พระพุทธองค์ทรงสัพพั...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

พระพุทธองค์ทรงสัพพัญญูรู้แจ้งด้วยอะไร? by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#264]

พระพุทธองค์ทรงสัพพัญญูรู้แจ้งด้วยอะไร?

 

          ‘สัพพัญญู’ หากแปลความหมายตามศัพท์ตรง ก็แปลได้ว่า ‘เป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง รู้ธรรมะทั้งปวง’ ซึ่งลักษณะการดังกล่าวคือคุณสมบัติแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นบรมศาสดา

ถ้อยคำดังกล่าว โดยความหมายนั้น จึงมักทำให้คนเกิดคำถามขึ้นนานัปการ อาทิเช่น

พระพุทธเจ้าสัพพัญญูรู้แจ้งทุกประการจริงหรือ?

พระพุทธเจ้ารู้แจ้งทุกประการในทางธรรมะอย่างเดียว หรือรู้ทางโลกด้วย?

และที่สำคัญทรงสัพพัญญูได้ด้วยสิ่งใด?

เมื่อคำถามบังเกิดจึงต้องขอหยิบยกเรื่องราวในพระสูตรมาศึกษาดังต่อไปนี้ก่อน...

สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ที่กุฎาคารศาลาในป่ามหาวันเขตเมืองเวสาลี ครั้งนี้พระองค์ได้เสด็จข้าไปยังอารามของปริพพาชกผู้หนึ่งนาม ‘วัจฉะ’ ในเวลาเช้าก่อนที่จะเสด็จไปบิณฑบาต และการที่เสด็จเข้าอารามนี้ก่อน เพราะเห็นว่าเวลายังเช้าเกินไป ครั้นมาถึงวัจฉะปริพพาชก ซึ่งเห็นว่ามาไกลแล้ว ได้เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้แล้ว ส่วนตนนั่งลงบนอาสนะที่ต่ำกว่า แล้วกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า พระสมณโคดมเป็นสัพพัญญูรู้ทุกอย่างมีปกติเห็นธรรมะทั้งปวงทรงปฏิปทาญาณทัสนะ ไม่มีส่วนที่เหลือว่า เมื่อเราเดินอยู่ก็ดี ยืนอยู่ก็ดี ตื่นอยู่ก็ดี ญาณทัสนะย่อมปรากฏแก่เราเสมอติดกันไปไม่ขาดสาย (เป็นสัพพัญญูทุกขณะ ทุกอิริยาบถ) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนผู้กล่าวดังที่ได้กล่าวมานี้ เป็นการกล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้จริงหรือ คนเหล่านี้ไม่ได้กล่าวตู่พระองค์จริงหรือ หรือว่าเขาเหล่านั้นกล่าวถูกต้องแล้ว...?”

พระพุทธเจ้าจึงตรัสตอบว่า “ดูกรวัจฉะ ชนที่กล่าวว่าพระสมณโคดมเป็นสัพพัญญูทุกขณะ ทุกอิริยาบถ ดังที่ท่านได้ยินมานั้น เขาไม่ได้กล่าวตามที่เรากล่าวไว้ เขากล่าวตู่เราด้วยถ้อยคำที่ไม่เป็นจริง”

วัจฉะปริพพาชกจึงทูลถามต่อ “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าจะพึงกล่าวเช่นไร จึงจะเป็นอันกล่าวตามถ้อยคำของพระองค์ ไม่เป็นการกล่าวตู่ด้วยถ้อยคำไม่เป็นจริง”

เมื่อได้ฟังดังนั้น พระผู้มีพระภาคทรงตรัสตอบดังนี้...

