
เรื่องที่ตั้งของใจ (อีกครั้ง)
จดหมายฉบับนี้ เป็นจดหมายที่ส่งมาด้วยเหตุที่คุณอัญญา ได้อ่านบทความของผู้เขียน หัวข้อ ‘วิธีอบรมอินทรีทั้ง 6 ด้วยสังวร 4’
หากก่อนเข้าเรื่องได้กล่าวถึงคำถามที่มักจะได้พบเห็นอยู่บ่อย ๆ คือ...
‘จิตมนุษย์อาศัยอยู่ตรงไหน ส่วนไหนของร่างกาย?’‘ธรรม’
ผู้เขียนมิได้เป็นผู้รู้อย่างที่เคยออกตัวมาแล้วเสมอ ๆ ว่า...ภูเตศวรเป็นเพียงผู้กำลังศึกษา และค้น...กับคว้าจากครูบาอาจารย์มาเล่าสู่กันฟัง ในฉบับดังกล่าวจึงอาศัย ‘ความรู้’ จากหนังสือ ‘ทิพยอำนาจ’ ของพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส) พระอาจารย์ผู้อาวุโสในสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มากล่าวอ้าง
ซึ่งคุณอัญญา ก็เสนอความคิดเห็นในเรื่องนี้มา...ก็ยินดีครับ เพราะว่า ‘ธรรม’ มิได้เป็นของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ทว่าเป็นของส่วนกลางที่สามารถถกเถียงกันได้ แสดงความเห็นกันได้ด้วยปัญญาและเหตุผล จดหมายของคุณอัญญาเป็นอย่างนี้ครับ
“อ่านข้อเขียนของคุณในฉบับเดือนพฤศจิกายน เห็นด้วยกับคุณที่ว่า ‘ใจเป็นตัวรับความรู้สึก แล้วสั่งการไปยังสมอง’ แต่ความเห็นของดิฉันซึ่งได้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (สด จันทสโร) ‘ใจ’ และ ‘หัวใจ’ เป็นคนละเรื่องกัน หัวใจ มีหน้าที่สูบฉีดโลหิตเท่านั้น แต่การที่ตกใจหรือกลัว ฯลฯ แล้วหัวใจเต้นแรงนั้นเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย (หลังจากที่สมองสั่งการ) เช่นเดียวกับมือสั่น
‘ใจ’ ที่มีหน้าที่รับรู้ความรู้สึกต่าง ๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 อยู่กลางท้องประมาณเหนือสะดือขึ้นมาสองนิ้ว ผู้ที่ปฏิบัติธรรมจนใจสงบจะสามารถมองเห็นใจตัวเองได้ มีลักษณะเป็นดวงสว่างไสว (หรือดำมืดแล้วแต่บุคคล) อย่างคำที่ใช้กันมาแต่โบราณที่ว่าใจดำหรือคำว่าดวงใจนั้น เป็นคำพูดที่ถูกต้อง ใจมีลักษณะเป็นดวง และสำหรับคนคิดชั่วทำชั่วตลอด ใจจะดำมืด ส่วนคนดีใจจะสว่างไสว”
ครับ นั่นคือเนื้อความสำคัญของจดหมายซึ่งผู้เขียนขออนุญาตตัดทอนบางส่วนออกไปบ้าง เพื่อให้กระชับและประหยัดเนื้อที่
ดังที่เคยกล่าวไว้แหละครับ คำว่า ‘จิต’ และ ‘ใจ’ เป็นปัญหาใหญ่ที่ถกเถียงกันมานานว่า แท้จริงแล้วนั้นอาศัยอยู่ ณ ส่วนใดในร่างกายกันแน่ ผู้เขียนมิได้ขัดแย้งหรือคิดข้างความคิดของคุณอัญญาในเรื่องฐานกลางกายที่ 7 ว่าเป็นที่อาศัยของจิตกับใจ (บอกตรง ๆ ครับว่าความรู้ยังไม่พอที่จะยืนยันเรื่องนี้) เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่า การทำสมาธิเข้าสู่ความสงบจนเห็นความสว่างของจิตนั้น มิได้เกิดเฉพาะเวลาที่เราตั้งสติอยู่กลางฐานที่ 7 เท่านั้น
หากแต่จะตั้งกลางอก...กลางหน้าผาก ปลายจมูกแม้นผ่านอุปจารสมาธิเข้าไปก็มักจะเห็นดวงสว่างบังเกิดอยู่เสมอ ๆ เคยเล่าให้ฟังแล้วครั้งหนึ่งว่า หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล แห่งวัดป่าสันติกาวาส จังหวัดอุดรธานี ท่านแนะนำจุดที่ตั้งสติให้ญาติโยมไว้ตั้งหกแห่ง ตั้งแต่หน้าผากลงมาจนถึงกึ่งกลางกาย นั่นหมายถึงหกฐานที่ตั้งแห่งสติ สามารถพาจิตเข้าสู่ความสงบจนสามารถบังเกิดดวงสว่างที่เรียกกันว่า ‘อุคคหนิมิต’ ได้เช่นกัน
และก็คงเพราะเหตุนี้กระมังครับ จึงมีข้อขัดแย้งถกเถียงกันอยู่เสมอ ๆ แต่ขอให้เชื่อเถอะครับ สิ่งใดที่ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำสั่งสอนไว้ล้วนเป็นสิ่งดีงาม เป็นความรู้อันประเสริฐที่ควรน้อมเข้ามาประพฤติปฏิบัติ ที่เรามาตั้งปุจฉา วิสัชนากันก็เพื่อการสร้างปัญญาตามประสาคนรู้น้อย
การปฏิบัติธรรมสมาธิมีวิธีอยู่มากมายหลายอย่าง แม้แต่พระพุทธเจ้าของเรา ท่านก็กำหนดเป็นสัมมาสมาธิไว้มากถึง 40 ประการด้วยกัน เป็น 40 กองที่สามารถปฏิบัติเข้าสู่มรรคผลได้ทั้งสิ้น
เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับผู้นำไปใช้ถูกต้องตามจริตหรือไม่ เท่านั้น!
