
ความจริงผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่เคยมีโอกาสได้กราบครูบาอาจารย์สายพระป่ากรรมฐานมาก แต่เป็นเพราะระยะหลังด้วยภารกิจรัดตัว กอปรกับได้ปวารณาตัวกับพระพุทธศาสนาว่า...
เมื่อใดที่มีผู้เชิญไปแสดง ‘ธรรม’ เมื่อนั้นจะไม่ปฏิเสธเด็ดขาด จึงทำให้ต้องห่างหายจากการไปกราบครูบาอาจารย์เสียเป็นเวลานาน
จวบจนพระอาจารย์เสน ปัญญาธโร ได้ชวนสร้างโรงเรียนปัญญาประชาสรรค์ ที่จังหวัดร้อยเอ็ด มาจนถึงการตั้งมูลนิธิฯ จนเป็นเหตุให้ต้องสร้างพระกริ่งปัญญาบารมี และพระรูปหล่อของหลวงปู่บัว สิริปุณโณขึ้น เป็นการตอบแทนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์ในการนี้
การสร้างวัตถุมงคล จำต้องนิมนต์ครูบาอาจารย์ทั้งหลายกำหนดจิตแผ่เมตตาให้ จึงทำให้ผู้เขียนได้มีโอกาสกราบพระอริยสงฆ์หลาย ๆ รูปอีกครั้งหนึ่ง...
การได้พบ ‘พระ’ ก็เหมือนการได้ทบทวน ‘ธรรม’ แห่งพระพุทธเจ้าอีกครั้งอย่างเป็นทางการ...
‘รู้’ อะไรเพิ่มเติม ก็อดไม่ได้ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังตามประสาคนคุ้นเคย จริงไหมครับ?
ก่อนวันปีใหม่ที่ผ่านมา ภูเตศวรได้ข่าวว่า ‘หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ’ ท่านมาจำวัดในสวนจิตรลดา เลยถือโอกาสเข้ากราบนมัสการท่าน พร้อมกับนำวัตถุมงคลพระกริ่งปัญญาบารมี กับพระรูปหล่อหลวงปู่บัว รุ่นบรรจุอังคารธาตุไปขอความเมตตาจิตจากหลวงปู่เหรียญด้วย...
เราผ่านประตูหน้าวังหลวงช่วงพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าพอดีหากทันทีที่เราถึงกุฏิสำนักสงฆ์ในเขตราชฐาน...
เราเห็นหลวงปู่วัยแปดสิบกว่า กำลังกวาดลานดินอยู่ขะมักเขม้น นั่นแหละ! ปฏิปทาของครูบาอาจารย์ สายพระป่ากรรมฐาน
หลวงปู่วางงานในมือ เดินเข้ากุฏิเมื่อเห็นว่ามีอาคันตุกะมากราบพบ ด้วยรอยยิ้ม ทั้ง ๆ ที่ทุกครั้งยามพบท่านในงานทำบุญที่มีผู้คนมากมาย จะเห็นว่าท่าน ‘นิ่งเฉย’ เสียเป็นส่วนมาก พอเรากราบท่านเสร็จสรรพ หลวงปู่เอ่ยถามเบา ๆ
“มาจากไหนหรือ?”
เราก็ตอบท่านตามความเป็นจริง ซึ่งท่านก็พยักหน้ารับรู้ และลงมือสอนธรรมะให้โดยที่เราไม่ต้องอาราธนา
หลวงปู่ท่านเริ่มต้นโดยการกวาดตามองคณะของเราที่มากันสี่คน พร้อมปรารภว่า...
“มาด้วยกันหลายคน แต่ละคนก็ประกอบอาชีพต่างกันไป อยู่คนละที่ แต่ก็มามีอุปนิสัยเหมือนกันคบกันได้เนาะ...”
เป็นครั้งแรกที่ได้ยินเสียงหัวเราะจากท่าน “ความจริงพวกเราทั้งหลายก็ใช่อื่นไกล ต่างก็เคยเป็นเพื่อนเป็นพี่น้องมาก่อนทั้งนั้น...”