“ดูกรวัจฉะ เมื่อบุคคลพยากรณ์ว่า พระสมณโคดมเป็นเตวิชชะผู้ได้วิชชาสามดังนี้แล จึงจะเป็นการกล่าวตามที่เราได้กล่าวมาแล้ว ดูก่อนวัจฉะ ก็เราเพียงต้องการเท่านั้น ย่อมจะระลึกชาติได้เป็นอันมาก คือระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏกัปเป็นอันมาก ตลอดวิวัฏกัปเป็นอันมาก ตลอดสังวัฏกัปวิวัฏกัปเป็นอันมาก ว่า ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น เสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนั้น มีอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้เกิดในภพโน้น มีผิวพรรณอย่างนั้น เสวยทุกข์ เสวยสุขอย่างนั้น มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาเกิดในภพนี้ เราย่อมระลึกชาติได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุทเทส ด้วยประการฉะนี้...

ดูกรวัจฉะ ก็เราเพียงต้องการเท่านั้น ย่อมจะเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติเลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฐิ เบื้องหน้ากายแตกเขาเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาตนรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ เบื้องหน้า แต่ตายกายแตกเขาเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์

ดูกรวัจฉะ เราทำให้แจ้งแล้ว ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่ง ด้วยตนเองในปัจจุบันแล้วเข้าถึงอยู่ ดูกรวัจฉะ เมื่อบุคคลพยากรณ์แล้วว่าพระสมณโคดมเป็น ‘เตวิชชะ’ ผู้ได้วิชาสาม จึงจะเป็นการกล่าวตามคำที่เรากล่าวมาแล้ว...(ข้อความดังกล่าวมีอยู่ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 13 หน้า 237)

จากข้อความดังกล่าวนี้ ได้ให้ข้อคิดได้เป็นอย่างดีว่า คำว่า ‘สัพพัญญู’ หมายความว่าอะไร และเหตุใดพระพุทธองค์จึงได้เป็นสัพพัญญู แต่ก็เป็นการยากที่จะเข้าใจได้ง่าย สำหรับท่านผู้อ่านที่อ่านเพียงข้อความในที่นี้ เท่านั้นจึงขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้...
ขอให้สังเกตคำว่า ‘ดูกรวัจฉะ เมื่อบุคคลพยากรณ์ว่าพระสมณโคดมเป็นเตวิชชะ จึงจะเป็นอันกล่าวตามที่เรากล่าวแล้ว ฯลฯ’

และอีกตอนหนึ่งที่ว่า ‘ดูกรวัจฉะ เราเพียงแต่ต้องการเท่านั้น ย่อมจะระลึกชาติได้ ฯลฯ’

‘เราเพียงแต่ต้องการเท่านั้น ย่อมจะเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ ฯลฯ’ จากข้อความดังกล่าวอ้างมานี้ แสดงให้เห็นว่าการที่พระพุทธเจ้าทรงสัพพัญญูนั้น ก็เพราะเหตุที่ทรงได้อภิญญา เช่น สามารถระลึกชาติได้ สามารถมองเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ ปฏิสนธิได้ด้วยทิพยจักษุ และสามารถทำกิเลสในกมลสันดานให้หมดสิ้นไปได้ด้วย ความสามารถที่ว่านี้ เกิดขึ้นได้เพียงแค่พระองค์ ‘ตั้งใจ’ จะให้เกิดเท่านั้น... ‘ญาณเหล่านั้นจะเกิดทันที’ แต่ถ้าไม่ต้องการก็ระลึกไม่ได้

แต่อยากขอให้ท่านสังเกตในข้อ ‘อาสวักขยญาณ’ นั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้ใช้คำว่า ‘เราเพียงต้องการ’ เหมือนของประการแรก ที่ไม่ใช้ก็เพราะการละกิเลสในสันดาน เมื่อละได้แล้ว ความบริสุทธิ์จากกิเลสจะมีอยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีทางเกิดขึ้นมาได้อีก เป็นการดับตลอดกาล

ส่วนญาณข้ออื่นอย่าง บุพเพนิวาสานุสติญาณ, จุตูปปาตญาณ นั้น ไม่ใช่มีอยู่ตลอดเวลา ญาณเหล่านั้นจะเกิดต่อเมื่อตั้งใจจะให้เกิดเท่านั้น...

