจีกรรม เป็นสิ่งที่กฎหมายทางโลกสามารถเข้ามาจัดการกับผู้ประกอบกรรมเหล่านั้นต่อผู้อื่น ยกเว้น มโนกรรม...
แต่ในพระพุทธศาสนานั้น ‘มโนกรรม’ เป็นสิ่งสำคัญยิ่งเพราะ ‘มโน’ ในความหมายโดยตรงคือ ‘ใจ’ ใจกับจิตไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ซึ่งทุกคนล้วนทราบ
ถ้าใจไม่คิด...มโนกรรมก็ไม่เกิด มโนกรรมไม่เกิด กายกรรมกับวจีกรรมจะเกิดได้ยังไง จริงไหมครับท่าน
จึงไม่แปลกที่เหล่าพระอริยเจ้าหรือพระโยคาวจรทั้งหลาย ซึ่งมุ่งเน้นปฏิบัติธรรมด้วยการเอาสติรักษาใจไม่ให้ฟุ้งซ่าน รักษาใจให้สงบ ไม่ให้ปรุงแต่งไปตามสิ่งเร้าภายนอก เพราะเหล่าพระโยคาวจรทั้งหลายรู้แก่นแท้ความจริงที่ว่า
มรรค ผล และนิพพานนั้นอยู่ที่จิตกับใจ
มิเช่นนั้น จะมีคำกล่าวว่า จิตเป็นใหญ่-ใจเป็นประธานหรือ?
ถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านทั้งหลายท่านก็คงส่ายหน้า เพราะรู้ว่าการที่จะบังคับใจ บังคับความรู้สึกนึกคิดนั้นยากเย็นเพียงใด การบังคับกายเป็นเรื่องง่ายกว่า เพราะอย่างน้อย กายกรรมจะเกิดต้องเกิดทีหลังมโนกรรมแน่นอน ครับ ภูเตศวรก็คิดเช่นนั้น แต่ทั้งหมดถ้าผ่านการฝึกฝนก็สามารถลดลงได้บ้าง แม้จะไม่ได้มากก็ได้น้อย
แต่สิ่งที่อยากจะบอกไว้ตรงนี้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อท่านทั้งหลายก็คือ...ความคิดที่สามารถก่ออธิกรรมหรือกรรมหนักประการหนึ่ง
ประการนั้นคือ...การหมิ่นแคลนพระอริยบุคคล หรืออริยสงฆ์...ถ้าเราสามารถ ระงับหรือระวังตรงนี้ได้ ก็ถือว่าปลอดภัยสำหรับตัวเองในวันข้างหน้าตั้งเยอะแล้ว
ในสมัยที่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ยังเสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์นั้น ครั้งหนึ่ง พระองค์ได้พบเห็นพระกัสสปพุทธเจ้าแสดงธรรมอยู่ที่โคนต้นไม้พร้อมประกาศตนว่า เป็นผู้ตรัสรู้แล้วนั้น พระพุทธเจ้าได้แสดงความรู้สึกเยาะในพระทัยว่า...
‘...ถ้าการนั่งอยู่ใต้โคนต้นไม้สามารถบรรลุธรรมสูงส่งได้ละก็ ใครก็ทำได้...’
ด้วยผลกรรมตรงนี้แหละ ที่ทำให้พระองค์ ต้องเสวยทุกข์ กับการบำเพ็ญเพียรนานอยู่ในป่าหลายสิบปี...รวมทั้งต้องทำทุกรกิริยา จนร่างกายผ่ายผอม อยู่นานนัก...กว่าจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในกาลต่อมา...
(ข้อมูลจากธรรมะของอดีตพระอริยคุณาธาร เส็ง ปุสฺโส)
เห็นไหมครับ แม้ในอดีตชาติของพระสมณโคดมพุทธเจ้า จะมีบุญญาธิการมากมายเกินมนุษย์อยู่แล้วในขณะนั้น แต่ไม่วายพานพบผลกรรมอันเกิดจากมโนกรรมในอดีตอย่างสาหัสสากรรจ์
ครั้งหนึ่ง เมื่อประมาณยี่สิบปีก่อนที่ชลบุรี เซียนสู เชยพรหมธีระ ที่ผู้เขียนและคุณทมยันตีต่างถือท่านเป็นครูบาอาจารย์คนหนึ่ง ได้พบกับหลวงตาที่ชรารูปหนึ่ง ซึ่งผู้คนละแวกนั้นเรียกท่านว่า... ‘หลวงตาเชยบ้า’ เพราะท่านทำตัวเป็นพระบ้า ๆ บอ ๆ ชอบนอนในโลงศพ จีวรนุ่งห่มขาดวิ่น...
หากภายหลัง เซียนสูที่ผู้เขียนกับทมยันตีเรียกท่านว่า ‘อาเตีย’ กลับพบว่า หลวงตาแก่ ๆ ที่ทุกคนหาว่าบ้านี้ แท้จริงท่านเป็นพระอริยเจ้า ที่หลีกหนีความวุ่นวายของคนที่มารบกวน การปฏิบัติธรรมของท่าน ด้วยแสดงเปลือกนอก บ้า ๆ บอ ๆ ให้เห็น จะได้ไม่มีใครมาสนใจ
อาเตียจึงสอนเราว่า ให้ระวังความคิดตรงนี้...เปลือกนอกของมนุษย์หรือพระอริยเจ้าทั้งหลายนั้นอุปมาเหมือนฝักดาบ...ที่ห่อหุ้มตัวดาบไว้
ฝักสวย...ใช่ตัวดาบต้องคมไม่...
หรือฝักไม่สวย ใช่หมายว่า ตัวดาบจะไม่มีคมเสมอไป!
ตรงนี้แหละครับที่ผมจำต้องหยิบยกตรงนี้ขึ้นมากล่าวถึง เพราะคนเรามักจะเผอเรอกับความคิดตัวเองได้ง่ายกว่าการกระทำทางกาย จึงอยากเตือนท่านที่รักเอาไว้บ้าง เพื่อจะได้หลีกเลี่ยง ‘อธิกรรม’ อันเป็นกรรมหนักจากการดูหมิ่นพระอริยเจ้าทั้งหลายไว้บ้าง...
ประโยชน์ภายหน้าจักเป็นของตัวเองแหละครับ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com