
มีปัญญา-อย่าขาดสติ
หัวข้อของธรรมะ 5 นาทีในวันนี้ เราจะคุยกันเรื่องการมีสติ...เรื่องของเรื่องมาจากเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ไปร่วมทำบุญเลี้ยงพระที่บ้านคุณพรพิรุณ ซึ่งเธอเป็นนักร้อง นักดนตรี และนักแต่งเพลงชื่อดังซึ่งเคยเป็นสมาชิกวงสุนทราภรณ์มาแต่อดีต...
ในวันนั้น ผู้เขียนกับคุณทมยันตีได้มีโอกาสกราบ หลวงพ่อ พระครูสิริปุณญาทร หรือที่พวกเราศิษย์ใกล้ชิดทั้งหลายเรียกท่านว่า ‘หลวงพ่อหมื่นอุดม’ อีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้พบท่านมานานเป็นปี...
หลวงพ่อหมื่นฯ ที่ผู้เขียนและคุณทมยันตีถือเป็นครูบาอาจารย์ทางธรรมท่านหนึ่งนั้น ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดตูม จังหวัดอยุธยา ที่มีองค์พระประธานในโบสถ์ ชื่อหลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ยิ่ง...
กล่าวคือ หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยอยุธยา สร้างด้วยโลหะสำริด หากถูกใช้ปูนโบกปิดพรางองค์ท่านเอาไว้แต่ในอดีตโดยไม่มีใครรู้ (เข้าใจว่าเพื่อป้องกันการถูกทำลายจากพม่าเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง) ดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมา จึงไม่มีผู้ใดทราบว่าหลวงพ่อทองสุขฯ ทรงมีพระเศียรกลวง และในพระเศียรจะมีน้ำซึมออกมาจนเต็มพระเศียร น่ามหัศจรรย์ตรงที่เมื่อน้ำเต็มเปี่ยมแล้ว จะไม่มีการล้นออกมาข้างนอก ถ้าตักออกก็จะซึมออกมาจนเต็มเหมือนเดิม...
พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์มาปรากฏชัดขึ้น เมื่อมีชายวิกลจริตคนหนึ่งที่ชอบมานอนหน้าโบสถ์ ปีนขึ้นไปเปิดพระเศียรหลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ เอาน้ำมนต์ในช่องพระเศียรมาดื่มและล้างหน้า ซึ่งทันใดนั้นเขาพลันหายจากอาการวิกลจริตโดยสิ้นเชิง เมื่อหายแล้ว ตัวชายผู้นั้นจึงเป็นผู้นำข่าวไปบอกให้ทุกคนรู้ในภายหลัง...
ฉะนั้น จึงเป็นที่รู้กันว่า น้ำพระพุทธมนต์ที่ผุดขึ้นในพระเศียรของหลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ เป็นน้ำมนต์ที่สามารถรักษาโรคาพยาธิร้ายให้หายได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังสามารถเห็นมาแล้วว่าแม้แต่คนเป็นโรคมะเร็งบางรายที่แพทย์ไม่รับรอง กลับหายได้ด้วยการอธิษฐานน้ำมนต์จากหลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์มามากต่อมาก...
ทั้งหมดที่เขียนมา ก็เพื่อบอกกล่าวให้ท่านผู้อ่านทราบ และเมื่อมีโอกาสเดินทางผ่านไป จะได้แวะลงนมัสการหลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ เพื่อจะได้สิริมงคลแก่ตนกลับไป...
วัดตูม จังหวัดอยุธยา อยู่ระหว่างกิโลเมตรที่หก เส้นทางสายอยุธยาไปทางอำเภอป่าโมก ครับผม และบัดนี้หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยอยุธยานั้นหลวงพ่อพระครูสิริปุณญาทรได้ชะลอขึ้นไปประดิษฐานบนศาลาอเนกประสงค์ เพื่อให้สาธุชนได้มีโอกาสนมัสการกราบไหว้กันได้ถ้วนหน้า...
กลับมาเข้าเรื่องกันต่อนะครับ หลังจากหลวงพ่อหมื่นอุดม ได้ฉันภัตตาหารเสร็จ และรับสังฆทานจากเจ้าภาพในงานแล้ว ท่านหันมาที่คุณทมยันตี พร้อมกับเอ่ยคำปนยิ้ม...