ฉะนั้นคำว่า ‘สัพพัญญู’ ซึ่งหมายถึง ‘การรู้เรื่องราวต่าง ๆ’ เช่น สามารถจะรู้ถึงอดีตชาติของใครก็ได้ และรู้ทันทีนั้นก็ต่อเมื่อมีความต้องการจะรู้ เพราะเหตุนี้พระองค์จึงตรัสว่า

‘ผู้ที่กล่าวว่า ไม่ว่าจะเดิน ยืน จะหลับหรือตื่น พระองค์จะสัพพัญญูอยู่ทุกขณะ ทุกอิริยาบถนั้น เป็นการกล่าวที่ไม่ถูกต้อง!’

สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ที่ราวป่าด้านตะวันตก นอกพระนครเวสาลี ในครั้งนั้น สุนักขัตตลิจฉวีบุตร ได้หลีกออกไปจากธรรมวินัย (สึกจากพระ) ไปไม่นาน และเที่ยวโพนทะนากล่าวโทษพระพุทธเจ้า ในบริษัทต่าง ๆ ในที่ชุมชนต่าง ๆ ณ เมืองเวสาลีว่า

ญาณทัสนะอันวิเศษอันเป็นของพระอริยะ เป็นธรรมะที่สูงกว่ามนุษยธรรมของพระสมณโคดมไม่มี พระสมณโคดมแสดงธรรมะตามที่นึกเอาเอง พิจารณาตามปฏิภาณของตน แต่ธรรมะที่แสดงนั้นก็ทำให้ผู้ทำตาม พ้นทุกข์ได้?

พระสารีบุตรที่เข้าไปบิณฑบาตในเมืองเวสาลีไปได้ยินเข้า เมื่อกลับจากการโปรดสัตว์และฉันเสร็จ จึงได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และกราบทูลเรื่องนี้ให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสกับพระสารีบุตรว่า... ‘สุนักขัตตลิจฉวีบุตรกล่าวเช่นนั้น เพราะเขาเป็นโมฆบุรุษ’ (ผู้ไม่ได้บรรลุมรรคผล) เขาจึงไม่มีญาณที่จะหยั่งรู้ว่าตถาคตมีญาณทัสนะอันวิเศษ ซึ่งเป็นธรรมสูงกว่ามนุษยธรรม และที่เขากล่าวเช่นนั้นก็เพราะความโกรธ (สุนักขัตตลิจฉวีบุตร ได้เข้าทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีปฏิบัติเพื่อให้ได้ทิพยโสต แต่พระองค์ไม่ทรงสอน เพราะเห็นว่า เขาไม่มีอุปนิสัยในทางนี้ ถึงจะสอนก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ เพราะความโกรธในเรื่องนี้ จึงได้สึกออกไป)

พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระสารีบุตรอีกว่า... ‘ดูกรสารีบุตร เพราะความเป็นโมฆบุรุษ สุนักขัตตลิจฉวีบุตร จึงไม่รู้ว่าตถาคตเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้เสด็จไปดี เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกคนที่ควรฝึกได้ ไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นศาสดาเอกของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้จำแนกธรรมะ’

ถ้อยคำรับสั่งยืนยันว่าพระองค์ทรงได้อภิญญา 6
ดูกรสารีบุตร เพราะความเป็นโมฆบุรุษ สุนักขัตตะจึงไม่รู้ว่าตถาคตสามารถแสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้มากมายเช่น...

1. คนเดียวทำให้เป็นหลายคนก็ได้ เมื่อเป็นหลายคนแล้ว ทำให้เป็นคนเดียวอีกที

2. ทำที่มืดให้สว่าง ทำที่ลับให้เปิดเผยก็ได้ ทำสิ่งซ่อนเร้นซึ่งใคร ๆ ไม่เห็นให้คนทั้งหลายเห็นได้

3. ทำที่สว่างให้มืด ทำการกำบังมิให้คนอื่นเห็นก็ได้

4. เดินทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขาไปโดยไม่ติดขัด เหมือนเดินในอากาศธาตุก็ได้

