
วิธีอบรมอินทรีย์ทั้งหกด้วยสังวร 4
เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปบรรยายธรรมที่สถาบันแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ และมีคำถามหนึ่งจากผู้เข้ามาฟังคำบรรยาย เป็นคำถามที่น่าสนใจจนต้องนำมากล่าว ณ คอลัมน์นี้
“จิตของมนุษย์อาศัยอยู่ตรงไหนส่วนไหนของร่างกาย? ”
คำถามนี้ แม้แต่ผู้เขียนก็เคยคิดและถามตัวเองมาเป็นเวลาช้านาน แม้ว่าตนเองจะเป็นคนปฏิบัติสมาธิมาบ้าง แต่ก็มิได้เก่งกาจอะไร มีบ้างบางเวลาที่จิตสงบ แต่ก็มิอาจหาคำตอบได้แน่ชัดว่า ‘จิต’ อาศัยอยู่ ณ ส่วนใดของกาย
ประการนี้จึงต้องอาศัย คัมภีร์ ‘ทิพยอำนาจ’ ของท่านพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส) มาเป็นคำตอบ และท่านได้รจนาไว้ดังนี้ครับ
“สรีรศาสตร์จะอธิบายให้ท่านทราบลักษณะหน้าที่ของประสาททั้ง 5 คือ ประสาทตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ไม่สามารถบอกได้ถึงจุดรวมของความรู้สึกว่าอยู่ตรงไหน เมื่อกล่าวถึงหัวใจ ทางสรีรศาสตร์ก็บอกว่ามีหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปหล่อเลี้ยงร่างกาย เมื่อว่าถึงมันสมองก็บอกว่ามีหน้าที่รู้สึกนึกคิดและลงความเห็นว่านั่นคือจิตใจ
แต่ในทางพุทธศาสนาจะบอกท่านว่า หัวใจนอกจากจะมีหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกายแล้ว มีหน้าที่รับถ่ายทอดความรู้สึกจากประสาททั้ง 5 เข้าสู่จิตใจอีกด้วย แล้วจิตใจจึงจะทำการวินิจฉัย โดยอาศัยมันสมอง แล้วสั่งการโดยมันสมองอีกทีหนึ่ง
ข้อความข้างต้น พึงสังเกต เมื่อเราได้ประสบสิ่งที่แปลกประหลาด หรือความน่าตื่นเต้นหวาดเสียว เราจะรู้สึกหัวใจเต้นแรงผิดปกติ ถ้าเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด หัวใจจะถึงอาการหยุดเต้นเอาทีเดียว เคยมีตัวอย่างผู้ประสบเหตุที่น่าตกใจจนถึงขั้นสลบสิ้นสมปฤดีไปก็มี ความรู้สึกในขั้นนี้จะแสดงอาการอยู่ตรงหัวใจ หาได้แสดงที่มันสมองไม่ ความรู้สึกที่มันสมองนั้นจะมีในตอนพิจารณาวินิจฉัย เป็นอารมณ์ในขั้นต่อไป
ฉะนั้นทางพระพุทธศาสนา จึงบัญญัติช่องทางรับรู้อารมณ์ไว้ถึง 6 ทาง เรียกว่าทวาร 6 หรืออินทรีย์ 6 และสอนให้อบรมอินทรีย์ทั้ง 6 นั้นให้ดีด้วยจะยกเอาหลักคำสอนที่สอนให้อบรมอินทรีย์มาตั้งไว้เป็นหลักปฏิบัติ ปิดกั้นความชั่ว และเปิดช่องความดีดังต่อไปนี้”
ครับ นี่คือคำตอบที่ปรากฏชัดอยู่ในหนังสือ ‘ทิพยอำนาจ’ ของท่านเจ้าคุณเส็ง หรือที่เรียกว่า ‘พระอริยคุณาธาร’ ซึ่งเป็นศิษย์อาวุโสของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต แม่ทัพธรรมฝ่ายวิปัสสนาธุระผู้ยิ่งยง
และเพื่อขยายคำตอบนี้ให้ชัดเจนขึ้น ผู้เขียนขอยกเอาพุทธดำรัสแห่งสมเด็จพระบรมศาสดาที่ทรงมีต่อพระอานนท์มาแสดงดังนี้
