
ไม่มีสิ่งใดอยู่เหนือพุทธะ
วันนี้ก่อนเข้าสู่เรื่องราวที่จั่วหัวเอาไว้ ขออนุญาตตอบคำถามที่ตนเองได้ยินมาบ่อยครั้ง อีกทั้งยังมีจดหมายมาถามและให้ตอบเป็นการส่วนตัวหลายฉบับ ซึ่งต้องขอออกตัวไว้ตรงนี้เลยนะครับว่า การตอบจดหมายโดยส่วนตัวนั้น ผู้เขียนไม่สามารถกระทำได้ ด้วยเหตุผลสองประการ
หนึ่งเพราะ...งานที่ทำมีมากจนไม่สามารถกระทำได้
สอง...กับจดหมายที่ถามมามีจำนวนไม่น้อย ซึ่งผู้เขียนมิอาจคัดเลือกจดหมายตอบโดยการทำแค่บางฉบับ จะดูเหมือนคล้ายเลือกที่รักมักที่ชัง
ก็เพราะเหตุนี้ จึงขออนุญาตประเมินผลที่คำถามของท่านทั้งหลายว่า...ปัญหาใดที่มีคนอยากรู้มากที่สุดมาตอบรวม ๆ ในคอลัมน์นี้เป็นครั้งคราวไป เพราะฉะนั้นจึงกราบขออภัยกับท่านเจ้าของจดหมายที่เขียนถึงภูเตศวร และต้องการให้ตอบเป็นการส่วนตัว ณ ที่นี้ด้วย
คำถามที่ภูเตศวรนำมาเป็นปัญหารวมในวันนี้คือ ปัญหาที่มีมากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา...คำถามเป็นอย่างนี้ครับ
อยากพบคุณภูเตศวรเพื่อปรึกษา เพราะระยะนี้มีคนทักว่าดิฉันมีองค์เทพแฝงร่างอยู่
ร่างทรงจริง มีหรือไม่?
ถ้ามีจะรู้ได้อย่างไรว่าจริงหรือเท็จ
หรือกับบางราย เฉพาะเวลาที่ผู้เขียนถูกเชิญไปเป็นวิทยากร และได้คุยเป็นการส่วนตัวช่วงก่อนขึ้นกับหลังจบการบรรยายตามสถานที่ต่าง ๆ
ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องของการเป็นร่างทรงเกี่ยวข้องกับองค์เทพทั้งสิ้น!
ถ้าจะถามผู้เขียนว่า ‘การเข้าทรงเทพมีจริงหรือไม่?’ คงต้องตอบสั้น ๆ ละครับว่า ‘มี’ และก็มีจริง ๆ ด้วยครับ
และหากถ้าถามว่า ที่เราเห็นการทรงเจ้าเข้าผีที่มีอยู่ดาษดื่นทั่วไปนั้น จริงทั้งหมดหรือไม่? คำตอบ คือ ‘ไม่จริงทั้งหมด’ ง่าย ๆ ก็คือมีทั้งจริงและเท็จ
หลายท่านอาจมีคำถามต่อ...แล้วภูเตศวรรู้ได้ยังไงว่าร่างทรง-องค์เทพที่ว่ามีจริง?
คำตอบก็คือ...พบเห็นโดยประสบการณ์จากกว่าสิบปีที่ผ่านมา โดยการค้นคว้าหาความจริงด้วยตัวเอง
เรื่องของการทรงเจ้าเข้าผีนั้น ตามประวัติมีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลมาแล้ว แม้แต่ในหนังสือ ‘ทิพยอำนาจ’ ของท่าน พระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส) ก็ได้กล่าวไว้ถึง การหยั่งรู้เรื่องอดีต-อนาคตนั้นเป็นเรื่องของการฝึกทิพยอำนาจตามแนวทางวิสุทธิมรรค
แต่กับอำนาจทิพย์ที่จะหยั่งรู้อดีต-อนาคตได้บ้าง นอกเหนือจากการฝึกฝนด้วยสมาธิก็คือ การติดต่อกับโอปปาติกะด้วยการใช้ ‘กุมารทอง’ หรือ ‘ร่างทรง’ นั่นเอง
อำนาจทิพย์ที่จะได้รับจากการประทับทรงนั้นจะมีมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่าโอปปาติกะหรือวิญญาณเหล่านั้น โอปปาติกะชั้นต่ำหรือชั้นสูงอยู่ระดับใด ถ้าเป็นชั้นต่ำ ๆ สติปัญญาหรืออำนาจที่มีก็น้อย แต่ถ้าเป็นโอปปาติกะชั้นสูง เป็นมหาเทพ สรรพความรู้ทั้งปวงก็จะมีมากขึ้นตามเงา
คำถามต่อมาก็คือ... ‘แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าร่างทรงไหนจริงร่างไหนเท็จ?’