จากนั้นท่านจึงยกเอา ‘พุทธอุทาน’ เมื่อครั้งทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณมาแสดงธรรมให้เราได้ฟังด้วยความเมตตา
‘สัตว์ทั้งหลายพึงไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เพราะการเบียดเบียน เป็นเหตุหนึ่งทำให้สัตว์ทั้งหลายเป็นทุกข์...’
ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติ ‘ศีล’ เอาไว้ให้เวไนยสัตว์นำมาใช้ป้องกันการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน...
ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ไม่ว่าสัตว์ใหญ่หรือสัตว์เล็ก ต่างก็รักชีวิตเหมือน ๆ กัน แม้แต่ปลาในน้ำ มันก็ยังรักชีวิต มันจะหนีอย่างสุดฤทธิ์ นอกจากหนีไม่พ้นเท่านั้น จึงถูกคนจับมาเป็นอาหาร
‘ถ้ามันไม่รักชีวิตมันจะหนีทำไม?’
ดังนั้น โลกจะสงบสันติสุขได้ด้วย ‘ศีล’ ศีลที่อยู่ในจิตของมนุษย์ตามฐานานุรูปของตน ศีล 5 จะเป็นปกติสำหรับบุคคลทั่วไป ศีล 8 สำหรับอุบาสก-อุบาสิกา ศีล 10 สำหรับสามเณร และศีล 227 สำหรับพระภิกษุสงฆ์...
ฉะนั้น เราทั้งหลายจึงควรทำจิตให้เป็นศีล ทำศีลให้เป็นจิต เพื่อหลีกหลบ ‘กรรม’ อันมาจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน!
‘ศีล’ เป็นสิ่งประเสริฐ เป็นบาทฐานแห่งสมาธิเพื่อก่อเกิดปัญญา
ปัญญาหักกระแสกรรม ก้าวสู่พระนิพพานในบั้นปลาย
วันนั้นหลังจากหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ได้ให้ความเมตตาอธิษฐานจิตสู่วัตถุมงคลที่จัดสร้างขึ้นหาทุนตั้งมูลนิธิปัญญาธโรแล้ว พวกเราที่ได้ข่าวโดยบังเอิญ เพราะมีช่างหล่อฉัตรทองคำยอดพระมหาเจดีย์ที่วัดสุวรรณบรรพต โทรศัพท์เข้ามาถึงหลวงปู่
คณะของผู้เขียนจึงได้ถวายปัจจัยร่วมทำบุญซื้อทองคำหล่อฉัตรยอดพระบาทเจดีย์ ในนามของพระอาจารย์เสน ปัญญาธโร รวม 12,100 บาท ด้วยความปีติในหัวใจ...
ขอยกส่วนผลบุญในการนี้ มอบให้ท่านผู้อ่านทุก ๆ ท่านด้วยเถิด...อีกทั้งผู้ที่มีจิตศรัทธาบริจาคสั่งจองวัตถุมงคล รุ่นบรรจุอังคารธาตุหลวงปู่บัวทุกท่านด้วย ขอให้ฉัตรทองเหนือยอดพระมหาเจดีย์ จงแผ่บารมีปกปักรักษาท่านทั้งหลายให้สุขกายสุขใจ ตลอดชั่วกาลนานเทอญ
หลังจากวันนั้นอีก 2-3 วันผู้เขียนได้มีโอกาสนมัสการหลวงปู่เสน ปัญญาธโร อีกครั้งที่โรงเรียนปานะพันธ์ ลาดพร้าว ในงานทำบุญเลี้ยงพระฉลองปีใหม่ และได้กราบเรียนท่านถึงการเข้าพบกราบนมัสการหลวงปู่เหรียญ พร้อมประโยคของหลวงปู่เหรียญฝากถึงพระอาจารย์เสนที่ว่า...
“ช่วยบอกท่านอาจารย์เสนด้วยนะว่า หลวงปู่ให้พรมา ขอให้ท่านอาจารย์เสนมีเมตตาธรรมมาก ๆ ปรารถนาอะไรก็ขอให้ได้ดังใจคิด...”
พอผู้เขียนกราบเรียนเสร็จ ท่านอาจารย์เสนก็ยกมือพนมท่วมเศียรรับพรจากหลวงปู่เหรียญด้วยอาการนอบน้อม...