“อานนท์...การอบรมอินทรีย์อย่างแรงกล้าอย่างเยี่ยมในอริยวินัยเป็นอย่างไร? ”
อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุ ฟังเสียงด้วยโสตะ สูดกลิ่นด้วยฆานะ ลิ้มรสด้วยชิวหา สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย...รู้ธรรมด้วยใจ สิ่งที่น่าพอใจ สิ่งเป็นกลาง ๆ ย่อมเกิดขึ้นแก่เธอ เธอรู้อย่างนี้ว่าสิ่งน่าพอใจ สิ่งไม่น่าพอใจ สิ่งเป็นกลาง ๆ นี้เกิดแก่เรา แต่ว่ามันเป็นปัจจัยปรุงแต่งอาศัยสิ่งหยาบเกิดขึ้น อุเบกขาเป็นสิ่งสงบ เป็นสิ่งประณีตดังนี้ สิ่งที่น่าพอใจ สิ่งไม่น่าพอใจ สิ่งเป็นกลาง ๆ ที่เกิดขึ้นแก่เธอแล้วนั้นย่อมดับไป อุเบกขายังคงดำรงอยู่ อย่างนี้แล...อานนท์ การอบรมอินทรีย์อย่างเยี่ยมในอริยวินัย
อานนท์ พระเสขะเป็นผู้มีปฏิปทาอย่างไร? อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุ ฟังเสียงด้วยโสตะ สูดกลิ่นด้วยฆานะ ลิ้มรสด้วยชิวหา สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้ธรรมด้วยใจแล้ว สิ่งที่น่าพอใจ สิ่งที่ไม่น่าพอใจ สิ่งที่เป็นกลาง ๆ ย่อมเกิดแก่เธอ เธอย่อมเบื่อหน่ายและเกลียดมัน อานนท์ พระเสขะเป็นผู้มีปฏิปทา อย่างนี้แล...
อานนท์ การอบรมอินทรีย์อย่างเยี่ยมในอริยวินัยพระเสขะผู้ที่มีปฏิปทา พระอริยะผู้อบรมอินทรีย์แล้ว เราแสดงแล้วอย่างนี้ ซึ่งเป็นกรณียะที่ศาสดาผู้มีความเอ็นดูหวังความเกื้อกูลแก่สาวกควรทำ เราได้อาศัยความอนุเคราะห์ทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย เหล่านั้นรุกขมูล เหล่านั้นที่เรือนว่างเธอทั้งหลายเพ่งพินิจ อย่าประมาท อย่าเดือดร้อนภายหลัง นี้เป็นอนุสาสนีของเราสำหรับเธอทั้งหลาย ดังนี้แล”
การที่คัดลอกเอาหลักวิธีการอบรมอินทรีย์มาแสดงทั้งคุณเช่นนี้ ก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบวิธีการและโวหารที่พระบรมศาสดาทรงสั่งสอนมาแล้วอย่างไร ซึ่งจะขอขยายให้แจ่มชัดขึ้นอีกขั้นหนึ่งดังนี้
เห็นรูปด้วยจักษุ ฟังด้วยโสตะ สูดกลิ่นด้วยฆานะ ลิ้มรสด้วยชิวหา สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้ธรรมด้วยใจแล้ว ไม่ยึดติดยึดถืออารมณ์โดยนิมิต คือรวมหมด หรือแยกส่วนออก ซึ่งจะเป็นช่องทางให้อกุศล หรือบาปมาครอบงำ...ปฏิบัติปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้ วิธีนี้เป็นขั้นที่เรียกว่า ‘สติสังวร-ระวังด้วยสติ’
