
ธรรมปฏิบัติที่แสนง่าย ทำเมื่อไหร่ที่ไหนก็ได้
ในยุคปัจจุบันที่มนุษย์ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนกับภาวะร้อยรัดทั้งปวง
และการแข่งขันทำมาหาเลี้ยงชีพนั้น เรามักจะได้ยินคนกล่าวอ้างว่า... ‘ไม่มีเวลาปฏิบัติ’ อยู่เสมอ
ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงขอยกเอา ‘การปฏิบัติกรรมฐาน หมวดอนุสติ 10’ ที่อยู่ในพระกรรมฐานทั้ง 40 กองที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเอาไว้มาแสดง ณ ที่นี้ เผื่อว่าท่านทั้งหลายที่ยังนึกว่าการปฏิบัติธรรม ‘ต้อง’ มีเวลาว่างเยอะ ๆ เท่านั้นจึงจะทำได้ อาจมีโอกาสได้อ่านพบและทำความเข้าใจใหม่
‘อนุสติ’ คือการนึก หรือรำลึกถึงบุคคลและธรรม หรือความจริง อันจะก่อให้เกิดความเลื่อมใส ความซาบซึ้งเหตุผลความสงบใจอันใดอันหนึ่ง เป็นอุบายวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ให้สาธุชนทั่วไป ทั้งในเพศบรรพชิต ทั้งคฤหัสถ์ ก็ปฏิบัติสะดวก แม้จะมีภารกิจในการครองชีพหรือธุรกิจของหมู่คณะพระพุทธศาสนาล้นมือก็อาจปฏิบัติได้ เพราะเป็นอารมณ์ที่หาได้ง่าย สะดวกสบาย ทำได้ในแทบทุกแห่งหน ทั้งในบ้าน ในป่าทั้งในที่ชุมชน
และที่ดูเหมือนจะมีเพียงข้อสุดท้ายคือข้อ ‘อานาปานสติ’ ข้อเดียวที่จำเป็นต้องทำในที่สงัดเงียบ ทว่าถ้าหากผู้ใดสามารถฝึกมาได้ระดับหนึ่งแล้วในข้ออานาปานสติ ก็สามารถทำได้ในทุกสถานที่เช่นกัน
อนุสติมี 10 ประการ คือ...
1. พุทธานุสติ คือการนึกถึงพระพุทธเจ้า ซึ่งถือเป็นบุคคลผู้หนึ่งซึ่งเป็นมหาอัจฉริยมนุษย์ เป็นผู้มีคุณธรรมสูงสุดน่าอัศจรรย์ น่าเคารพบูชา เป็นพระบรมศาสดาผู้ชี้ทางสว่างแห่งความพ้นทุกข์แก่เวไนยนิกร เป็นผู้ส่องโลกให้สว่าง ให้น้อมนึกด้วยความเลื่อมใสไปในพุทธคุณต่าง ๆ ตามที่ได้สดับมา โดยเฉพาะบทพุทธคุณทั้ง 9 บท มีอรหัง เป็นต้น บทใดบทหนึ่ง หรือทั้งหมด
2. ธัมมานุสติ นึกถึงพระธรรม คือสภาวะที่จริงแท้อันพระบรมศาสดาค้นพบแล้วนำมาบัญญัติสั่งสอน เป็นภาวะละเอียดประณีต ดำรงความจริงของตนยั่งยืนไม่เปลี่ยนแปลง เป็นสภาวะที่เที่ยงธรรมไม่เข้าใครออกใคร ใครปฏิบัติผิดธรรมก็ได้รับโทษเป็นทุกข์ ใครปฏิบัติถูกธรรมก็ได้รับอานิสงส์เป็นสุข และเป็นเช่นนั้นมาทุกกาลสมัย ไม่มีใครลบล้างเปลี่ยนแปลงความจริงอันนี้ได้
โดยเฉพาะพึงนึกไปตามบทพระธรรมคุณ อันเป็นที่ขึ้นใจมี สวากขาโต...ภควตา ธมฺโม เป็นต้น บทใดบทหนึ่งหรือทั้งหมด
3. สังฆานุสติ นึกถึงพระสงฆ์ คือหมู่ชนหมู่หนึ่งซึ่งเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามแบบแผนสิกขาชีพของสมณะที่พระบรมศาสดาทรงบัญญัติไว้เป็นอย่างดี ถึงความเป็นสักขีพยานของพระบรมศาสดาจารย์ ในธรรมที่บัญญัติไว้ คือเป็นผู้ปฏิบัติตามได้ และประจักษ์ผลสมจริงตามบัญญัติไว้ มีอยู่ 4 จำพวก คือพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ เป็นบุคคลที่น่ากราบไหว้เคารพสักการบูชา และเป็นเนื้อนาบุญของชาวโลก ฯลฯ โดยเฉพาะพึงนึกถึงไปตามคุณบทของพระสงฆ์ 9 บท มี สุปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ เป็นต้น บทใดบทหนึ่งหรือทั้งหมดก็ได้