นี่แหละครับ...ปฏิปทาอันน่ากราบไหว้บูชาของพระป่ากรรมฐาน!
หลังการเลี้ยงพระ ภูเตศวร ได้มีโอกาสกราบนมัสการหลวงปู่เสนอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง โดยลำพัง...ซึ่งทุกครั้งท่านจะมีญาติโยมมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย เราจึงถือโอกาสต่อกรรมฐานกับหลวงปู่อีกครั้ง!
“ผมทำสมาธิ...พอจิตเริ่มรวมตัวก็จะเกิดอาการสะดุ้ง หรือไม่ก็เกิดอาการสมองบิดจนตกใจจนจิตถอน...” ผู้เขียนเอ่ยคำกับท่าน
“เป็นเรื่องธรรมดา จิตมันหลอกเรามากกว่า ตอนปฏิบัติใหม่ ๆ หลวงปู่เป็นยิ่งกว่าแม้วอีก บางทีทำไปรู้สึกเหมือนเข็มมันทิ่มแทง ถูกถลกหนังออกมาปวดแสบปวดร้อนไปหมด เรียกว่าเกิดเวทนา...เกิดเวทนาไม่ต้องกลัว ยิ่งมีเวทนามาก บารมีก็ยิ่งแก่กล้า...” หลวงปู่ท่านกล่าวอย่างเมตตา
“บางทีทำไป ๆ จิตก็ไม่ยอมสงบ หรือไม่ก็เกิดกลัวตายขึ้นมาเฉย ๆ อย่างนั้น พอกลัวก็ต้องเลิก” เราปรารภกับท่านต่อ ถึงตอนนี้ท่านหัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบ
“ก็เป็นเรื่องจิตหลอกอีกแหละ จิตมันรู้ว่าคนมันกลัวที่สุด ก็คือความตาย มันเลยเอามาหลอกเรา เวลาเกิดก็ต้องอาศัยมานะ ความเข้มแข็งตอบโต้ ต้องบอกกับมันว่าตายเป็นตาย ตายตอนนี้ได้ขึ้นสวรรค์ได้ไปนิพพาน จะไปกลัวอะไร”
“อาจเป็นเพราะเรารู้ตัวเองยังไม่บริสุทธิ์ในศีลเพียงพอ?” ภูเตศวรปุจฉา...ซึ่งท่านก็วิสัชชนาต่อ...
“ไม่ใช่ เราต้องตัดอดีตทิ้ง ตัดอนาคตทิ้ง กำหนดรู้ว่าขณะนี้เดี๋ยวนี้ปัจจุบันที่เรากำลังปฏิบัติอยู่นี้ เราบริสุทธิ์แล้ว เรามีศีลครบถ้วนในวินาทีปัจจุบัน เอากาย-ใจทุ่มลงไป ตายเป็นตาย เดี๋ยวตัวนิวรณ์ตัวปรุงแต่งก็หายไปเอง มันกลัวเราตายน่ะ ตัวกิเลสกลัวเราตาย มันก็เลยยอมแพ้...” หลวงปู่ยังเมตตาต่อ... “ทำสมาธิอย่ากลัวตาย ไม่ต้องคำนึงว่าจะเห็นนิมิตอะไรไหม นั่งนาน ๆ เดินนาน ๆ มันปวดเมื่อย มันอุทธรณ์ ก็ให้กำหนดรู้ต่อ สู้กับธาตุขันธ์ ด้วยความขันติ จิตจะมีคำสั่งมากขึ้นอย่างเห็นชัด พอจิตมีกำลัง มันจะต่อสู้กับกิเลสได้มากขึ้น ๆ...”
ครับ คงไม่ช้าเกินไปสำหรับโอวาทของครูบาอาจารย์ที่ภูเตศวรนำมาสวัสดีปีใหม่กับท่าน แม้จะดูเหมือนอ่อนในสารสำคัญสำหรับบางคน...แต่ข้อกรรมฐานสั้น ๆ เหล่านี้ของครูบาอาจารย์สำหรับลูกศิษย์ผู้ปฏิบัติธรรม ย่อมทรงคุณค่าอเนกอนันต์เสมอ...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com