วิธีหนีกรรม วิธีห่า...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

วิธีหนีกรรม วิธีห่างกรรมชั่ว by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#274]

วิธีหนีกรรม วิธีห่างกรรมชั่ว

 

       วันนี้เริ่มต้นด้วยการขออนุญาตตอบปัญหาท่านผู้อ่านสักสองสามข้อ โดยขอคัดเลือกเฉพาะคำถามที่เป็นประโยชน์และนำมาใช้กับชีวิตประจำวันได้จริง ๆ

ปัญหาข้อแรกคือ... “อยากรู้วิธีสวดมนต์ที่ถูกต้อง ว่าต้องสวดยังไง?”

คำตอบ การสวดมนต์ มีเป้าหมายแท้จริงอยู่ที่นำเอาความหมายในบทสวดมาสอนตัวเอง ดังนั้นจึงมีคำกล่าวที่ว่า ‘อย่าสวดมนต์เหมือนนกแก้วนกขุนทอง’ เพราะนกแก้ว นกขุนทองนั้นสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ ถ้ามันถูกฝึกถูกสอนมา แต่สัตว์เหล่านั้นจะไม่สามารถเข้าใจได้ว่า สิ่งที่มันพูดมีความหมายอย่างไร?

ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าเราสวดมนต์โดยไม่รู้ความหมายของถ้อยคำที่รจนาไว้ เราก็ไม่สามารถนำเอาธรรมะที่ซ่อนอยู่ในทุกประโยคทุกตัวอักษรมาใช้สอนใจตัวเองเหมือนกัน เพราะไม่ต่างกับนกแก้วนกขุนทองที่พูดภาษามนุษย์ได้แต่ไม่เข้าใจ

ขอยกตัวอย่างให้ท่านเห็นคุณประโยชน์แห่งการสวดมนต์แล้วสามารถรู้ความหมายที่ซ่อนอยู่ในบทสวดชัด ๆ สักเรื่องเอามันที่ตัวผู้เขียนเองนี่แหละ รวมทั้งตัวของคุณทมยันตีด้วยก็เหมือนกัน เราสองคนเคยเริ่มต้นศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าด้วยการจับผิดคำสั่งสอนของท่าน

เราสองคนไม่เชื่อว่า คนที่มีอายุผ่านมาถึงเกือบสามพันปีนั้น...จะคิดหรือพูดอะไรไม่ผิดเลย

ต่างคนต่างตะลุยอ่านหนังสือธรรมะ ไม่ว่าจะเป็น นวโกวาท... วิสุทธิมรรค ทิพยอำนาจ ฯลฯ อีกมากมายก็ไม่เห็นข้อบกพร่อง อยู่มาวันหนึ่งเราก็หาหนังสือสวดมนต์แปลมาอ่านเพื่อขอรู้ความหมายของบทสวด...พอสวดมาถึงคำว่า...

‘...ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ...’ ซึ่งแปลว่า… ‘ผู้เป็นวิญญูชนพึงปฏิบัติเอง รู้เอง เห็นเอง’

คุณนายทมถึงกับตบอกตัวเองผาง...ยกหูโทรศัพท์ถึงภูเตศวรเล่าให้ฟัง

“แม้ว ๆ ฉันถูกด่า...”

“ด่ายังไง...ใครด่า” ผู้เขียนถามบ้าง

“ฉันถูกพระพุทธเจ้าด่า...” คำตอบของคุณทมยันตีปนหัวเราะ ซึ่งผู้เขียนก็นึกว่าอีกฝ่ายล้อเล่น เพราะพระพุทธเจ้าท่านปรินิพพานไปกว่าสองพันปีแล้ว จะลุกขึ้นมาด่าคุณนายทมได้ไง แต่ท้ายสุดก็ถึงบางอ้อ เมื่อเธอเล่าความจริงให้ฟัง...

เห็นไหมครับ แค่ประโยคสั้น ๆ ในบทสวดมนต์ สรรเสริญพระธรรมยังสามารถไขความโง่ ความหลงผิด อันเป็นมิจฉาทิฐิคอยจับผิดพระพุทธเจ้าลงได้ คำแปลทำให้เราได้คิด...

ไม่ยอมทำ ไม่ยอมปฏิบัติแล้วจะรู้ได้ยังไง เห็นได้ยังไง?

มัวแต่นั่งจับผิดจะเกิดประโยชน์อะไรเล่า?