ผู้เขียนเคยเห็นนักปฏิบัติที่นั่งถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดง ถึงเรื่องการทำสมาธิจนถึงขั้นจะวางมวยกันมา
ทั้ง ๆ ที่วิธีการปฏิบัติก็มิได้มาจากไหน ล้วนอยู่ในพระธรรมคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาองค์เดียวกันโดยแท้ ยิ่งกว่านั้นบางคนยังยึดการปฏิบัติด้วยวิธีนั้นวิธีนี้เป็น ‘ของกู’ อีกด้วย เข้าทำนอง ‘ของกู’ ต้องดีกว่า เป็นต้น
ครับ...ที่กล่าวมาทั้งหมดก็เพียงแต่อยากบอกว่า ‘ธรรมะ’ ของพระพุทธเจ้าประเสริฐยิ่ง...เหล่าหลวงปู่หลวงพ่อผู้เป็นสังโฆไม่ว่าจะเป็นนิกายไหน ๆ ก็เป็นบุตรของพระตถาคตเจ้าเฉกเดียวกัน ท่านนำความรู้และประสบการณ์แนะนำสั่งสอนเราด้วยความเมตตา
เราก็ควรน้อมปฏิบัติตามด้วยความสงบเย็นใจ เพื่อมรรคผลอย่างที่ท่านปฏิบัติและเห็นผลมาแล้ว
มิใช่มานั่งถกเถียงเอาชนะกันให้เสียเวลาเปล่า ๆ... แทนที่จะได้ความสุขสงบ ดันกลายเป็นได้ความทุกข์ร้อนแทน จริงไหมครับ?
อีกไม่กี่วัน ทั้งผู้เขียนและคุณทมยันตี จะนำผ้าป่าไปทอดที่วัดป่าชนะสงคราม (เขาน้อย) อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย เพื่อหาปัจจัยสร้างศาลาการเปรียญแบบสุโขทัยประยุกต์ กับอีกครั้งในวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 และจะเป็นไปเรื่อยตลอดทั้งปี จนกว่าจะเสร็จสิ้น ไม่เพียงแต่เท่านั้นยังมีกุฏิ...โรงครัว ฯลฯ อีกหลายรายการที่อยู่ในความรับผิดชอบ เรียกว่าวัดทั้งหมดเราต้องเป็นผู้ดำเนินการ
“แม้วกับวิมลต้องทำให้เสร็จ...”
เป็นประโยคสั้น ๆ ที่คล้ายคำสั่งของหลวงปู่เสน...ซึ่งเราสองคนก็ก้มกราบรับภาระนี้มาตั้งแต่ ต้นปี 2542 ช้าหรือเร็วแล้วแต่บุญวาสนา แต่ที่แน่ ๆ ผู้เขียนและคุณทมยันตีต่างรู้และแน่ใจ...
วัดป่าชนะสงคราม คงเป็นวัดสุดท้ายที่เราจะได้มีโอกาสสร้างเอาไว้ในบวรพุทธศาสนา
และแม้น ‘เรา’ สามารถกระทำสำเร็จก็ขอน้อมบุญนี้ให้กับท่านผู้อ่านทุก ๆ ท่านด้วย
หลวงปู่เสนท่านยังเมตตาเราด้วยประโยคสั้น ๆ ว่า...
“จุดหมายปลายทางของเราจะสิ้นสุดลงตรงนี้!”
ตรงนี้เราแปลเอาเอง...คำว่า ‘เรา’ คงหมายถึงท่านด้วย การสิ้นสุดลงตรงนี้คงหมายถึงงานชิ้นสุดท้ายที่จะได้กระทำร่วมกัน...
หลวงปู่ท่านเปรียบเสมือน พ่อแม่...ครูบาอาจารย์ เรามิอาจวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยญาณพิเศษและศีลของท่านสูงส่งกว่าเรามากนัก ปลายทางของท่านจะสิ้นสุดลงตรงไหนมิอาจทราบ แต่เราสองคนคือภูเตศวรกับทมยันตีนั้น
วัดป่าชนะสงครามคงเหมือนบ้านหลังสุดท้าย ซึ่งแม้นความตายมาเยือน ก็คงเผาแบบเรียบ ๆ บนกองฟืนที่นั่น!
เผาบนแผ่นดินที่เคยเกิดเคยตาย จากอดีตสู่ปัจจุบัน และที่สุดจากปัจจุบันจะเป็นเช่นอดีตอีกครา...
นั่นคือสัจจะของวัฏฏะแห่งชีวิต!
ด้วยรัก
ภูเตศวร
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com