โอวาทธรรมจากพระป่าก...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

โอวาทธรรมจากพระป่ากรรมฐาน by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#265]
โอวาทธรรมจากพระป่ากรรมฐาน

 

          ความจริงผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่เคยมีโอกาสได้กราบครูบาอาจารย์สายพระป่ากรรมฐานมาก แต่เป็นเพราะระยะหลังด้วยภารกิจรัดตัว กอปรกับได้ปวารณาตัวกับพระพุทธศาสนาว่า...

เมื่อใดที่มีผู้เชิญไปแสดง ‘ธรรม’ เมื่อนั้นจะไม่ปฏิเสธเด็ดขาด จึงทำให้ต้องห่างหายจากการไปกราบครูบาอาจารย์เสียเป็นเวลานาน

จวบจนพระอาจารย์เสน ปัญญาธโร ได้ชวนสร้างโรงเรียนปัญญาประชาสรรค์ ที่จังหวัดร้อยเอ็ด มาจนถึงการตั้งมูลนิธิฯ จนเป็นเหตุให้ต้องสร้างพระกริ่งปัญญาบารมี และพระรูปหล่อของหลวงปู่บัว สิริปุณโณขึ้น เป็นการตอบแทนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์ในการนี้

การสร้างวัตถุมงคล จำต้องนิมนต์ครูบาอาจารย์ทั้งหลายกำหนดจิตแผ่เมตตาให้ จึงทำให้ผู้เขียนได้มีโอกาสกราบพระอริยสงฆ์หลาย ๆ รูปอีกครั้งหนึ่ง...

การได้พบ ‘พระ’ ก็เหมือนการได้ทบทวน ‘ธรรม’ แห่งพระพุทธเจ้าอีกครั้งอย่างเป็นทางการ...

‘รู้’ อะไรเพิ่มเติม ก็อดไม่ได้ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังตามประสาคนคุ้นเคย จริงไหมครับ?

ก่อนวันปีใหม่ที่ผ่านมา ภูเตศวรได้ข่าวว่า ‘หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ’ ท่านมาจำวัดในสวนจิตรลดา เลยถือโอกาสเข้ากราบนมัสการท่าน พร้อมกับนำวัตถุมงคลพระกริ่งปัญญาบารมี กับพระรูปหล่อหลวงปู่บัว รุ่นบรรจุอังคารธาตุไปขอความเมตตาจิตจากหลวงปู่เหรียญด้วย...

เราผ่านประตูหน้าวังหลวงช่วงพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าพอดีหากทันทีที่เราถึงกุฏิสำนักสงฆ์ในเขตราชฐาน...

เราเห็นหลวงปู่วัยแปดสิบกว่า กำลังกวาดลานดินอยู่ขะมักเขม้น นั่นแหละ! ปฏิปทาของครูบาอาจารย์ สายพระป่ากรรมฐาน

หลวงปู่วางงานในมือ เดินเข้ากุฏิเมื่อเห็นว่ามีอาคันตุกะมากราบพบ ด้วยรอยยิ้ม ทั้ง ๆ ที่ทุกครั้งยามพบท่านในงานทำบุญที่มีผู้คนมากมาย จะเห็นว่าท่าน ‘นิ่งเฉย’ เสียเป็นส่วนมาก พอเรากราบท่านเสร็จสรรพ หลวงปู่เอ่ยถามเบา ๆ

“มาจากไหนหรือ?”

เราก็ตอบท่านตามความเป็นจริง ซึ่งท่านก็พยักหน้ารับรู้ และลงมือสอนธรรมะให้โดยที่เราไม่ต้องอาราธนา

หลวงปู่ท่านเริ่มต้นโดยการกวาดตามองคณะของเราที่มากันสี่คน พร้อมปรารภว่า...

“มาด้วยกันหลายคน แต่ละคนก็ประกอบอาชีพต่างกันไป อยู่คนละที่ แต่ก็มามีอุปนิสัยเหมือนกันคบกันได้เนาะ...”

เป็นครั้งแรกที่ได้ยินเสียงหัวเราะจากท่าน “ความจริงพวกเราทั้งหลายก็ใช่อื่นไกล ต่างก็เคยเป็นเพื่อนเป็นพี่น้องมาก่อนทั้งนั้น...”