ครับ...ที่ยกมาแสดงก็เพียงเพื่อจะบอกกับท่านผู้อ่านว่า คุณประโยชน์จากการสวดมนต์นั้นมีมาก ถ้าคุณสามารถรู้ความหมายของบทสวด เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าซ่อนอยู่ในบทสวดมากมายเหลือเกิน

ประการสุดท้าย การสวดมนต์ที่ถูกต้องนั้น ต้องสวดด้วยความตั้งใจตั้งสติมั่นในการสวด อย่าให้จิตฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่น ๆ เท่ากับเป็นการเจริญสมาธิไปด้วยในตัว เวลาเจริญพุทธมนต์

ปัญหาข้อที่สอง... “ผมอยากทราบแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา เพื่อนำไปปฏิบัติ เพื่อความพ้นทุกข์ ขออย่างย่อที่สุดและถูกที่สุด...?”

คำตอบ อวิชชา ตัณหา...และอุปาทาน คือ ต้นเหตุแห่งทุกข์ การดับประการเหล่านี้ได้ เป็นการพ้นทุกข์ วิธีปฏิบัติโดยง่ายที่สุดคือ...จงทำใจให้สบายอยู่เสมอ ไม่ว่าจะมีปรากฏการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นกับคุณ

ผู้ที่ทำได้คือผู้เดินเข้าสู่มรรคาของการพ้นทุกข์แล้ว...

ดังคำกล่าวสั้น ๆ ว่า... ‘ผู้ทำจิตให้เป็นกลางได้ ผู้นั้นจักพบ ความสุขสงบ’

ปัญหาข้อที่สาม “การทำให้คนอื่นตายโดยประมาทนั้น หรือโดยไม่เจตนา เป็นบาปหรือไม่?”

คำตอบ การทำให้ผู้อื่นตายโดยไม่มีเจตนานั้น ไม่เป็นบาปเพราะการฆ่า แต่บาปได้แก่การประมาท ติดกรรมในการประมาทขาดสติ ผมอยากให้ท่านผู้อ่านพลิกบทความชิ้นที่ผ่าน ๆ มาดู เพราะเคยพูดเรื่องเกี่ยวกับกรรมไว้ชัดเจน กรรมจะส่งผลกับผู้กระทำเร็วหรือช้า มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับกรรมที่ทำอยู่ในประเภทใด

ถ้าเป็นอนันตริยกรรม จะส่งผลโดยเฉียบพลัน ถึงกับห้ามมรรคผลนิพพานเลยทีเดียว ดูอย่างองคุลีมาลไงครับ ฆ่าคนมา ๙๙๙ ศพ สามารถเป็นพระอรหันต์ได้ เพียงวางจิตก้าวถอยออกมาจากอกุศลทั้งปวงด้วยปัญญาธรรมเท่านั้น แต่ถ้าวาสนาบารมีไม่ถึง และมิได้กำเนิดมาในพุทธสมัยครั้งนั้น...ก็คงต้องไปเสวยทุกข์ในอเวจีนรกเป็นแน่แท้ เพราะศพที่ ๑,๐๐๐ นั้น จะเป็นมารดาขององคุลีมาลเอง...แต่เพราะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทรมาน องคุลีมาลเสียก่อนจึงรอดพ้น...บาป...อันเกิดจากการฆ่าบิดามารดาตน ซึ่งอยู่ในหมวดอนันตริยกรรม!

การฆ่าคนโดยไม่ประมาท ถ้าถามว่าบาปไหม ก็ต้องตอบว่าไม่บาปเพราะไม่ได้เกิดจาก ‘เจตนา’ เพราะเจตนานั้นเป็นเครื่องบ่งชี้ชัดเหมือนตาชั่งวัด แต่แม้ว่าจะไม่มีเจตนาฆ่าก็ตาม ก็ถือเป็นกรรมจากการขาดสติหรือการประมาท ควรอยู่ในหมวดของ ‘กตัตตากรรม’ คือ กรรมชนิดเบามาก กรรมนี้จะส่งผลก็ต่อเมื่อไม่มีกรรมอื่นใดสนับสนุนแล้วเท่านั้น ซึ่งโอกาสแบบนี้นับว่ามีค่าเท่ากับ .๐๐ เปอร์เซ็นต์

ครับผม...วันนี้ตอบปัญหาหลายข้อ แต่ผู้เขียนก็พยายามตอบโดยย่อและรวบรัด เพื่อเจียดหน้ากระดาษเอาไว้สำหรับหัวข้อที่จั่วไว้ข้างต้นบ้าง...เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ

มนุษย์ทุกคน สัตว์ทุกตัว โอปปาติกะทุกตน ตั้งแต่ชั้นฉกามาพจรขึ้นสู่ชั้นพรหม ล้วนมี ‘กรรมพันธุ์’ คือมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มี ‘กรรมโยนิ’ มีกรรมเป็นกำเนิดทั้งสิ้น

กรรม...แปลอย่างรวบรัดคือ ‘การกระทำ’

ขึ้นอยู่กับกรรมนั้นเป็น ‘กรรมดี หรือ กรรมชั่ว’

แต่จะเป็น ‘ดี’ หรือ ‘ชั่ว’ ทุกคนก็จะได้รับผลของกรรมนั้น!

เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงเกิดคำถามขึ้นว่า “กรรมติดตาม ส่งผลกับวิญญาณทั้งหลายอย่างไร?”

ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น กรรมคือ การกระทำ การทำกระทำใด ๆ ไม่ว่าดีหรือเลว ต่างถูกบันทึกไว้ในภวังคจิต...บันทึกไว้ในวิญญาณแห่งตนอย่างเที่ยงธรรมเสมอ

กรรมจะส่งผลกับเราตลอดเวลา

ตามแต่โอกาสและจังหวะจะเอื้ออำนวย

กรรมบางครั้งส่งผลในปัจจุบันชาติ บางอย่างส่งผลในอนาคตชาติ ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นชาติไหน...ภพไหน...

แต่ผู้รู้ท่านบอกมาว่า การจะให้กรรมดีส่งผลเร็ว กรรมชั่วส่งผลช้านั้น ล้วนขึ้นอยู่กับตัวของผู้กระทำเองทั้งสิ้น

วิธีหนีห่างกรรมที่ได้ก่อขึ้นแล้วนั้น ประการแรกก็คือพยายามอย่าไปคิดถึงมันอีก การพยายามอย่าไปคิดถึงการกระทำนั้นอีกเพื่อไม่เป็นการย้ำความคิด ซึ่งเหมือนรอยล้อเกวียนที่วิ่งผ่านไปมาจนเป็นหล่มลึก จากนั้นพยายามน้อมจิตของตนสู่กรรมดี...ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับกรรมชั่วนั้น

ยกตัวอย่างเช่น...คุณเคยขโมยทรัพย์ของผู้อื่น ก็ควรทำ ‘จาคะ’ ทำทานให้มากขึ้น

ถ้าคุณเคยทำปาณาติบาตหรือการฆ่าคน คุณควรเจริญเมตตาธรรมให้มาก ให้ทานชีวิตด้วยการปล่อยสัตว์ที่กำลังถูกฆ่าให้มาก แล้วอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรของคุณเรื่อย ๆ...

ประการที่สอง...โน้มน้าวจิตห่างจากอกุศล ด้วยการตั้งสติมั่นคงในการทำสมาธิให้จิตใจสงบ ตั้งสัจจะอธิษฐานทุกครั้ง ว่าจะไม่กระทำบาป ไม่ทำกรรมเช่นนั้นอีกต่อไป...การตั้งสัจจะเปรียบเสมือนการปักเสาเอาไว้เพื่อให้จิตใจเรายึดถือ เป็นการเตือนสติของตนในทุกครั้งเมื่อใจอยากก่อกรรมนั้นอีก แม้ผลที่ได้รับจะไม่เห็นในทันที แต่ก็แน่ใจได้ว่ากรรมนั้นจะถอยห่างไปได้เรื่อย ๆ ในที่สุดก็จะไกลเกินเอื้อมที่จะส่งผลต่อเรา...

การกระทำดังกล่าว ก็เหมือนเราเดินข้ามฝั่งมาอยู่อีกฟากหนึ่ง เสร็จแล้วเราดึงสะพานออกเสีย กรรมก็จะอยู่อีกฝั่ง เมื่อไม่มีสะพานทอดข้ามมา กรรมชั่วก็จะตามมาลำบาก...

จงจำไว้ว่า...ความนึกคิดหรือการย้ำคิดถึงกรรมชั่วที่เคยกระทำเปรียบเสมือนสะพานทอดให้ผลกรรมตามเร็วขึ้น การไม่คิดถึงเป็นการดึงสะพานทิ้ง

การโน้มจิตสู่กุศลกรรม...เป็นเหมือนพลังงานเป็นเชื้อเพลิงส่งให้เราเดินทางห่างหายจากกรรมชั่วที่ตามมาให้ไกลออกไปอีก ไกลจนกรรมชั่วนั้นตามไม่ทัน

การฝึกจิตให้มีสติอยู่เป็นนิตย์...สติจะทำให้เชื้อร้ายที่ซ่อนอยู่ในจิตไม่กำเริบหรือฟุ้งขึ้นมาอีก การที่เชื้อแห่งกรรมไม่ฟุ้งขึ้นมา เท่ากับเป็นการระงับกรรมใหม่ไม่ให้เกิดขึ้น ถ้าของใหม่เกิดของเก่าก็จะเคลื่อนเข้าใกล้โดยเร็ว เพราะพลังงานชนิดเดียวกันย่อมดึงดูดกันเป็นธรรมดา...

ถ้าคุณปฏิบัติได้ดังที่กล่าวมาแล้วไซร้ เท่ากับคุณสามารถหนีกรรมและห่างกรรมชั่วที่ตามสนองคุณโทษนั้นได้แน่...


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com