5. ดำลงแผ่นดินแล้วโผล่ขึ้นจากแผ่นดิน เหมือนดำลงในน้ำโผล่ขึ้นมาจากน้ำก็ได้

6. เดินบนน้ำได้โดยไม่จมเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้

7. เหาะเหินเดินไปบนอากาศเหมือนนกบินไปในอากาศก็ได้

8. ลูบคลำดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้

9. ไปพรหมโลกด้วยกายเนื้อ หรือกายทิพย์ก็ได้

ดูกรสารีบุตร เพราะความเป็นโมฆบุรุษ สุนักขัตตะจึงไม่รู้ว่าตถาคตนั้นฟังเสียงได้ทั้งสองอย่าง ทั้งเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ จะอยู่ไกลหรือใกล้ก็ได้ยินด้วยทิพยโสตอันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์เกินกว่าวิสัยมนุษย์จะได้ยิน

ดูกรสารีบุตร เพราะความเป็นโมฆบุรุษ สุนักขัตตะจึงไม่รู้ว่าตถาคตนั้น เมื่อกำหนดใจของสัตว์อื่น บุคคลอื่นด้วยใจของเราแล้ว ย่อมรู้ว่าสัตว์นี้บุคคลนี้มีจิตมีราคะหรือไม่มีราคะ จิตมีโทสะหรือไม่มีโทสะ จิตมีโมหะหรือไม่มีโมหะ จิตหดหู่หรือไม่หดหู่ จิตฟุ้งซ่านหรือไม่ฟุ้งซ่าน จิตถึงความเป็นใหญ่หรือไม่ถึงความเป็นใหญ่ จิตเป็นสอุตตรจิตหรืออนุตรจิต (สอุตฺตรํ เป็นจิตที่มีจิตอื่นยิ่งกว่า อนุตฺตรํ เป็นจิตที่ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า) จิตหลุดพ้นแล้วหรือยังไม่หลุดพ้น

(*ข้อความที่อ้างมีอยู่ในมหาสีหนาทสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 12 หน้า 137)

ข้อความนี้แสดงให้เห็นว่า นอกจากวิชชาสามคือ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ ดังที่กล่าวมาในตอนที่แล้ว พระองค์ยังทรงได้อภิญญาอีกสามข้อคือ อิทธิวิธี ทิพยโสต และเจโตปริยญาณอีกด้วย อภิญญาทั้งสามข้อนี้เมื่อพระองค์ประสงค์จะให้เกิดเมื่อไร ก็เกิดได้ทันทีเช่นกันกับอภิญญาอื่น

พระพุทธเจ้าทรงสัพพัญญู เพราะทรงมีทศพลญาณ
เรื่องความเป็นสัพพัญญู นอกจากจะอธิบายมาแล้ว ยังมีอีกหัวข้อหนึ่งที่จะทำให้เราทั้งหลายเข้าใจคำว่า ‘สัพพัญญู’ นั้นมีความหมายอย่างไร และเกิดขึ้นมาได้อย่างไร จากหัวข้อ ‘ทศพลญาณ’ ที่แปลว่าญาณที่เป็นกำลังของพระตถาคต 10 อย่างที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ที่ว่า...

ดูกรสารีบุตร ตถาคตประกอบด้วยกำลังฝ่ายใด จึงได้ปฏิญญาอาสภฐานะ (คือฐานะอันประเสริฐสูงสุด) ได้บันลึอสีหนาทในท่ามกลางบริษัท ได้ยังพรหมจักรให้เป็นไปได้ กำลังของตถาคตเหล่านั้นมี 10 อย่าง คือ

1. ฐานาฐานญาณ ตถาคตย่อมรู้ฐานะโดยความเป็นฐานะ รู้อฐานะโดยความเป็นอฐานะ (รู้อะไรเป็นไปได้ อะไรเป็นไปไม่ได้)

2. วิปากญาณ ตถาคตย่อมรู้วิบากของกรรมสมาทาน ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน โดยฐานะโดยเหตุ ตามความเป็นจริง

3. สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ไปสู่ภูมิทั้งปวงตามความเป็นจริง