4. สีลานุสติ นึกถึงศีล คือคุณชาติอันหนึ่งซึ่งมีลักษณะทำใจให้เป็นปกติ ให้เย็น ให้ไม่เดือดร้อน และควบคุมความประพฤติทางกายทางวาจา ให้ปราศจากโทษ แผ่ความสงบสุขความร่มเย็น ไปยังผู้อื่นไปยังสัตว์อื่น ๆ ทั่วไป แล้วนึกถึงศีลของตนที่ได้ปฏิบัติรักษาอยู่นั้นว่าเราปฏิบัติรักษาได้ดีเพียงใด
5. จาคานุสติ นึกถึงทานบริจาค คือคุณชาติอันหนึ่งซึ่งมีลักษณะทำให้ใจกว้างขวาง ให้เกิดความเมตตากรุณา ให้กล้าสละของรักของหวงแหนเพื่อประโยชน์ เป็นคุณชาติที่ค้ำชูโลกให้ดำรงอยู่ในสันติภาพ-สันติสุข โลกดำรงความเป็นโลกที่มีสุขพอสมควร ด้วยอำนาจแห่งความเสียสละของบุคคลแต่ละบุคคลพอสมควร หากโลกขาดทานบริจาคค้ำจุน โลกจะถึงความปั่นป่วนล่มจม ชีวิตแต่ละชีวิตที่เป็นมาได้ก็ด้วยอำนาจแห่งทานบริจาคของบิดามารดาหรือผู้อุปถัมภ์ ไม่มีชีวิตใดที่ปราศจากการอุปถัมภ์อุ้มชูของผู้มีเมตตาแล้วดำรงอยู่ได้ แล้วพึงนึกถึงทานบริจาคของตนว่าตนได้สำนึกในคุณทานบริจาคและได้ให้ทานบริจาคมาแล้วอย่างไรบ้าง
6. เทวตานุสติ นึกถึงเทวดาหรือบุคคลผู้ทำความดีด้วย กาย วาจา...ใจ แล้วอุบัติขึ้นในสวรรค์ ถึงความเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ เลิศกว่า ประณีตกว่ากามคุณอันเป็นของมนุษย์ แล้วนึกถึงคุณธรรมที่อำนวยผลให้เกิดในสวรรค์ มีศรัทธาความเชื่อในผลกรรม ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น แล้วนึกถึงเปรียบเทียบตนกับเทวดาว่ามีคุณธรรมเหมือนกันหรือไม่ โดยเฉพาะการมีหิริโอตัปปะคือการละอาย...เกรงกลัวต่อบาป
7. อุปสมานุสติ นึกถึงพระนิพพาน คือธรรมชาติอันสงบประณีตอันหนึ่ง ซึ่งเมื่อเข้าถึงแล้วย่อมหมดทุกข์ หมดโศก หมดโรค หมดภัย มีใจปลอดโปร่งเย็นสบาย หมดความวุ่นวายกระเสือกกระสนทุรนทุราย ตัดกระแสแห่งวัฏฏะได้ขาดสะบั้น ไม่ต้องหมุนไป ในคติกำเนิดเกิดตายอีกเลย ธรรมชาติดังกล่าวนั้น พระบรมศาสดาทรงค้นพบด้วยตัวพระองค์เอง แล้วนำมาบัญญัติเปิดเผยให้ปรากฏขึ้น และบอกแนวทางปฏิบัติไว้เป็นอย่างดี เพื่อให้เข้าถึงธรรมชาตินั้น ธรรมชาตินั้นเป็น ‘อมตะ’ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโลกที่มีลักษณะที่เรียกว่า ‘ตาย’ คือความแตกขาดทำลาย มีความเปลี่ยนแปลงในสิ้นสุด
8. มรณานุสติ นึกถึงความตาย คือภาวะที่แท้จริงอันหนึ่งซึ่งเมื่อมาสู่ชีวิตแล้ว ทำให้ชีวิตขาดสะบั้นลง มรณะนี้มีอำนาจใหญ่สุดไม่มีมนุษย์ใดเอาชนะได้ แม้แต่พระพุทธองค์ได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดปราชญ์สามารถบรรลุธรรมอันไม่ตาย ก็ยังต้องทอดทิ้งพระสรีรกายไว้ในโลกให้เป็นภาระแห่งพุทธบริษัทจัดการถวายพระเพลิง มีพระบรมธาตุเป็นสักขีพยานอยู่ในปัจจุบันนี้
