
เผชิญทุกข์...เพื่อก้าวผ่านทุกข์
กลับจากสุโขทัยเที่ยวนี้ ‘รู้ซึ้ง’ ถึงประโยคที่ว่า ‘อโรคยา ปรมา ลาภา’ ที่แปลความได้ว่า การไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐนั้น เป็นสัจจะความจริงยิ่งกว่าอื่นใด
ปีนี้...ผู้เขียนกระเสาะกระแสะกับอาการเจ็บป่วย ในระบบทางเดินอาหารที่เป็นมานาน เป็นแบบเรื้อรังมาเป็นสิบปี...จากการปวดกระเพาะ ถึงวันนี้คืออาการท้องอืดท้องเฟ้ออึดอัดจุกเสียดจนต้องใช้ยาตลอดเวลา
ยุ่งยากกับตัวเองก็แย่แล้ว...งานนี้คุณแม่ซึ่งอายุย่างเข้าเจ็ดสิบสามปี และเป็นโรคเบาหวานมานานกว่ายี่สิบปีก็ต้องระเห็จเข้านอนโรงพยาบาลอีกครั้ง...จากเบาหวานไล่ไปสู่โรคหัวใจ และท้ายสุดคือโรคไต ครับ คือ สเต็ปของโรคเบาหวานที่จะเป็นไปตามขั้นตอนของมัน
โรคเบาหวานไม่ฆ่าคน แต่จะตายเพราะโรคแทรกซ้อน!
เข้าโรงพยาบาลหนนี้คุณแม่เป็นแผลเบาหวานที่นิ้วเท้า แพทย์วินิจฉัยสั้น ๆ ‘ต้องตัดทิ้ง’ ก่อนลามไปมากกว่านี้ ผ่าตัดง่ายเฉือนทิ้งก็จบ แต่การรักษาให้หายปกติเป็นของยาก โดยเฉพาะคนเป็นโรคเบาหวานกับความดันเลือดสูง
คนเป็นเบาหวานแผลหายช้า...การติดเชื้อต้องระวังอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้น จะต้องถูกมีดผ่าตัดเฉือนไปเรื่อย ๆ
ขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ คุณแม่ยังอยู่ในโรงพยาบาล ผู้เขียนนั่งนอนเฝ้ามาสามวันเต็ม เหตุผลคือพี่น้องทุกคนต้องทำงานกินเงินเดือน มีแต่ตัวเองที่ทำงานอิสระ พอปลีกเวลาได้มากกว่าใคร สามวันที่ใกล้ชิดคนป่วย...สามวันที่นั่งมองดู...ทำให้เห็นอะไรที่เป็นสัจจะดังกล่าว
เกิด...แก่...เจ็บ...ตาย เป็นสมบัติเป็นมรดกของมนุษย์ทุกคน
ไม่อยากได้...อยากมี...อยากเป็น ก็ต้องได้ต้องมี ต้องเป็น มิอาจหลีกเลี่ยงได้
พุทธศาสนามิได้สอนให้เราหนีทุกข์ แต่สอนให้เผชิญทุกข์ เอาชนะทุกข์ด้วยอำนาจแห่งจิตสมาธิ...
จิตสมาธิได้จากการฝึกฝน...จากความพากเพียร เป็นการเผชิญหน้ากับทุกข์และก้าวผ่านทุกข์นั้นให้ได้ด้วยตนเอง
“ด้วยตนเองเท่านั้น!” ย้ำตรงนี้เพราะยามมีทุกข์มันทุกข์ที่กายใจของเรามิใช่ใครอื่น และไม่มีใครเจ็บปวดทุกข์ทน แทนเราได้
เคยพูดไว้หลายครั้ง...พระบรมศาสดาไม่เคยสอนให้เรารักตัวเอง เพราะทรงทราบ...มนุษย์หรือสัตว์ทั้งปวงล้วนรักตัวเองอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนเวไนยสัตว์...
...เมื่อรักตัวเองก็ต้องรักษาตน อย่าอยู่ในความประมาท
พูดถึง ‘ความประมาท’ ทุกคนล้วนทราบว่าคือความไม่เลินเล่อ เพราะความเลินเล่อจะนำตนสู่อันตราย แต่ในความหมายแห่งพุทธศาสนานั้น ครอบคลุมไปจนถึงการประกอบความเพียรในศีล...สมาธิ เพื่อก้าวสู่ปัญญา สำหรับการหลุดพ้นชาติ-ภพ สู่ความเป็นอมตะในแดนนิพพาน
และอย่าประมาทในการให้ทาน...ทำบุญ แม้นชาตินี้ชาติหน้ายังจะต้องว่ายวนอยู่ในวัฏสงสาร ก็จะมีทรัพย์ มีชีวิตที่สมบูรณ์อยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าต่อไปจนสิ้นทุกข์
‘ไม่มีใครแบกหรือหอบอะไรไปจากโลกนี้ได้’ คำกล่าวนี้ใคร ๆ ก็รู้...ใคร ๆ ก็โต้แย้งไม่ได้ เพราะทรัพย์สินสมบัติใด ๆ ถ้าคนตายหาบหามไปได้ โลกนี้คงไม่เหลืออะไรไว้มองเห็นอีกแน่นอน
ในเวลาไปรดน้ำศพ เราทุกคนล้วนเห็นคนตายนอนแบมือบอกความนัยแก่เรา...