4. นานาธาตุญาณ ตถาคต ย่อมรู้ชัดซึ่งโลก มีธาตุที่มิใช่ธาตุเดียว และมีธาตุต่าง ๆ ตามความเป็นจริง

5. นานาธิมุตติกญาณ ตถาคตย่อมรู้ชัด ซึ่งความที่สัตว์ทั้งหลายมีอธิมุติ (อัธยาศัย) ต่าง ๆ กันตามความจริง (ใครมีอัธยาศัยอย่างไร รู้แจ้งหมดตามความจริง)

6. อินทริยปโรปริยัตตญาณ ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งความเป็นสัตว์ เป็นบุคคลทั้งหลายมีอินทรีย์ยิ่งและหย่อนตามความจริง (อินทรีย์ = สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา)

7. ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งความเศร้าหมอง (สงฺกิเลสํ) ความผ่องแผ้ว (โวทานํ) และความออก (วุฏฐานํ) แห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติทั้งหลายตามความจริง (รู้อุปสรรคที่ทำให้เข้าฌานสมาบัติ และสมาธิบรรลุวิโมกข์ และทำอย่างไรจึงสามารถเข้าถึงได้ง่ายรวดเร็ว ออกจากฌานสมาธิสมาบัติได้ง่ายรวดเร็ว)

8. บุพเพนิวาสานุสติญาณ ตถาคตย่อมระลึกถึงชาติก่อน ได้เป็นอันมาก ฯลฯ

9. จุตูปปาตญาณ ตถาคตย่อมรู้เหตุของหมู่สัตว์ ที่กำลังจุติกำลังอุบัติ ฯลฯ

10. อาสวักขยญาณ ตถาคตกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ ฯลฯ

ดูกรสารีบุตร เพราะตถาคตมีคำสั่ง 10 ประการเหล่านี้แล จึงได้กล้าปฏิญญาอาสภฐานะ บันลือสีหนาท ในท่ามกลางบริษัททั้งหลาย ยังพรหมจักรให้เป็นไป

ผู้ใดแลพึงกล่าวถึงเราซึ่งเป็นผู้รู้ผู้เห็นอยู่อย่างนี้ว่า ญาณทัสนะอันวิเศษซึ่งเป็นของพระอริยะ เป็นธรรมะที่สูงกว่ามนุษยธรรมของสมณโคดมไม่มี พระสมณโคดมแสดงธรรมะตามที่นึกเดาเอาเอง พิจารณาเอาเองตามปฏิภาณของตน ดูกรสารีบุตร ผู้นั้นถ้าไม่ละวาจานั้นเสีย ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฐินั้นเสีย ก็เที่ยงแท้ที่จะไปนรก เปรียบเหมือนภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีล สมบูรณ์ด้วยสมาธิ สมบูรณ์ด้วยปัญญา ย่อมหวังจะต้องได้บรรลุอรหันต์ในชาตินี้ฉันใด...

ผู้ไม่ละวาจา ไม่ละความคิด ไม่ละทิฐิเช่นนั้น ก็ย่อมหวังได้ว่า...เขาจะต้องไปนรกแน่ฉันนั้น (มหาสีหนาทสูตร 12/140-143)

ครับ เมื่อถึงบรรทัดนี้ ท่านทั้งหลายคงจะทราบแล้วว่า พระพุทธเจ้าของเราทรง ‘สัพพัญญู’ ได้ด้วยสิ่งใด...และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ดูหมิ่นหรือตู่พระองค์ในทางที่ผิด จักต้องได้รับกรรมหนักในนรกภูมิยิ่งกว่าดูหมิ่นพระอริยเจ้าทั้งหลาย อันเป็นอธิกรรมเสียอีก...

จึงอยากฝากท่านทั้งหลายว่า ยามใดอยู่ต่อหน้าฤาลับหลังพระอริยเจ้า ควรสำรวมจิตใจและร่างกายมิให้ไปหมิ่นแคลนท่านด้วยมิจฉาทิฐิ มิเช่นนั้นจะรับผลกรรมโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์...


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com