
สันโตสะ สันตุฏฐิ
ความสันโดษเป็นอย่างไร?
ในกาลครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี ว่า...ธรรมะที่เป็นไปเพื่อ ๑. กำหนัดย้อมใจ ๒. ประกอบอยู่กับทุกข์ ๓. สั่งสม ๔. อยากใหญ่ ๕. ไม่สันโดษ ๖. คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๗. เกียจคร้าน ๘. เลี้ยงยาก เหล่านี้มิใช่ธรรมะ มิใช่วินัย มิใช่คำสอนของพระศาสดา
ส่วนธรรมะที่เป็นไปเพื่อ ๑. ปราศจากกำหนัดย้อมใจ ๒. ไม่ประกอบด้วยทุกข์ ๓. ไม่สั่งสม ๔. อยากน้อยหรือมักน้อย ๕. สันโดษ ๖. สงัด ๗. ปรารภความเพียร ๘. เลี้ยงง่าย ทั้งปวงนี้เป็นธรรมะ เป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา
ในวันนี้ผู้เขียนขอหยิบยกส่วนธรรมะในข้อ ๕ คือ ‘สันโดษ’ มากล่าวอรรถาธิบาย เนื่องจากสันโดษเป็นธรรมะข้อหนึ่งที่มีผู้ปรารภกล่าวกันมาก ทั้งในทางสนับสนุนและค้าน
สนับสนุนหมายถึงส่งเสริมให้มีการปฏิบัติ ค้านคือแสดงว่าไม่ควรส่งเสริมให้ปฏิบัติ เพราะให้ความเห็นว่าเป็นเครื่องขัดขวางความเจริญก้าวหน้า
‘สันโดษ’ มาจากคำบาลีที่ว่า ‘สันโตสะ สันตุฏฐิ’ แปลว่า ‘ความยินดีด้วยของของตน’ ‘ความยินดีด้วยของที่มีอยู่’ หรือ ‘ความยินดีโดยสม่ำเสมอ’
ธรรมะข้อนี้ตามที่พบมาในพระสูตรต่าง ๆ พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุเป็นพื้น คำอธิบายทั้งหลายจึงเป็นคำอธิบายสำหรับภิกษุ ซึ่งเป็นผู้สละสิ่งทั้งปวงออกบวชแล้วว่า...
‘ยินดีด้วยปัจจัย (เครื่องอาศัย) ๔ อย่าง ตามมีตามได้ และในบางพระสูตร เช่น อริยวังสิกสูตร อธิบายกว้างออกอีกรวมความว่า ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ไม่แสวงหาในทางที่ไม่สมควร ไม่ได้ปัจจัยก็ไม่สะดุ้ง ได้ปัจจัยมาก็ไม่สยบคิดเห็นโทษ มีปัญญาสลัดใจออกได้บริโภคใช้สอย ทั้งไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะสันโดษนั้น ขยันไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติพินิจ’
นี่แหละครับ คือปัญหาที่มีคนถกเถียงกัน บ้างก็ว่าธรรมะข้อสันโดษดี ควรน้อมเข้าหาตน บ้างก็ว่าเป็นธรรมะของภิกษุ ชาวบ้านอย่างเรา ๆ ไม่ควรใช้ หรือไม่ก็เห็นว่าไม่ดีไปเลย เนื่องจากเห็นว่าเป็นธรรมะที่ถ่วงความเจริญก้าวหน้าอย่างแรงกล้า
ถ้าในความเห็นของภูเตศวรก็ต้องขอให้ท่านย้อนกลับไปดูส่วนธรรมะทั้งแปดที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี ว่าธรรมะเหล่านั้นเป็นธรรมะ เป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา เมื่อสันโดษเป็นข้อหนึ่ง
สำหรับตัดสินพระธรรมวินัย!
จึงกล่าวได้ว่าเป็นธรรมะทั่วไปสำหรับทั้งบรรพชิตและฆราวาส
แม้แต่ในมงคลสูตร ที่ตรัสไว้สำหรับเทพและมนุษย์ทั่วไปก็มีสันโดษรวมอยู่ด้วยข้อหนึ่ง...