“ตั้งใจเล่านิทานให้โยมพี่ทมยันตีฟังสักเรื่องนานแล้ว แต่ไม่มีโอกาส วันนี้จะถือโอกาสเล่าละ...”
“นิทานอะไรคะ?” คุณทมของเราพาซื่อย้อนถาม
“เรื่องของคนมีปัญญาแต่ขาดสติ...” หลวงพ่อพูดเบา ๆ ขณะที่คุณทมยันตีทำหน้ากระอักกระอ่วน หากทุกคนลอบซ่อนยิ้ม โดยเฉพาะภูเตศวรถึงกับหัวเราะออกมา เพราะรู้ว่ารายการสั่งสอนกำลังบังเกิด ระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ผู้เป็นนักเขียนใหญ่...
ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะในหมู่ญาติสนิทมิตรสหายของคุณนายทมของเราต่างล้วนทราบดีว่า สิ่งหนึ่งที่คุณนายทมหรือป้าอี๊ดยังแก้ไม่หายก็คือ ‘ความเจ้าอารมณ์’ เรียกว่าทุกอย่างดีหมด รู้หมดแต่ระงับความโกรธไม่เคยได้
เมื่ออาจารย์จะเล่านิทานให้ฟัง ลูกศิษย์หรือจะกล้าไม่สำรวมจิตน้อมรับสาระนั้น นิทานของหลวงพ่อทั้งหมดมีดังนี้ครับ...
“มีโยมผู้หญิงคนหนึ่ง อายุมากแล้ว เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่ามีศรัทธาปสาทะต่อพระศาสนามาก ทุกเช้าจะลุกขึ้นใส่บาตรพระเป็นประจำไม่เคยขาด ตั้งแต่เป็นสาวจนเป็นคุณยาย อยู่มาวันหนึ่ง คุณยายเกิดปัญญาธรรม อยากให้หลานสาวอายุเจ็ดแปดขวบได้ทำบุญใส่บาตร เพื่อเป็นการเพาะบ่มนิสัยเอาไว้เป็นปัจจัยในภายหน้า คุณยายก็เลยสั่งหลาน...” ผู้เล่าเว้นจังหวะด้วยรอยยิ้มละมุน ในขณะที่เหล่าลูกศิษย์ตั้งอกตั้งใจฟังอย่างเงียบกริบ
“เช้านี้หนูใส่บาตรแทนยายด้วยนะลูก...” ประโยคของหลวงพ่อหมายถึงคำพูดของยายบอกกับหลานตัวเล็ก
และเมื่อเตรียมของใส่บาตรเสร็จ คุณยายก็เดินเข้าบ้านปล่อยให้หลานสาวยืนรอพระ และเมื่อพระสงฆ์ชักแถวมาถึงหน้าบ้านเจ้าตัวเล็กก็ตะโกนถามคุณยายที่กำลังทำงานในบ้านขึ้นว่า...
“คุณยายขา ใส่บาตรยังไงคะ ?”
คุณยายผู้มีศรัทธาปสาทะมาโดยตลอด ก็ตะโกนตอบออกมาว่า “ก็ใส่ตั้งแต่หัวเลยสิลูก...” ความหมายคือให้ใส่ตั้งแต่ ‘หัวแถว’ ไปจนถึงท้ายแถว
มาถึงพระเองก็นึกเอ็นดูเด็ก เห็นว่าตัวยังน้อยนิดท่าจะใส่บาตรไม่ถึง ท่านก็เลยย่อตัวลงให้หนูน้อยใส่บาตร แต่หนูน้อยแทนที่จะตักข้าวร้อน ๆ ลงบาตร กลับตักข้าววางแหมะลงบนศีรษะของพระ
ท่านผู้อ่านลองนึกภาพเอาก็แล้วกันครับว่า สภาพของพระสงฆ์จะเป็นยังไง? คงไม่ต้องอธิบายให้มากความ
ฝ่ายคุณยายพอได้ยินหลานสาวตะโกนถาม ก็วางงานที่ทำลง เดินออกมาแอบมองหลานสาวหวังชื่นชมผลงานที่ตนตั้งใจฝึกเจ้าตัวน้อยของตัวเอง และทันทีที่เห็น คุณยายแทบจะลมใส่ เพราะเจ้าหนูเล่นโปะข้าวร้อน ๆ ลงศีรษะพระสงฆ์ที่เรียงแถวจนจะหมดแถวอยู่แล้ว...