การอธิบายเรื่องนี้เป็นเรื่องยาก บางอย่างยากที่จะอธิบายด้วยการพูดหรือการเขียน โดยเฉพาะการมีเวลาและเนื้อที่จำกัด แต่ภูเตศวรก็จะขอสรุปสั้น ๆ ตรงนี้เอาไว้เป็นแนวทางพิจารณาโดยสังเขป กับคำถามข้างต้นก็คงคล้าย ๆ กับคำถามที่ว่า...ถ้าจะดูพระสงฆ์องค์เจ้าว่ารูปไหนท่านดีจริง จะดูอย่างไรนั่นแหละครับ คำตอบก็คงจะเป็นอย่างนี้...
ดูที่จริยาวัตรของท่าน!
คำตอบสั้น...ทว่าไม่ง่ายกับการพิสูจน์เท่าใดนัก เพราะมนุษย์และโอปปาติกะเองก็สามารถเรียนรู้การปฏิบัติตนต่อหน้าผู้อื่นได้เท่า ๆ กัน แต่ข้อพิจารณาพื้น ๆ สำหรับพิสูจน์ว่าร่างทรงนั้นจริงเท็จอย่างไรก็ต้องดีที่ ‘คุณวิเศษ’ ซึ่งมักจะแสดงออกมาให้เห็นอยู่เสมอ ปัญหาตรงนี้ก็คือ...คุณต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองเหมือนอย่างที่ภูเตศวรเคยทำด้วยการเผชิญกับร่างทรงเหล่านั้นมาแล้ว และเห็นถึงอำนาจแฝงเร้นเหนือมนุษย์ที่ปรากฏผ่านร่างทรง (แท้) อยู่บ่อยครั้ง (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของปลอม)
ดูพระที่จริยาวัตร ก็คือการดูข้อปฏิบัติของสมณเพศ คือท่านมีศีลบริบูรณ์ไหม ท่านสันโดษหรือไม่ ท่านตั้งอยู่บนสัมมาปฏิบัติหรือเปล่า และท้ายสุดท่านมีคุณวิเศษปรากฏในข้อใดบ้าง?
ตรงนี้ท่านทั้งหลายถึงต้องใช้ปัญญาพิจารณา เช่นเดียวกับร่างทรง...และองค์เทพที่ลงประทับ ท่านต้องดูต้องพิจารณาโดยถี่ถ้วน เหมือนพิจารณาพระสงฆ์นั่นแหละ
ถ้าอ้างว่าเป็นเทพชั้นสูงแต่ปัญญาขี้เท่อเหมือนคนสามัญ ก็ปิดฉากเอวัง แต่ทว่าที่เคยพบ ผู้ที่มีองค์เทพประทับมักจะเปี่ยมด้วยความงดงาม ทั้งกิริยาและสติปัญญาโดยเฉพาะประการสำคัญ คือ ‘ความเมตตา’ ที่มีต่อมนุษย์ผู้เดือดร้อน
ไม่เหมือนบางตำหนักที่อ้างตนเป็นร่างทรงเทพเจ้า ขนาดผู้ที่เดือดร้อนไปหายังขูดเงินเข้ากระเป๋าจนเลือดซิบ ๆ ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองไปหมด ตั้งแต่ค่ากำนัลครู ค่าน้ำมนต์ แม้กระทั่งค่ารับขันธ์ครู บางทีเรียกเป็นหมื่น ๆ บาท
อย่างนี้เรียกผีดูดทรัพย์ครับ!
