
‘อวิชชา’ คือความไม่รู้...ไม่รู้ในสิ่งใด
เคยกล่าวไว้เสมอว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มุ่งเน้นไปในเรื่องการรักษา ‘ใจ’ รู้จักระมัดระวังจิตและใจมิให้หลงใหลอยู่ในความไม่รู้ ที่เรียกว่า ‘อวิชชา’ เพราะความไม่รู้อันเป็นอวิชชานั้น จึงทำให้จิตวิญญาณมืดบอดและท่องเที่ยวอยู่ในสงสารชั่วกาลนาน
หลักปฏิจจสมุปบาท อันมีปัจจยาการ 11 มีอวิชชาเป็นตัวแรกที่ทำให้เกิดวงจรแห่งวัฏฏะขึ้น วงจรแห่งปัจจยาการดังนี้
เพราะมีอวิชชา จึงเป็นปัจจัยให้มีสังขาร
มีสังขาร จึงเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ
มีวิญญาณ จึงมีปัจจัยให้เกิดนามรูป
มีนามรูป จึงเป็นปัจจัยให้เกิดสฬายตนะ
มีสฬายตนะ จึงเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ
มีผัสสะ จึงเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา
มีเวทนา เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา
เพราะตัณหา ทำให้เกิดอุปาทาน
เพราะอุปทาน เป็นปัจจัยให้เกิดภพ
เพราะภพ เป็นปัจจัยให้เกิดมีชาติ
เพราะชาติ เป็นปัจจัยให้มีชรามรณะ
เพราะชรามรณะ จึงมี โสกปริเทวทุกขโทมนสฺสุปายาสา
ครับ เพราะความไม่รู้อันเป็นอวิชชาที่ทำให้หมู่สัตว์ทั้งหลายตกอยู่ในวงจรแห่งชาติ ชรา มรณะ ดังกล่าว พุทธองค์จึงทรงบัญญัติธรรมะทิ้งเอาไว้เพื่อโปรดหมู่สัตว์โลกถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ หากทั้งหมดย่อลงที่ ‘มรรคมีองค์ 8’ โดยสั้น ถ้าย่อลงอีกก็จะเหลือเพียงไตรสิกขา คือ ศีล...สมาธิ และปัญญา ดังที่เราทั้งหลายล้วนทราบ
‘ศีล’ เป็นเครื่องมือละกิเลสอย่างหยาบ
‘สมาธิ’ ใช้ละกิเลสอย่างกลาง ส่วน
‘ปัญญา’ เป็นเครื่องมือถากถางถอนโคนตัวกิเลสอย่างละเอียด ที่เราเรียกว่า ‘อาสวกิเลส’ นั่นเอง
เมื่อกล่าวถึง ‘อวิชชา’ บางท่านอาจจะถามว่า
“ความไม่รู้ในความหมายของอวิชชานั้น มีกี่อย่าง อะไรบ้าง? ”
นั่นแหละครับ คือหัวข้อของเราในวันนี้!
ความไม่รู้ที่ถือเป็นอวิชชาซึ่งเป็นเครื่องกางกั้นหมู่สัตว์โลกมิให้หลุดจากชาติภพนั้น มีอยู่ 8 ประการ
1. ไม่รู้จักทุกข์
2. ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งทุกข์
3. ไม่รู้จักการดับทุกข์
4. ไม่รู้จักทางถึงความดับทุกข์
5. ไม่รู้จักอดีต
6. ไม่รู้จักอนาคต
7. ไม่รู้จักทั้งอดีตและอนาคต
8. ไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาท
ความจริง อวิชชา 8 ประการตามหัวข้อที่กล่าวมาก็ชัดเจนพอ จนแทบจะไม่ต้องขยายความอะไรให้ยืดยาวอีกต่อไป รวมความแล้วก็คือ ‘ความไม่รู้ในเหตุแห่งทุกข์ และวิธีดับทุกข์ดับภพชาติ’ นั่นเอง
เพราะความไม่รู้ต่อสัจจะความจริงตรงนี้ พระบรมศาสดาจึงบอกทางให้กับสัตว์โลก ด้วยประตูแห่งมรรคมีองค์ 8 ดังที่รู้กันอยู่แล้ว และจะไม่ขอกล่าวโดยละเอียดในที่นี้อีก นอกจากข้อสุดท้ายคือสัมมาสมาธิ
เพราะสัมมาสมาธิเป็นมรรคข้อสำคัญ ในการก้าวสู่ ‘ปัญญา’
อันเปรียบเสมือนแสงสว่างขับไล่ความมืดจากความไม่รู้ที่เรียกว่า... ‘อวิชชา’ นั่นเอง!
ถึงตรงนี้อยากให้ท่านทั้งหลายสังเกตสังกาดี ๆ จะเห็นว่าภูเตศวรที่เขียนคอลัมน์นี้มาหลายปี จะเขียนถึงอะไรก็ตาม ท้ายสุดต้องลงด้วย ศีล...ทาน และท้ายสุดคือภาวนาเสมอ
คำว่า ‘ภาวนา’ ก็คือการปฏิบัติสมาธิแหละครับ
ถ้าเขียนธรรมะ บอกเรื่องธรรมะ เราจะพ้นเรื่องการค้นหาปัญญา อันเป็นภาวนาปัญญาได้อย่างไร
จริงไหมครับ?