จากนั้นท่านจึงยกเอา ‘พุทธอุทาน’ เมื่อครั้งทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณมาแสดงธรรมให้เราได้ฟังด้วยความเมตตา

‘สัตว์ทั้งหลายพึงไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เพราะการเบียดเบียน เป็นเหตุหนึ่งทำให้สัตว์ทั้งหลายเป็นทุกข์...’

ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติ ‘ศีล’ เอาไว้ให้เวไนยสัตว์นำมาใช้ป้องกันการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน...

ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ไม่ว่าสัตว์ใหญ่หรือสัตว์เล็ก ต่างก็รักชีวิตเหมือน ๆ กัน แม้แต่ปลาในน้ำ มันก็ยังรักชีวิต มันจะหนีอย่างสุดฤทธิ์ นอกจากหนีไม่พ้นเท่านั้น จึงถูกคนจับมาเป็นอาหาร

‘ถ้ามันไม่รักชีวิตมันจะหนีทำไม?’

ดังนั้น โลกจะสงบสันติสุขได้ด้วย ‘ศีล’ ศีลที่อยู่ในจิตของมนุษย์ตามฐานานุรูปของตน ศีล 5 จะเป็นปกติสำหรับบุคคลทั่วไป ศีล 8 สำหรับอุบาสก-อุบาสิกา ศีล 10 สำหรับสามเณร และศีล 227 สำหรับพระภิกษุสงฆ์...

ฉะนั้น เราทั้งหลายจึงควรทำจิตให้เป็นศีล ทำศีลให้เป็นจิต เพื่อหลีกหลบ ‘กรรม’ อันมาจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน!

‘ศีล’ เป็นสิ่งประเสริฐ เป็นบาทฐานแห่งสมาธิเพื่อก่อเกิดปัญญา

ปัญญาหักกระแสกรรม ก้าวสู่พระนิพพานในบั้นปลาย

วันนั้นหลังจากหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ได้ให้ความเมตตาอธิษฐานจิตสู่วัตถุมงคลที่จัดสร้างขึ้นหาทุนตั้งมูลนิธิปัญญาธโรแล้ว พวกเราที่ได้ข่าวโดยบังเอิญ เพราะมีช่างหล่อฉัตรทองคำยอดพระมหาเจดีย์ที่วัดสุวรรณบรรพต โทรศัพท์เข้ามาถึงหลวงปู่

คณะของผู้เขียนจึงได้ถวายปัจจัยร่วมทำบุญซื้อทองคำหล่อฉัตรยอดพระบาทเจดีย์ ในนามของพระอาจารย์เสน ปัญญาธโร รวม 12,100 บาท ด้วยความปีติในหัวใจ...

ขอยกส่วนผลบุญในการนี้ มอบให้ท่านผู้อ่านทุก ๆ ท่านด้วยเถิด...อีกทั้งผู้ที่มีจิตศรัทธาบริจาคสั่งจองวัตถุมงคล รุ่นบรรจุอังคารธาตุหลวงปู่บัวทุกท่านด้วย ขอให้ฉัตรทองเหนือยอดพระมหาเจดีย์ จงแผ่บารมีปกปักรักษาท่านทั้งหลายให้สุขกายสุขใจ ตลอดชั่วกาลนานเทอญ

หลังจากวันนั้นอีก 2-3 วันผู้เขียนได้มีโอกาสนมัสการหลวงปู่เสน ปัญญาธโร อีกครั้งที่โรงเรียนปานะพันธ์ ลาดพร้าว ในงานทำบุญเลี้ยงพระฉลองปีใหม่ และได้กราบเรียนท่านถึงการเข้าพบกราบนมัสการหลวงปู่เหรียญ พร้อมประโยคของหลวงปู่เหรียญฝากถึงพระอาจารย์เสนที่ว่า...

“ช่วยบอกท่านอาจารย์เสนด้วยนะว่า หลวงปู่ให้พรมา ขอให้ท่านอาจารย์เสนมีเมตตาธรรมมาก ๆ ปรารถนาอะไรก็ขอให้ได้ดังใจคิด...”

พอผู้เขียนกราบเรียนเสร็จ ท่านอาจารย์เสนก็ยกมือพนมท่วมเศียรรับพรจากหลวงปู่เหรียญด้วยอาการนอบน้อม...