สำหรับคำว่าสันโดษที่ถูกกล่าวหาว่าทำให้เกียจคร้านถ่วงความเจริญนั้น ในอริยวังสิกสูตรในข้อท้ายแห่งอริยวงศ์ว่า ‘ยินดีในภาวนา คือ ความอบรมธรรมะให้เกิดขึ้น ไม่เกียจคร้านประจำอยู่ในอริยวงศ์ทุกข้อ’ แสดงว่าเหมาะกับทุกฝ่าย เป็นข้อยืนยันว่า...
สันโดษ...มิใช่เป็นความเกียจคร้าน
ในที่มาบางแห่งของพระสูตรสอนตรง ๆ ว่าให้มี ‘อสันตุฏฐิ คือ ความไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย หมายความว่าให้สันโดษแต่ในปัจจัย ส่วนในกุศลธรรมอย่าสันโดษ เพราะต้องเร่งทำกุศลให้ยิ่งขึ้นไป...’
เหตุที่ผู้เขียนยกธรรมะในข้อนี้มากล่าวก็เพราะมากมายของผู้คนที่นำเอาคำว่า ‘สันโดษ’ มากล่าวอ้างอย่างผิด ๆ เป็นลักษณะ ‘ตู่ธรรม’ หรือ ‘กล่าวตู่พระธรรม’ เป็นกล่าวผิดทาง ผิดความหมายอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์
เท่ากับเป็นการสร้างบาป สร้าง ‘อธิกรรม’ ไว้ไม่รู้ตัว!
ใครจะตีความคำว่า ‘สันโดษ’ เป็นอย่างไรนั้นมิทราบ แต่ภูเตศวรเชื่อและเข้าใจว่าพระอาจารย์ทั้งหลายได้แสดงความมุ่งหมายของสันโดษไว้ว่า...
สันโดษคือความไม่โลภ มุ่งหมายเพื่อละบาปธรรม เป็นต้นว่า ความปรารถนาเกินไป ความปรารถนามากไป เช่น ไม่อิ่มในลาภของตน ปรารถนาลาภของผู้อื่น โดยแรงปรารถนามากเกินพอดีของตน ความปรารถนาทั้งหมดตามที่กล่าวอ้างมาเป็นอาการของ ‘ความโลภ’ ที่เป็นมูลเหตุของอกุศล หรือแห่งทุจริตทั้งปวง!
บุคคลทุกคนไม่ว่าคฤหัสถ์หรือนักบวช ถ้าขาดสันโดษก็จะเต็มไปด้วยความโลภ เต็มไปด้วยความปรารถนา เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะพากันไปประพฤติอกุศลทุจริตต่าง ๆ อย่างไม่รู้จักพอ เพราะความโลภความปรารถนามากเกินไป
ทั้งปวงตรงนี้จะชักนำจิตวิญญาณสู่ความทุกข์ร้อนทั้งปวงเป็นสัจจะ แต่ถ้าเรารู้จักคำว่าสันโดษ มีความต้องการ มีความยินดีพอประมาณแล้ว อานุภาพของสันโดษธรรมที่ยังคุ้มครองจิตใจของตนดีอยู่ ก็จะเป็นเกราะกำบังไม่ให้ความอยากได้อยากมีอยากเป็นเกินกว่าฐานะความจำเป็นเข้าครอบงำจิตใจจนนำความเดือดร้อนมาถึงตนและครอบครัว...