ในเมื่อพุทธศาสนาสอนเราเรื่อง ‘จิต’ สอนเราให้พัฒนาจิตให้พ้นโลกด้วยปัญญาเป็นเรื่องสำคัญ
เมื่อพูดถึงเรื่องปัญญา ก็ต้องขยายความสักนิดจะได้ไม่เข้าใจผิด ปัญญาของสัตว์โลกมีสองอย่างคือ ‘ปัญญาภายนอก’ กับ ‘ปัญญาภายใน’ ส่วนปัญญาภายนอกได้จากการเรียนรู้ด้วยอ่าน ด้วยการฟัง ส่วนปัญญาภายในได้จากการเจริญกรรมฐานที่เรียกว่าภาวนาปัญญา
ความรู้อันเป็นปัญญาภายนอกคงไม่ต้องอธิบายอะไรให้มาก เพราะเราท่านมาถึงตรงนี้ ก็ต้องผ่านการเล่าเรียน...รู้จำเรื่องราวมากมายหลายอย่าง เพื่อนำมาเลี้ยงชีพเลี้ยงครอบครัวกันอยู่แล้ว ส่วน ‘ปัญญาภายใน’ นั้นเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้ท่านทั้งหลาย ‘รู้’ ได้ เพราะปัญญาภายในนี้เป็นภาวทิพย์ ซึ่งรู้ได้เฉพาะตน รู้ได้เฉพาะผู้ปฏิบัติเองเท่านั้น
ปัญญาภายในที่ได้จากการปฏิบัติจิต ด้วยสัมมาสมาธิ เป็นความรู้อันยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า วิชชา 8 ประการ
1. วิปัสสนาญาณ คือญาณอันนับเข้าในวิปัสสนา
2. มโนมยิทธิ คือมีฤทธิ์ทางใจ
3. อิทธิวิธี คือแสดงฤทธิ์ได้
4. ทิพยโสต คือหูทิพย์
5. เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนดใจผู้อื่น
6. ปุพเพนิวาสานุสติ สามารถระลึกชาติได้
7. ทิพยจักษุ คือตาทิพย์
8. อาสวักขยญาณ การรู้จักทำอาสวะให้สิ้น
ครับ 8 อย่างนี้แหละครับคือวิชชา วิชชาต่างกับวิชาตรงที่มี ช.ช้าง สองตัว
วิชาคือความรู้โดยปกติ
วิชชาหมายถึงความรู้อันยอดยิ่ง เป็นความรู้ภายในสุดวิเศษ ที่สามารถใช้หักด่านแห่งวัฏสงสาร ทำลายกงล้อแห่งความทุกข์ได้อย่างแท้จริง
วิชชา...เยี่ยงนี้ ปัญญาแบบนี้ สามารถหาได้จากภาวนาสมาธิเท่านั้นครับ!
และต้องเป็น สัมมาสมาธิ ซึ่งมีอยู่ในพระกรรมฐานทั้งหมด 40 กอง ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้เท่านั้น!
ไหน ๆ ก็พูดถึงเรื่อง อวิชชา กับวิชชา อันเป็นฝ่ายผูกสัตว์โลกให้ข้องติดกับภพชาติและฝ่ายแก้ไขแล้ว ก็อยากกล่าวถึงกิเลสที่ผูกใจสัตว์อยู่ที่เรียกว่า ‘สังโยชน์ 10’ อีกสักนิด
กล่าวกันว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่สามารถละสังโยชน์ 10 ประการนี้ได้ ก็เท่ากับเป็นการก้าวสู่แดนแห่งบรมสุขได้เช่นกัน
สังโยชน์ 10 มีดังนี้ครับ
1. สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน
2. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยเป็นเหตุ ไม่แน่ใจในปฏิปทาเครื่องดำเนินของตน
3. สีลัพพตปรามาส ความเชื่อถือศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเข้าใจว่ามีได้ด้วยศีล หรือพรตอย่างนั้นอย่างนี้
4. กามราคะ ความกำหนัดด้วยอำนาจกิเลส กาม เรียกแต่เพียงราคะก็มี
5. ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งแห่งจิต ได้แก่ ความหงุดหงิดด้วยอำนาจโทสะ
6. รูปราคะ ความติดใจในรูปธรรม เช่น ชอบใจในบุคคลบางคน หรือในบางพัสดุบางสิ่ง หรือแม้ในวัตถุแห่งอารมณ์รูปฌาน
7. อรูปราคะ ความติดใจในอรูปธรรม เช่นพอใจในสุขเวทนา
8. มานะ ความสำคัญตัวว่าเป็นโน่นเป็นนี่
9. อุทธัจจะ ความคิดพล่าน เช่น นึกอะไรก็เพลินเกินไปกว่าเหตุ
10. อวิชชา ความเขลาอันเป็นเหตุไม่จริง
ในสิบประการแห่งสังโยชน์ เพียงข้อสุดท้ายแม้นละได้ก็ถือว่าเป็นการก้าวสู่ปัญญาแล้วครับท่าน ‘รู้แจ้ง’ จึง ‘เจนจบ’ เป็นความหมายเดียวกับคำว่า...
รู้จนไม่มีอะไรจะรู้ จึงเรียกว่า ‘รู้จริง’
นี่กระมังสำหรับความหมายของคำว่า ‘โลกะวิทู’ ผู้รู้แจ้งโลก!
ว่ากันว่า ในสังโยชน์ 10 นั้น ขอเพียงผู้หนึ่งผู้ใดสามารถละเพียงข้อ 1 ถึงข้อ 3 คือ ละสักกายทิฏฐิ ละวิจิกิจฉา และละสีลัพพตปรามาสได้ ถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว
ผู้มีดวงตาเห็นธรรม ก็คือ ผู้ที่สามารถเข้าสู่กระแสนิพพานได้ในขั้น ‘โสดาบัน’ เป็นอริยบุคคลประเภทแรกครับท่าน
ว่ากันมายืดยาว เขียนกันมาหลายปี ท้ายสุดก็หนีไม่พ้นเรื่องมรรคมีองค์ 8...เรื่องไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
ก็ศาสนาพุทธเราเน้นตรงนี้นี่ครับ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com