ความตายจักมาเยือนมนุษย์ได้ในทุกวินาที มาโดยไม่รู้ตัว จึงไม่ควรวางหรือทอดธุระในชีวิต กิจใดควรทำก็จงทำเสีย ให้นึกถึงความตายแล้วเตือนสติตนให้ตื่นตัว หากเพียรชำระล้างจิตใจให้สะดวกปราศจากกิเลสก่อนตาย ดังนี้จึงจะสำเร็จประโยชน์ของกรรมฐานบทนี้ และที่สำคัญ ไม่มีใครเอาอะไรจากโลกนี้ไปได้นอกจากบาปบุญคุณโทษ
9. กายคตานุสติ นึกถึงสิ่งอันเป็นกายของตนได้แก่ อาการสามสิบสอง ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ม้าม หัวใจ พังผืด ไต เลือด เหงื่อ ฯลฯ นึกถึงสิ่งเหล่านี้แต่ละส่วนหรือส่วนเดียว พิจารณาโดย สีสัณฐาน กลิ่น รส ให้ชัดเจนแล้วพิจารณาลงไปให้เห็นความจริงที่ว่าของที่เรายึดครองอยู่นี้เป็นของ ‘อสุจิณโณ’ คือไม่สะอาด และเราเอาอุปทานยึดถือเป็นของตนทั้ง ๆ ที่เป็นเพียงธาตุมาประชุมกันเท่านั้น และท้ายสุดก็ต้องทิ้งเอาไว้ในโลก
10. อานาปานสติ นึกถึงลมหายใจเข้าออก คือสภาพปรุงแต่งกายให้ดำรงอยู่ต่อไป เมื่อใดสภาพนี้หยุดชะงักไปไม่ทำการต่อ เมื่อนั้นชีวิตก็ขาดไปในลักษณะที่เรียกว่า ‘ตาย’ วิญญาณธาตุอันอาศัยอยู่ในร่างกายก็ออกจากร่างไป นี้ว่าโดยนัยสามัญ
วิธีปฏิบัติในกรรมฐานบทนี้ควรนั่งในท่าที่เรียกว่า ‘บัลลังก์’ ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น กำหนดลมหายใจเข้าออกอันเป็นปกตินั้นให้รู้เท่าทัน ทั้งเวลาลมเข้าเวลาลมออก แล้วกำหนดลมเข้าออกสั้นยาวให้รู้ทัน ต่อจากนั้นให้กำหนดที่ที่ลมสัมผัส คือต้นลมสัมผัสที่ปลายจมูก กลางลมสัมผัสที่ทรวงอก ปลายลมสัมผัสที่ตรงสะดือ เวลาลมออกก็ทวนกลับในตำแหน่งเดิมดังกล่าว คือทวนลำดับออกไป
ในระยะแรก ๆ สติจะปรากฏประหนึ่งว่าแล่นไปตามอาการของลมเข้าลมออก แต่เมื่อทำไปนาน ๆ ในระยะต่อ ๆ ไปสติจะใหญ่โตขึ้นครอบคลุมร่างกายทั้งหมดไว้ และลมหายใจก็จะละเอียดขึ้นตามลำดับ จนปรากฏว่าไม่มีในที่สุด จะเห็นว่าลมปรุงกายอยู่ทั่วตัวทุกส่วน แม้กระทั่งปลายเส้นขน เมื่อมาถึงขั้นนี้จึงได้ชื่อว่าได้ผลในการเจริญอานาปานสติกรรมฐานขั้นต้นแล้ว
อานาปานสติกรรมฐานนี้สามารถตัดกระแสวิตกได้ดี เหมาะสำหรับคนวิตกจริต พวกชอบคิดชอบนึก เป็นกรรมฐานสุขุมประณีต เหมาะสำหรับมหาบุรุษ และพระบรมศาสดาทรงบำเพ็ญกรรมฐานข้อนี้มาก โดยเฉพาะเวลาทรงพักผ่อนที่เรียก ‘ปฏิสัลลีนวิหาร’ ก็ทรงอยู่ด้วยอานาปานสติเสมอ ทรงแสดงอานิสงส์ของกรรมฐานบทนี้ไว้มากมาย กายก็ไม่ลำบาก จักษุก็ไม่ลำบาก จิตก็พ้นจากอาสวะ ละความคิดเกี่ยวกับเสียงที่ได้ยินที่เคยชินได้ ได้ฌานสมาบัติโดยไม่ยาก ตั้งแต่ฌานที่หนึ่งถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ กำหนดรู้เวทนาได้ดี ได้บรรลุอรหัตตผล หรืออนาคามีในปัจจุบัน ฯลฯ
ครับ...ในหมวดอนุสติทั้งสิบ ยกเว้นอานาปานสติที่ค่อนข้างจะต้องอาศัยเวลาและบริเวณที่เงียบสงัดจึงจะได้ผลมาก นอกจากนั้น เราสามารถย้อนนึกพิจารณาได้เกือบทุกระยะเวลา แม้จะเป็นเพียง 5 นาที 10 นาทีที่มี
‘ทำน้อยแต่บ่อยครั้ง’ ทำอยู่เป็นประจำก็เห็นผลเหมือนกัน
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com