
หลักฐานในพระไตรปิฎก... ‘มีมนุษย์ในจักรวาลอื่น’
ขณะที่เริ่มจรดปากกาเขียนธรรม 5 นาทีในวันนี้ คือวันที่พระยันตระได้ลาสิกขาบทตามคำสั่งพระเถรสมาคม โดยการลงพระนามของสมเด็จพระสังฆราช หลังจากที่เป็นข่าวคราวยืดเยื้อมานานหลายเดือนและทำท่าจะลุกลามกันไปใหญ่โต เพราะมีการกระทบกระแทกกันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและคัดค้านจนได้รับบาดเจ็บมาหลายครั้ง...
ที่ผู้เขียนหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมามิใช่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องผิดถูกในตัวพระอาจารย์ยันตระ หรือการตัดสินของพระเถรสมาคม แต่อยากให้ทุกอย่างจบสิ้นลงได้ด้วยดีกันทุก ๆ ฝ่าย
จบลงด้วยเมตตาธรรมต่อกัน...
เป็นธรรมดาของคดีความ ไม่ว่าทางโลกหรือทางพระ ที่จะต้องประกอบไปด้วยคู่กรณีสองฝ่าย ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะถูกหรือผิด และลงเอยอย่างไร ควรยกเอาสติขึ้นมาระงับ
ฝ่ายชนะก็อย่าได้ฮึกเหิมลำพองเหยียบย่ำซ้ำเติม
ฝ่ายแพ้ก็อย่าได้ผูกแค้น ผูกพยาบาทอาฆาตจองเวร เพราะจะทำให้จิตหมองหม่น และเป็นทุกข์มากยิ่งขึ้น...
ทุกสิ่งในโลกคือ อนิจจัง...คือความไม่เที่ยง เกิดขึ้น...ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา
เกิดกับดับ จึงเป็นของคู่กันชั่วนิรันดร์...
เมื่อเป็นเช่นนั้นภูเตศวรจึงขออนุญาตยกธรรมะของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง ผู้ละสังขารสู่นิพพานไปแล้วมาแสดงสักนิด...
‘อดีตคือธรรมเมา...อนาคตคือธรรมเมา ปัจจุบัน คือธรรมะ’
หลวงปู่แสดงให้เห็นว่า ‘อดีต’ เป็นเรื่องผ่านพ้นไปแล้ว เรื่องผ่านพ้นไปแล้วจับต้องไม่ได้ จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปยึดมั่นถือมั่นให้เป็นทุกข์
ส่วน อนาคต ก็เช่นกัน อนาคตเป็นเรื่องที่ยังมาไม่ถึง จึงไม่ควรฝังแน่นอยู่กับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงมากนัก และสิ่งที่ยังมาไม่ถึงก็ยังคว้าจับไม่ได้
ปัจจุบัน คือธรรมะ...เพราะปัจจุบันในวินาทีนั้นเป็นสิ่งที่เรากำลังประสบอยู่ เราสามารถแก้ไขทุกอย่างได้ด้วยปัจจุบันและกระทำได้ในทันที ปัจจุบันแก้ไขความผิดพลาดในอดีตได้ด้วยการทำดี ปัจจุบันทำดีเพื่อกำหนดอนาคตได้...
ปัจจุบันย่อมดีกว่าอดีต-อนาคตแน่ เพราะเราทั้งหลายล้วนต้องอยู่กับปัจจุบันเสมอ ทุกอย่างจะจบสิ้นลงด้วยดี ถ้าท่านทั้งหลายตั้งสติให้อยู่ในปัจจุบัน อยู่กับปัจจุบัน อย่างมีเมตตาธรรมต่อกัน การมีเมตตาต่อกัน ทำให้เราทั้งหลายไม่เบียดเบียน การไม่เบียดเบียนจึงทำให้เกิดสันติสุขในสังคม เกิดขึ้นในโลกนี้ได้ดังคำกล่าวที่ว่า...
‘นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ’
สุขใดเหนือความสงบไม่มี...
ถึงตรงนี้ขออนุญาตตอบจดหมายของ คุณศิริจันทร์ ดีโศกกรวด จากอำเภอปากช่อง เป็นการส่งท้าย เพราะเห็นว่ามีสาระน่าศึกษาอย่างมาก...
เรียน คุณภูเตศวร
ดิฉันในฐานะที่เป็นครูทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่ก็เชื่อในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างมาก อีกทั้งยังเชื่อด้วยการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มาโดยตลอด จึงไม่คลางแคลงใจแต่อย่างใด อยากถามคุณภูเตศวรว่า ในเอกภพที่มีกาแลกซี่มากมายเป็นล้าน ๆ ๆ กาแลกซี่ หนึ่งกาแลกซี่มีสุริยจักรวาลมากมายจนนับไม่ถ้วนนั้น ถ้าทางวิทยาศาสตร์ก็น่าจะเชื่อว่ายังมีโลกที่มีมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่อีกมาก ว่าแต่ทางพุทธศาสนานั้นไม่อาจทราบได้ คุณภูเตศวรคิดว่าไงคะ?