การพูดถึงศาสตร์แบบนี้ต้องใช้เวลามากกับรายละเอียด จึงยากนักจะอธิบายได้หมดสิ้น ถ้าจะให้เขียนอย่างนั้นก็คงต้องเป็นวันหลัง แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสนใจของท่านผู้อ่านทั้งหลายแหละครับ ว่าสนใจแค่ไหน ยังไงก็จดหมายมาบอกบ้าง จะได้ทำตามคำเรียกร้อง หรือไม่สำหรับคนใจร้อน หา นวนิยายเรื่อง ‘ร่าง’ ที่ผู้เขียนประพันธ์ไว้เมื่อปี 2532 มาอ่าน ท่านจะได้ศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่น้อยเลยครับ
แต่ถึงอย่างไรก็ขอบอกกับท่านทั้งหลายตรง ๆ ครับว่า บนเส้นทางแห่งปัญญาแท้จริงนั้น หนทางอันประเสริฐสุดมีอยู่ประการเดียวคือ ปฏิบัติตามแนวทางแห่งพุทธศาสนาที่พระบรมศาสดาทรงค้นพบและบัญญัติไว้โดยชอบ
พุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
พระพุทธเจ้าทรงตื่นจากกิเลส ตัณหา และอุปาทานแล้วทั้งสิ้นทั้งปวง เป็นโลกวิทู ผู้รู้แจ้ง ฉะนั้น จงยึดเอาธรรมะของพระองค์เป็นที่ยึดถือปฏิบัติเป็นสรณะเถิด...
เพราะธรรมอันพิศุทธิ์...ไม่มีพิษภัยต่อส่ำสัตว์
ด้วยการเป็นโลกุตตรธรรมเป็นธรรมเหนือโลกเหนือสรรพสิ่ง!
โอปปาติกะบางตนอาจเก่ง อาจมีคุณวิเศษแฝงอยู่ แต่ทว่าโอปปาติกะเหล่านั้นยังไม่พ้นกรรม ยังไม่สิ้น อาสวะกิเลส ฉะนั้น ฤาจะยิ่งยงอยู่เหนือกว่าพระพุทธเจ้าได้
เป็นชาวพุทธมิอาจลืมการเวียนว่ายตายเกิด เป็นชาวพุทธต้องเชื่อเรื่องโลกหน้า เชื่อว่าตายแล้วไม่สูญ เชื่อว่าผีสางเทวดามีจริง แต่ชาวพุทธนั้นควรยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งเป็นสรณะ ปฏิบัติตามมรรคแปด อันเป็นอริยมรรคก้าวสู่แดนพ้นทุกข์ที่เป็นจุดหมายปลายทาง
วางเสีย...คลายเสียซึ่งกิเลสตัณหาอุปาทานทั้งมวล บนสัจจะแห่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ต้องพิจารณาอยู่เสมอ เพื่อสอนตนให้เกิดปัญญา เพราะปัญญาเท่านั้นจึงหักวงล้อแห่งวัฏฏะลงได้
พระพุทธเจ้าจึงบริสุทธิ์กว่าเทพยดาทั้งปวง!
และถ้าโอปปาติกะตนใด สอนมนุษย์ให้ออกพ้นแนวทางของพระบรมศาสดา ผีสางเทวดาตนนั้นย่อมเป็นโมฆะ
เทวดาแก้กรรมให้มนุษย์ไม่ได้!
ฉะนั้นอย่าเชื่อครับ ถ้ามีร่างทรงหรือเทวดาองค์ใดบอกว่าสามารถแก้กรรมให้ท่านได้
เพราะถ้าแก้กรรมได้ เทวดาต้องแก้กรรมของท่านก่อนจะได้นิพพานไป ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ให้ยุ่งยาก
จริงไหมครับ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com