
‘มหาจักรวาลเป็นอย่างไร...จุลจักรวาลเป็นอย่างนั้น จุลจักรวาลเป็นอย่างไร ร่างกายของเราเป็นอย่างนั้น !’
เน้นคำกล่าว ใน ‘คัมภีร์อุปนิษัท’ เป็นข้อเปรียบเทียบถึงความซับซ้อน...ลึกล้ำ ดำมืดของมหาจักรวาล หรือที่เรียกอีกนามว่า ‘อนันตจักรวาล’ นั้น มิได้แผกไปจากจุลจักรวาล อันถือเป็นหน่วยย่อยของมหาจักรวาล... อย่างเช่นร่างกายของมนุษย์เราเอง
ความซับซ้อนของเหล่าเทหวัตถุดวงดารา ณ ฟากฟ้า ฤๅ...ต่างจากเซลล์แต่ละเซลล์ มายึดโยงเกาะกันในร่างกายมนุษย์...
เมื่อถึงตรงนี้อยากให้ท่านผู้อ่านลองหลับตาลงมองฝ่าความมืดดำแห่งอายตนะ ออกไปสู่มหาจักรวาลอันไกลโพ้นเสียก่อน...พร้อมตั้งคำถามให้กับตัวเอง
‘อะไรทำให้ดาวแต่ละดวง หมุนวนอยู่อย่างนั้น โดยไม่มีวันหยุด...อะไรทำให้ดาวเหล่านั้นดึงดูดกันอยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ โดยไม่กระจัดกระจายกันออกไป?’
ก็เช่นกับร่างกายของคนเรา...อะไรทำให้เซลล์ต่าง ๆ ในตัวเราเกาะกันขึ้นเป็นรูปร่าง...อะไรต่อมิอะไรในร่างกายของเราเกิดขึ้นได้อย่างไร และอะไรทำให้เซลล์ทุกเซลล์ไม่กระจายกันออกไป...
ท่านผู้อ่านจะได้คำตอบแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่ผู้เขียนขอยกข้อความอันน่าพิศวงใน ‘คัมภีร์...อุปนิษัท’ ซึ่งถือเป็นคัมภีร์เก่าแก่ที่สุดก่อนคัมภีร์ใดในลัทธิฮินดูอีกสักนิด...ท่านผู้ทรงภูมิความรู้ในโบราณกาลบันทึกไว้อย่างนี้ครับ...
ปรมาณู เป็นเช่นไร จักรวาลก็เป็นเช่นนั้น
จุลจักรวาล เป็นเช่นไร มหาจักรวาลเป็นเช่นนั้น
ร่างกายมนุษย์ เป็นเช่นไร ร่างกายจักรวาลเป็นเช่นนั้น
จิตมนุษย์ เป็นเช่นไร จิตจักรวาลเป็นเช่นนั้น...
ข้อความสำคัญตรงนี้แหละที่เป็นข้อยืนยันได้ว่า มนุษย์ได้พบปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในจักรวาลมาช้านานว่า สิ่งต่าง ๆ โดยรอบตัวจนไกลออกไปสู่สุดขอบรอบจักรวาลอันกว้างขวางหาที่ประมาณมิได้นั้น...มีอิทธิพล มีผลต่อตนเองทั้งทางตรงและทางอ้อม จนกล่าวได้ว่า ... ‘เรา’ และ ‘จักรวาล’ สามารถแทนค่ากันได้เสมอกัน...
การถือว่าจักรวาลมีคุณค่าโดยตรงต่อกาย และจิตวิญญาณของตัวเอง ตรงนี้แหละ มนุษย์จึงมีความพยายามที่จะทำความเข้าใจต่อความมหัศจรรย์ของดวงดาวบนท้องฟ้า จนทำให้เกิดทฤษฎีต่าง ๆ ขึ้น เพื่อค้นหาความเข้าใจของจักรวาล...
ด้วยเหตุผลนี้ นับจากโบราณกาลมา จึงได้เกิดความเชื่อต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะด้านโหราศาสตร์ หรือพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อบวงสรวงสิ่งที่ตนมองไม่เห็น อันเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ซึ่งความเชื่อนั้นจะผิดหรือถูกไม่สำคัญ แต่เป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามของมนุษย์ ที่จะพยายามทำความเข้าใจจักรวาลมาโดยตลอด
เราไม่อาจปฏิเสธว่าความพยายามดังกล่าวเป็นความพยายามอันทรงค่าที่สามารถทำให้ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม พิธีกรรมให้เกิดขึ้น ความโหยหาอันจะทำให้โลกเจริญมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งด้านศิลปะและวิทยาการ ยกตัวอย่างง่ายที่เห็นชัดข้อเดียว เช่น...