คุณยายนึกอะไรไม่ออก อารามตกใจกลัวพระจะร้อน มือคว้าไม้กวาดได้ ก็วิ่งลงมาจากบ้าน พร้อมกับกวาดข้าวบนศีรษะพระสงฆ์ที่มาบิณฑบาตออกเป็นการใหญ่
หลวงพ่อหมื่นฯ เอ่ยถามคุณนายทมของเราเบา ๆ ในที่สุดว่า “โยมพี่ว่าหลานกับยายใครบาปกว่ากัน?”
คุณนายทมยันตีไม่ได้ตอบหรอกครับ ได้แต่ยิ้มลูกเดียว ขณะที่ลูกศิษย์อื่น ๆ หัวเราะกันเกรียว ผู้เขียนเลยขอยกคำถามนี้ให้ท่านผู้อ่านนำไปคิดหาคำตอบเอาเองก็แล้วกัน...
ท้ายสุด หลวงพ่อหมื่นอุดมท่านสรุปไว้อย่างนี้ครับ...
“ยายเป็นผู้มีปัญญาธรรม เจตนาดีต้องการปลูกฝังนิสัยงาม ๆ ให้กับหลาน แต่เป็นการมีปัญญาที่ขาดสติ รู้ว่าหลานยังเด็กเกินประสา และตัวเองก็ไม่คิดอธิบายหรือสอนให้หลานเข้าใจเรื่องราวนั้นเสียก่อน...”
เท่ากับเป็นการบอกให้รู้ว่า ‘การมีปัญญาเพียงประการเดียวนั้นยังไม่พอ แต่ต้องมีสติอีกด้วยจึงจะสมบูรณ์’
ดังนั้น ก่อนจะทำอะไรควรคิดอ่านให้รอบคอบ อย่าผลีผลามผลุบผลับ บุญจะไม่คุ้มกับบาป อย่างที่หลวงพ่อเล่านิทานให้ฟังข้างต้น...
ท้ายที่สุดในงานทำบุญเลี้ยงพระวันนั้น คุณทมยันตีได้ปรารภกับท่านว่า...
“ดิฉันเบื่อหน่ายกับเรื่องราวทั้งหลายเต็มทน อยู่ ๆ ก็มีหนังสือพิมพ์เขียนด่าเสีย ๆ หาย ๆ ...”
หลวงพ่อหมื่นฯ ท่านยิ้ม ๆ ก่อนให้ธรรมโอวาทน่าขบคิด เป็นการเตือนสติอย่างนี้ครับ...
“มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงพ่อทำสมาธิ และปัญญามันเกิดรู้ขึ้นมา ปัญญามันบอกอย่างนี้จำไว้นะโยมพี่ ดอกไม้ที่ยิ่งขยี้ยิ่งเหม็นคือ ดอกอุตพิต ดอกไม้ที่สวยแต่ไม่หอมเลยคือดอกสำโรง แต่มีพันธุ์ไม้บางอย่างยิ่งขยี้ ยิ่งทุบ ยิ่งหอม อย่างเช่นผักชี”
หลวงพ่อพระครูสิริปุณญาทร จากไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนสมฐานะอริยสงฆ์สาวกบุตรแห่งตถาคต จากไปพร้อมกับประโยคที่ดังอยู่ในจิตลูกศิษย์ลูกหาทุกคนในงานบุญวันนั้นด้วยประโยคเบาและช้าชัด...
“ถ้าเราเป็นผักชี จะกลัวอะไรในการถูกทุบทุกขยี้ล่ะโยมพี่?”
ครับ ธรรมะทรงคุณค่า ไม่จำเป็นต้องกล่าวอย่างพิสดาร ธรรมล้ำค่าไม่ต้องใช้ปาฏิหาริย์ใด ๆ ประกอบให้ยุ่งยาก...
ธรรมะสูงส่งล้ำค่าเท่าใด วัดได้จากหัวใจผู้ฟังว่า ‘อิ่มเอมเปรมปรีดิ์’ หรือไม่ ? นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงหรือเปล่ามากกว่า
‘จริงไหมครับ?’
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com