เห็นรูปด้วยตา ฟังด้วยหู สูดกลิ่นด้วยจมูก รู้รสด้วยลิ้น สัมผัสด้วยกาย รู้ธรรมด้วยใจ ความพอใจไม่พอใจ ความรู้สึกกลาง ๆ ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แต่อาศัยปัญญารู้เท่าทัน มันเป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยสิ่งหยาบเกิดขึ้น อุเบกขาเป็นกรรมสงบประณีตกว่า เมื่อรู้เท่าเช่นนี้ ความรู้สึกพอใจ ไม่พอใจ ก็จะหายไป ใจเป็นอุเบกขาดำรงอยู่เช่นนี้เป็นการอบรมอินทรีย์ด้วยปัญญา ละความพอใจไม่พอใจ ความรู้สึกกลาง ๆ นั้นด้วยอำนาจปัญญา เป็นขั้นปฏิบัติที่เรียกว่า ‘ญาณสังวร-ระวังด้วยญาณ’
ขั้นต่อมา คือการใช้ความอดทนต่อสู้กับอารมณ์ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเห็นรูป ได้ยินเสียง ได้ดมกลิ่น ได้สัมผัสถูกต้องโผฏฐัพพะ และรู้ธรรมด้วยอินทรีย์ทั้ง 6 ย่อมอึดอัด ไม่พอใจรับเอาไว้ในจิตใจ ไม่นานมันก็เปลี่ยนไปตามสภาพของมัน วิธีนี้เป็นการข่มความรู้สึกฝ่ายชั่วด้วยอำนาจความอดทน เป็นขั้นปราบอกุศลให้ตกไปจากใจ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘ขันติสังวร-ระวังบาปด้วยความอดทน’
และขั้นสุดท้ายในการฝึกอินทรีย์ ด้วยการใช้วิธีเปลี่ยนความรู้สึกในสิ่งที่ได้ประสบด้วยอินทรีย์ทั้ง 6 นั้นให้เป็นไปตามต้องการ คือให้รู้จักเกลียดก็ได้ ไม่เกลียดก็ได้ทั้งในสิ่งน่าเกลียดและไม่น่าเกลียด รวมทั้งเว้นความรู้สึกทั้งสองนั้นเสีย ให้มีความรู้สึกกลาง ๆ มีสติสัมปชัญญะกำกับตนอยู่เท่านั้นก็ได้ ขั้นนี้เป็นการใช้ความพากเพียรเอากำลังใจที่มีอยู่กดดันความรู้สึกอันเกิดขึ้นนั้นเสีย เปลี่ยนความรู้สึกตามต้องการ เป็นวิธีขับไล่อกุศลบาปกรรมให้ออกไปจากจิตใจที่เรียกว่า ‘วิริยสังวร-ระวังบาปด้วยอำนาจความเพียร’
เป็นวิธีการที่พระอริยเจ้าใช้อบรมอินทรีย์มาแล้วเป็นผลดี ซึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสสอนให้ใช้วิธีนี้อีกวิธีหนึ่ง ดังได้กล่าวมาตั้งแต่เบื้องต้น
โดยสรุป...รวมแล้ว ได้วิธีอบรมหรือฝึกอินทรีย์ 4 ประการ คือ
1. สติสังวร เอาสติระมัดระวังอินทรีย์ซึ่งเป็นช่องทางไหลเข้าของอกุศลบาปกรรม มิให้มันได้ช่องไหลเข้าครอบงำจิตใจ
2. ญาณสังวร เอาความรู้ทำการพิจารณาอารมณ์ และความรู้สึกที่เกิดขึ้นให้รู้เท่าทัน คิดเอาแต่อุเบกขาคือความเป็นกลางในใจเฉย ๆ อยู่นั้นไว้ ปล่อยให้ความรู้สึกดีร้ายตกไปจากใจ
3. ขันติสังวร เอาความอดทนเข้าข่มความรู้สึกอันเกิดจากอินทรีย์ 6 นั้นจนมันดับไปเอง
4. วิริยสังวร เอาความพากเพียรเข้าแก้ไขเปลี่ยนแปลงความรู้สึก ไปตามความต้องการของตน โดยทำนองหนามยอกเอาหนามบ่ง จนสามารถทำความรู้สึกในอารมณ์ทั้งดีร้ายได้อย่างดี
ครับ...นี่คือวิธีทั้ง 4 ที่ประเสริฐเยี่ยมในการอบรมอินทรีย์
เป็นอริยวินัยแห่งพระพุทธศาสนา ที่ผู้มุ่งหวังความเจริญก้าวหน้าทางจิตใจควรยึดถือเป็นหลักในการปฏิบัติเพื่อฝึกให้จิตใจมีอำนาจ สามารถบังคับอารมณ์ในใจตนได้ จัดเป็นบุคคลที่น่าอัศจรรย์โดยแท้
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com