นี่แหละครับ...ปฏิปทาอันน่ากราบไหว้บูชาของพระป่ากรรมฐาน!

หลังการเลี้ยงพระ ภูเตศวร ได้มีโอกาสกราบนมัสการหลวงปู่เสนอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง โดยลำพัง...ซึ่งทุกครั้งท่านจะมีญาติโยมมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย เราจึงถือโอกาสต่อกรรมฐานกับหลวงปู่อีกครั้ง!

“ผมทำสมาธิ...พอจิตเริ่มรวมตัวก็จะเกิดอาการสะดุ้ง หรือไม่ก็เกิดอาการสมองบิดจนตกใจจนจิตถอน...” ผู้เขียนเอ่ยคำกับท่าน

“เป็นเรื่องธรรมดา จิตมันหลอกเรามากกว่า ตอนปฏิบัติใหม่ ๆ หลวงปู่เป็นยิ่งกว่าแม้วอีก บางทีทำไปรู้สึกเหมือนเข็มมันทิ่มแทง ถูกถลกหนังออกมาปวดแสบปวดร้อนไปหมด เรียกว่าเกิดเวทนา...เกิดเวทนาไม่ต้องกลัว ยิ่งมีเวทนามาก บารมีก็ยิ่งแก่กล้า...” หลวงปู่ท่านกล่าวอย่างเมตตา

“บางทีทำไป ๆ จิตก็ไม่ยอมสงบ หรือไม่ก็เกิดกลัวตายขึ้นมาเฉย ๆ อย่างนั้น พอกลัวก็ต้องเลิก” เราปรารภกับท่านต่อ ถึงตอนนี้ท่านหัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบ

“ก็เป็นเรื่องจิตหลอกอีกแหละ จิตมันรู้ว่าคนมันกลัวที่สุด ก็คือความตาย มันเลยเอามาหลอกเรา เวลาเกิดก็ต้องอาศัยมานะ ความเข้มแข็งตอบโต้ ต้องบอกกับมันว่าตายเป็นตาย ตายตอนนี้ได้ขึ้นสวรรค์ได้ไปนิพพาน จะไปกลัวอะไร”

“อาจเป็นเพราะเรารู้ตัวเองยังไม่บริสุทธิ์ในศีลเพียงพอ?” ภูเตศวรปุจฉา...ซึ่งท่านก็วิสัชชนาต่อ...

“ไม่ใช่ เราต้องตัดอดีตทิ้ง ตัดอนาคตทิ้ง กำหนดรู้ว่าขณะนี้เดี๋ยวนี้ปัจจุบันที่เรากำลังปฏิบัติอยู่นี้ เราบริสุทธิ์แล้ว เรามีศีลครบถ้วนในวินาทีปัจจุบัน เอากาย-ใจทุ่มลงไป ตายเป็นตาย เดี๋ยวตัวนิวรณ์ตัวปรุงแต่งก็หายไปเอง มันกลัวเราตายน่ะ ตัวกิเลสกลัวเราตาย มันก็เลยยอมแพ้...” หลวงปู่ยังเมตตาต่อ... “ทำสมาธิอย่ากลัวตาย ไม่ต้องคำนึงว่าจะเห็นนิมิตอะไรไหม นั่งนาน ๆ เดินนาน ๆ มันปวดเมื่อย มันอุทธรณ์ ก็ให้กำหนดรู้ต่อ สู้กับธาตุขันธ์ ด้วยความขันติ จิตจะมีคำสั่งมากขึ้นอย่างเห็นชัด พอจิตมีกำลัง มันจะต่อสู้กับกิเลสได้มากขึ้น ๆ...”

ครับ คงไม่ช้าเกินไปสำหรับโอวาทของครูบาอาจารย์ที่ภูเตศวรนำมาสวัสดีปีใหม่กับท่าน แม้จะดูเหมือนอ่อนในสารสำคัญสำหรับบางคน...แต่ข้อกรรมฐานสั้น ๆ เหล่านี้ของครูบาอาจารย์สำหรับลูกศิษย์ผู้ปฏิบัติธรรม ย่อมทรงคุณค่าอเนกอนันต์เสมอ...


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com