‘ฉันมิได้เอาอะไรไปจากโลกเลยนะ แม้แต่น้ำที่รดลงบนมือของฉันก็ยังแห้งหายไป ไม่เหลือสักหยดเดียว เห็นไหม?’
ถ้าสังเกตก็จะเห็น...วันแรกจนถึงวันเผาหรือฝัง มีมากมายที่ร้องไห้ฟูมฟาย หากนานไปความเศร้าโศกก็บรรเทา จากนั้นคนทั้งหลายก็จะลืมเลือน...
ท้ายที่สุด...ก็คือความว่างเปล่าในอนาคตกาล จากลูกถึงหลาน...เหลน...โหลน ก็ไม่มีใครรู้จัก
สิ่งที่คงทนที่สุดก็คือ ผลงานและคุณความดี แต่ท้ายสุดก็คืออนัตตา คือความไม่มีตัวตนเฉกเดียวกัน
‘ผู้พบทุกข์...เห็นทุกข์ จึงผ่านทุกข์’ ประโยคนี้คือความจริง คือสัจจะ ภูเตศวรจึงกล่าวย้ำมาหลายครั้ง เวลาที่ประสบทุกข์ ขอเพียงรู้จักตั้งสติพิจารณาด้วยอรรถ ด้วยธรรม ปัญญาจะเกิดขึ้นตรงนั้น อย่างน้อยเราก็จะได้ไม่หลงระเริงไปกับโลก ไปกับกิเลสมากนัก
...มีทุกข์...เห็นทุกข์ จึงเกิดความหน่ายทุกข์หน่ายโลก...ความหน่าย...จึงเบื่อ พอเบื่อก็อยากวาง พอวางได้ก็ว่าง...พอว่าง...ปัญญามันเกิดขึ้น เกิดตรงนี้ครับ
ภาษาทางพระเขาเรียกความเบื่อหน่ายนี้ว่า... ‘นิพพิทารมณ์’ เป็นอารมณ์แรกเริ่มสำหรับการก้าวผ่านทุกข์ แต่ต้องหน่าย ด้วยความรู้ความเห็นโดยแท้จริงนะครับ ไม่ใช่หน่ายเพราะ ไม่สามารถหาสิ่งมาบำรุงกิเลสได้จึงเบื่อ...แต่ต้องเห็นภัยแท้จริงของอนิจจัง ซึ่งเป็นความไม่เที่ยงของโลก...รู้ว่าทุกอย่างบนโลกยึดถือไม่ได้ เป็นของตั้งอยู่ชั่วคราวและดับไปเป็นธรรมดา
เมื่อรู้อย่างนั้นก็วางลง...วางที่ใจของตน วางด้วยสติ...วางด้วยสมาธิ วางด้วยความรู้จากปัญญาธรรมแท้จริง มรรคผลทั้งปวงอยู่ตรงนี้แหละครับท่าน
สำหรับท่านที่มีคำถาม... ‘จะทำอย่างไรกับการฝึก?’ คงต้องตอบอย่างนี้ครับ... ‘ลงมือทันที...ทำทุกวัน พิจารณาทุกวัน’ พิจารณาถึงความตาย เอา ‘มรณา’ เป็นสติ...เราต้องตาย...ตายแล้วเอาอะไรไปได้บ้าง ย้ำลงในจิตใจย้ำลงไปให้ตัวกิเลสมันรับรู้
รักก็ตาย...เกลียดก็ตาย โลภก็ตาย ทุกข์ก็ตาย สุขก็ตาย ตายก็ต้องเน่า เน่าแล้วใคร ๆ ก็รังเกียจ ลูกก็รังเกียจ สามีก็รังเกียจ เผลอ ๆ ภาวนาในใจเสียอีก อย่ามาให้เห็นเลย ลูกก็กลัวผัวก็กลัว
ฉะนั้นแท้จริงเราเหลือดีที่ตรงไหน?
ความจริงคือ อนิจจัง ทุกขัง กับอนัตตา โดยแท้!
พอพิจารณาไปเรื่อย ๆ พิจารณาไปทุกวัน...ความไม่ยินดียินร้ายในลาภยศ และสรรเสริญก็จะปรากฏ
จิตวางเฉยเกิดอุเบกขา ความทุกข์จะมอดไหม้ไปเรื่อย ๆ จนหมดสิ้นไปเองด้วยปัญญาที่เรียกว่าธรรมปัญญาในที่สุด
ทำเถอะครับ...ขอให้ทำ ถึงไม่ได้มากก็ต้องได้น้อยละครับ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com