เมื่อเข้าใจความมุ่งหมายของสันโดษได้แล้ว ก็จะอธิบายสันโดษได้ถูกต้อง สามารถปฏิบัติคู่ไปด้วยกันได้กับความเพียร สร้างความเจริญก้าวหน้าทางอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเป็นอุปการะในทางอื่นเช่นการรู้จัก อดออม ประหยัด และขันติได้อีกด้วย
พระคณาจารย์เจ้าโบราณได้อธิบายความสันโดษกว้างขวางออกไปอีก ทั้งสำหรับบรรพชิตและคฤหัสถ์ โดยยกเป็นหัวข้อคือ
ยถาลาภสันโดษ ยถาพลสันโดษ ยถาสารุปปสันโดษ ฯลฯ
ยถาลาภสันโดษ คือความยินดีตามที่ได้ เมื่อได้สิ่งใดก็ยินดีสิ่งนั้น และใช้สอย ไม่ปรารถนาสิ่งนั้นสิ่งอื่นมากเกินไปหรือในทางที่ผิด ซึ่งเรียกว่า ‘ปรารถนาเป็นบาป’
ยถาพลสันโดษ คือ ความยินดีตามกำลัง ถ้าสิ่งที่ได้มาไม่เหมาะแก่กำลังของตน เช่นไม่เหมาะแก่กำลังกาย เพราะป่วยเป็นไข้จะบริโภคใช้สอยไม่สะดวก ก็แลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ตนใช้ได้ หรือไม่เหมาะแก่กำลังของตนก็เปลี่ยนให้เหมาะแก่กำลัง
ยถาสารุปปสันโดษ คือ ยินดีตามสมควร ถ้าได้มาแล้วเห็นว่าไม่เหมาะแก่ตน ก็ควรเปลี่ยนหรือสละแก่ผู้สมควร เช่นเป็นปัจจัยที่พระไม่ควรใช้สอย ก็ควรสละให้คฤหัสถ์เสีย เพื่อจะไม่ทำให้ตนผิดวินัย ฯลฯ
สันโดษในความคิด ระงับความคิดฟุ้งซ่าน ความอยากได้โน่นได้นี่เกินไป หรืออยากได้ในทางที่ผิดเสีย พอใจในการรู้จักคิดในทางที่ถูกที่ควร
สันโดษในการแสวงหา ยินดีแสวงหาในสิ่งที่ตนควรจะได้โดยไม่เหนือฐานะ แสวงหาใช้สอยตามกำลังของตน สมควรตามภาวะแห่งฐานะในทางถูกทางควร
สันโดษในการรับ คือรู้จักรับพอประมาณ มิใช่ว่าใครจะให้อะไรก็รับทุกอย่าง เพราะบางครั้งสิ่งที่รับนั้นกลับเป็นให้โทษก็มี บางครั้งผู้ให้ก็มีเจตนาเคลือบแฝงหวังผลตอบแทนจากเราก็ได้ เช่น ให้เราไปกระทำความผิดแทน เป็นต้น
สันโดษในการบริโภค บริโภคใช้สอยในสิ่งที่มีประโยชน์ รู้ด้วยการพิจารณาว่า สิ่งบริโภคมีประโยชน์ที่ต้องการพอสมควร เป็นธรรมดาที่บางอย่างบางประการให้โทษต่อตัวเองและมากเกินกว่าฐานะก็มี หากต้องการบริโภคใช้สอยแต่สิ่งที่ดี ๆ อย่างขาดข้อใคร่ครวญโดยไม่คำนึงถึงฐานะ ย่อมเป็นความวิบัติต่อชีวิตตนในบั้นปลาย
อย่างไรก็ตามการปฏิบัติรักษาธรรม รักษาจิตตนนั้นควรประกอบควบคู่กันไปกับคำว่า ‘มัชฌิมาปฏิปทา’ อันเป็น ‘สายกลาง’ ซึ่งเป็นคุณสมบัติอันประเสริฐที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำสั่งสอนและเป็นสายทางที่พระองค์ทรงนำมาปฏิบัติไปสู่หนทางพ้นทุกข์ด้วย...
เพราะ ‘ทางสายกลาง’ นั้นหมายถึงการไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น คิดถึงประโยชน์สุขของตนเท่ากับประโยชน์สุขของผู้อื่นเสมอกัน... ‘ทำได้เท่านี้ก็เกินพอแล้วครับ!’
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com