
‘ปัจจัตตัง’ ทำเองรู้เอง
วันที่เขียนต้นฉบับ อยู่ในช่วงย่างเข้าสู่การส่งท้ายปีเก่า หากในวันที่ท่านได้อ่านคอลัมน์ธรรมะ 5 นาทีนี้คงก้าวผ่านปีใหม่มาหลายวันแล้ว แต่เชื่อว่าคงไม่สายเกินไปสำหรับการส่งความสุขอวยพรให้กับท่านผู้อ่านนะครับ
ขอให้มีความสุขความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม ปราศจากทุกข์โศกโรคภัยทั้งปวงนะครับ
คราวนี้คงมาถึงเรื่องที่กำหนดหัวข้อไว้เสียที เกี่ยวกับการภาวนา หรือการปฏิบัติสมาธินั้น หลายต่อหลายครั้งแล้วที่ผู้เขียนเคยกล่าวไว้...การภาวนาของเราทำเพื่อการ ‘พ้นทุกข์’ มากกว่าการทำเพื่อให้ได้สิ่งอื่นใด
ฉะนั้น...นักปฏิบัติหรือนักภาวนาต้องไม่กลัวทุกข์ พร้อมพบทุกข์ เพื่อผ่านทุกข์
ครูบาอาจารย์ในสายพระกรรมฐานหลาย ๆ ท่านบอกกับภูเตศวรเสมอ ถ้าไม่ผ่านทุกข์ ยากนักจะพบความสุขสงบในการเพ่งเพียรภาวนา การปฏิบัติธรรมจะอย่างไร ก็ต้องเดินผ่านเวทนาทั้งหลายให้ได้ เพราะเวทนาคือด่านแรกแห่งการก้าวสู่มรรคผล เวทนาคือตัวเพาะบ่มกำลังของจิตให้แข็งแรง ความแข็งแรงของจิตและใจจะทำให้ผ่านทุกข์...และทุกข์ทั้งหลายจะเป็นตัวปัญญาให้รู้เท่าทันกิเลส
เพราะจิตวิญญาณของพวกเราทั้งหลายถูกกิเลสครอบงำมานานนักหนา กิเลสทำให้เราเสาะหาความสะดวกสบายใส่ตนจนกลายเป็นความเห็นแก่ตัว หากต่อให้เห็นแก่ตัวเท่าใด หาสิ่งบำรุงบำเรอแก่ตนปานใด เราก็มิอาจก้าวล่วงพ้นความทุกข์ได้ในที่สุด
การล่วงทุกข์ทำได้ด้วยการฝึกอบรมจิตของตนให้กล้าแข็ง มีกำลัง กล้าฝ่าฟันทุกข์จนพ้นทุกข์
นี่คือเหตุผลที่หลวงปู่เสน ปัญญาธโร ท่านให้ภูเตศวรนั่งมองเวทนาในยามนั่งภาวนา
นั่งแล้วเจ็บหัวเข่า ปวดหัวเข่า...เอาจิตจดจ้องไปที่ตรงนั้น...ฝ่าทุกข์ฝ่าเวทนาตรงนั้นไปให้ได้
หลายครั้งกับการพ่ายแพ้ เพราะทนทุกข์ทนเวทนาของกายไม่ได้ แต่ในที่สุดกับการเฝ้าเพียรพยายามหลายครั้งและหลายครา พลันสามารถผ่านพ้นไปได้
การผ่านจุดนั้นไปได้ จึงกลายเป็นคำตอบที่ชัดเจน เกิดกับตนดับด้วยตน...รู้ด้วยตนตรงนั้น
นี่คือความน่าอัศจรรย์ของสมาธิ...จนมองเห็นกำลังความสว่างของจิต...เห็นพละกำลังความกล้าหาญของใจที่เรียกว่าจิตมีกำลัง ห่างจากจิตหลอกจิตหลงที่ครอบคลุมหัวใจตนมาช้านานอย่างไร
จากจุดตรงนั้น...ผู้เขียนได้คำตอบชัดเจนยิ่ง ธรรมะยากจะรู้สึกรู้ซึ้งจากการพูดการฟัง หากธรรมะจะสว่างโรจน์ ธรรมะจะล้ำลึกสู่จิตใจตนได้ ต้องพบต้องเห็นด้วยตน รู้ด้วยใจตนเท่านั้น
นี่จึงตรงกับคำว่า ‘ปัจจัตตัง’ ที่แปลความว่ารู้ได้ด้วยตนเอง จากการปฏิบัติเอง
เหมือนคนเล่นกีฬา...เล่นทุกวันจึงรู้ว่ากีฬาให้ความแข็งแรงแก่ร่างกายอย่างไรนั่นเอง
คนฝึกจิต...ได้จิตจึงจะรู้ว่า ความเข้มแข็งของจิต ปราศจากความพรั่นพรึงต่อทุกข์ ไม่หวาดหวั่นต่อเวทนาและความตายเป็นอย่างไร
ถึงตรงนี้อยากบอกท่านทั้งหลายว่า...เมื่อเกิดมาแล้ว ใครหรือเราก็มิอาจพ้นความทุกข์ ความป่วยไข้ ความชราภาพ และความตายไปได้ ทุกคนต้องพบต้องเผชิญหน้ากับชาติ ชรา มรณะ เสมอกัน แต่ถ้าใครเคยฝึกฝน...เคยปฏิบัติธรรมมาอย่างกล้าแข็ง เปี่ยมล้มด้วยสติ จากสติสู่มหาสติได้
...ทุกข์จากความเกิดความแก่ความตาย ยากจะหนักแก่ใจดุจหินผา ทั้งอาจเบาดุจปุยนุ่นก็ว่าได้!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com