ตอบ เรื่องที่คุณ ศิริจันทร์ ถามมานั้น เป็นเรื่องยากที่เรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลายจะตอบได้ เพราะภูมิจิตปัญญายังไม่ถึงขั้น เรื่องเช่นนี้ควรเป็นเรื่องของ ‘พุทธวิสัย’ เป็นวิสัยแห่งผู้สำเร็จจิตเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะรู้แจ้งจริง ผู้เขียนจึงขอหยิบยกเอาเรื่องราวในพระไตรปิฎก ‘จูฬนีสูตร’ มาแสดงแทนคำตอบ
ครั้งนั้นพระอานนท์เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อนี้ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับได้รับมาต่อพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ‘อานนท์สาวกชื่ออภิภูของพระสิขีพุทธเจ้า ยืนอยู่บนพรหมโลกย่อมให้ 1,000 โลกธาตุได้ยินเสียงได้ดังนี้ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธะ ทรงสามารถตรัสให้โลกธาตุได้ยินพระสุรเสียงได้เท่าใด?’
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พระอภิภูนั้นเป็นสาวกอานนท์ พระตถาคตทั้งหลายใครจะเปรียบประมาณมิได้”
พระอานนท์ ได้กราบทูลอีกเป็นครั้งที่ 2 เหมือนครั้งแรก พระองค์ก็ตรัสตอบเหมือนอย่างครั้งแรก พระอานนท์จึงได้กราบทูลเป็นครั้งที่ 3 พระองค์จึงตรัสถามว่า เธอเคยได้ฟังหรือไม่อานนท์ เรื่องสหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ (โลกธาติชนิดเล็ก มีโลกธาตุรวม 1,000 โลกธาตุ)
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นกาละ ข้าแต่พระสุคต เป็นกาละ ซึ่งพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัส ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงจำได้
ถ้าเช่นนั้นเธอจงฟังใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว...พระอานนท์รับสนองพระพุทธพจน์แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้แสดงเรื่องโลกธาตุว่า...
“อานนท์ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์แผ่รัศมีส่องแสงสว่างไปทั่วทิศ ตลอดที่มีประมาณเท่าใด ในเนื้อที่ซึ่งมีประมาณเท่านั้น มีโลกธาตุอยู่ 1,000 โลกธาตุ ใน 1,000 โลกธาตุนั้นมีดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ภูเขาสุเมรุอย่างละพัน มีชมพูทวีปอย่างละ 1,000 มีมหาสมุทร มีมหาราชอย่างละ 4,000 มีชมพูทวีป อมรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีป ปุพเพวิเทหทวีปอย่างละ 1,000 มีสวรรค์ 6 ชั้น และพรหมโลก 1,000 นี้เรียกว่า สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ
สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ มีโลกธาตุอยู่เท่าใดเมื่อคูณด้วย 1,000 ก็เรียกว่า ทวิสหัสสีมัชฌิมาโลกธาตุ (โลกธาตุอย่างกลางมีล้านโลกธาตุ)
ทวิสหัสสีมัชฌิมกาโลกธาตุ มีโลกธาตุอยู่เท่าใดเมื่อคูณด้วย 1,000 ก็เรียกว่า ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ (โลกธาตุใหญ่มีแสนโกฏิโลกธาตุ)”
จากข้อความในพระไตรปิฎกตอนนี้หมายความว่า ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ในโลกของเรานี้ หรือที่มองเห็นอยู่นี้ แผ่รัศมีส่องแสง ทำให้สว่างไปทั่วทุกทิศโดยรอบไปไกลแค่ไหน ภายในห้วงอวกาศที่รัศมีของพระจันทร์ พระอาทิตย์ แผ่ไปถึงนี้ จะมีโลกธาตุ หรือดาวนพเคราะห์ต่าง ๆ อยู่ 1,000 และในบรรดาโลกธาตุทั้งหนึ่งพันนี้ แต่ละโลกจะมีพระอาทิตย์ พระจันทร์ มีภูเขาสุเมรุ (หิมาลัย) ชมพูทวีป ตลอดจนสวรรค์ 6 ชั้น พรหม 16 เหมือนกับโลกมนุษย์นี้ทุกอย่าง
ฉะนั้น เมื่อพิจารณาดูแล้ว ถ้าข้อความทั้งหมดเป็นพุทธพจน์จริง ก็ต้องยอมรับว่า ในโลกอื่น ในจักรวาลอื่น มีมนุษย์อาศัยอยู่เหมือนในโลกนี้
ซึ่งทั้งนี้และทั้งนั้นผู้มีภูมิรู้น้อยอย่างเรา ๆ ก็ยากที่จะระบุชัด ก็ต้องขอพึ่งวิทยาศาสตร์อันเป็นเครื่องมือพิสูจน์สัจจะ คอยตามพิสูจน์กันต่อไป ซึ่งผู้เขียนก็เชื่อว่าวันหนึ่งทั้งปวงก็จะกระจ่างขึ้นแน่...
เพราะวันนี้โลกทางวิทยาศาสตร์เจริญไปอย่างรวดเร็ว จนถึงกับส่งยานอวกาศออกนอกโลกได้แล้ว...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com