‘ปราสาทนครวัด-นครธม’ ที่ผู้ยิ่งยงสมัยนั้นสร้างขึ้น โดยสืบสานความคิดความเชื่อมาจาก ‘ระบบจักรวาล’ ในลัทธิ ‘เทวศาสตร์’
มิเพียงเท่านั้น คนและจักรวาลที่เป็นหนึ่งเดียวกัน จากเหตุผลที่คนต้องอาศัยจักรวาลเป็นกรอบโครง นำธาตุสี่จากจักรวาลมาเป็นร่างกาย ตั้งแต่จักรวาลยังเป็นอนุภาคอยู่ และเมื่อตายลงก็คืนธาตุเหล่านั้นให้จักรวาลเป็นวัฏฏะ ความร่วมมือของมนุษย์และจักรวาลทำให้เกิดการเรียนรู้ยาวนาน ทั้งศิลปะ วิทยาการ วิทยาศาสตร์ จนกระทั่งพระศาสนาเป็นการพัฒนาทั้งสองสิ่งคือ ‘รูปธรรม นามธรรม’
เพื่อค้นหาสัจจะความจริงของจักรวาลกายและจักรวาลจิต
ซึ่งผู้เขียน (ภูเตศวร) เชื่อว่าในวันหนึ่งข้างหน้า... ‘สัจจะ’ ดังกล่าวจะบังเกิดขึ้นได้ ด้วยความร่วมมือของวิทยาศาสตร์กับศาสนาอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์ที่ถือเป็นเครื่องมือชั้นเยี่ยม ในการพิสูจน์ความอยากรู้ทั้งปวง ให้กับมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพมาโดยตลอดนั้น สามารถเป็นส่วนช่วยให้มนุษย์เข้าใจจักรวาลได้มากขึ้น สามารถทำความเชื่อในการพิสูจน์ว่า พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงดำรัสไว้แก่ชาวโลกเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อนนั้น ยังหาข้อโต้แย้งมิได้...
แต่วิทยาศาสตร์ก็ยากที่จะก้าวเข้าพิสูจน์พระธรรมในพระศาสนาได้ทั้งหมด...ดังคำกล่าวของพระอริยเจ้า ณ แดนที่ราบสูง อย่างหลวงปู่เทสก์ เทสรังสีที่ว่า
“แก่นพุทธศาสนาแท้ไม่ใช่อยู่ที่วัตถุ หากแต่อยู่ที่ตัวผู้ประพฤติ ตั้งใจปฏิบัติตามสัจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อพ้นจากทุกข์ทั้งปวง...ไม่ควรที่จะนำตัวของตนไปฝังไว้กองอิฐกองปูนโดยแท้...”
คำกล่าวนี้ของหลวงปู่ก็มิต่างจากคำตอบที่เป็นความจริงซ้อนลึกลงในความจริงอีกระดับหนึ่ง...วิทยาศาสตร์อาจเป็นเครื่องมือพิสูจน์สัจจะได้...แต่ก็เป็นบางอย่างเท่านั้น วิทยาศาสตร์ยากที่จะพามนุษย์เข้าถึง แก่นแท้ของวิญญาณได้...
มิต่างกับเรื่องแห่งคัมภีร์อุปนิษัท อันเป็นคัมภีร์เก่าแก่ของฮินดู...ที่กล่าวถึงมหาจักรวาล-จุลจักรวาลได้ถูกต้อง
แต่ความรู้นั้น...ทำให้ไปได้เพียงระดับเดียวเท่านั้น
ดังครั้งหนึ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงกระหายที่จะเรียนรู้สรรพสิ่ง กฎเกณฑ์ความเป็นไปของจักรวาล การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติจาก ‘เกิด แก่...เจ็บ ตาย’ ที่มหาจักรวาลมอบให้ทุกรูปทุกนาม
ท้ายที่สุดเหล่าดาบสทั้งหลายก็จนด้วยปัญญาที่จะสั่งสอน ทว่าด้วยพระบารมีอันมีมากมหาศาล ทำให้พระองค์ทรงปลีกพระวรกายออกค้นหา ‘สัจธรรม’ ด้วยพระองค์เองอีกครั้งจนสำเร็จตรัสรู้...
พระองค์ค้นพบความจริงที่ยิ่งใหญ่แห่งโลกธาตุทั้งปวงอย่างแท้จริง หากแต่พระองค์มิเคยสั่งสอนให้มนุษย์ค้นหาสรรพสิ่งภายนอก นอกจากอบรมสั่งสอนให้มุ่งมั่นค้นหาความซับซ้อนในจิตตนมากกว่า! ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงถือว่า...
ไม่ว่ามนุษย์และจักรวาลจะมีความเกี่ยวพันกันในรูปแบบใดก็ตาม กลไกของจักรวาลย่อมเป็นไปตามนั้นของมัน (ตถตา) หากจิตของมนุษย์สามารถ ‘กำหนด’ ได้ด้วย ศีล...สมาธิ...ปัญญา...
จักรวาลแห่งจิตจะซับซ้อนลึกล้ำดำมืดพอ ๆ กับมหาจักรวาลอย่างไร ก็สามารถค้นลงได้ด้วย ‘สติ’ แห่งตน
นั่นคือคำตอบที่ว่า...ไฉนครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน จึงสอนให้เราเฝ้าดู...และรักษาจิตตนให้มาก มากกว่าไปมองสิ่งภายนอก
เพราะโลกธาตุทั้งหลายดับได้ที่ ‘ใจ’ ตนเท่านั้น!
มนุษย์จึงทรงอิทธิพล ‘ดับ’ จักรวาลได้ที่ใจ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com