
คาถาเมตตา
มีหลายท่านสอบถามกันมาว่า...ถ้าจะขอตั้งหัวข้อคำถามขึ้นมาบ้าง ภูเตศวรจะยินดีวิสัชนาให้ไหม?
ยินดีเลยครับ...!
เพราะความจริงแล้ว หัวข้อเกี่ยวกับธรรมะที่ผู้เขียนมีความตั้งใจตั้งแต่ต้นก็คือ จะหยิบยกปัญหาที่ค่อนข้างใกล้ชิดกับชีวิตประจำวัน มาเขียนให้มากที่สุด ฉะนั้น! ข้อขัดข้องใด ๆ ของท่านผู้อ่านก็น่าจะเกิดขึ้นจากการประสบพบเห็นมาในชีวิตประจำวันจริง ๆ
ส่งมาเลยครับสำหรับข้อ ‘ปุจฉา’ แต่ต้องขอออกตัวตรงนี้ว่า ภูเตศวรก็มิใช่ผู้รู้เสียทั้งหมด หากขอรับรองว่าถ้าตอบไม่ได้ก็จะกราบเรียนท่านผู้รู้ อันมีพระสงฆเจ้าที่ผู้เขียนเคารพกราบไหว้ หยิบยกคำตอบของท่านมาบอกเล่าให้ฟัง
เอาล่ะครับ...เรามาเข้าหัวข้อเรื่องที่จั่วไว้เลยดีกว่า คุณทมยันตีเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ในสมัยที่คุณยายของเธอยังมีชีวิต จะสอนให้เธอท่องประโยค...
นะ...เมตตา
โม...กรุณา
พุท...ปราณี
ธา....ยินดี
ยะ...เอ็นดู
ในขณะที่ล้างหน้าตอนตื่นนอนทุกเช้า
คุณทมยันตีเคยถามว่าที่ท่องคืออะไรคะยาย? ซึ่งคุณยายของเธอจะตอบสั้น ๆ ว่า...
“คาถาเมตตาไงลูก ท่องทุกวันทำให้คนรักคนชอบ ไม่เกลียดเรา...”
ดังนั้น คุณนายทมก็เลยท่องพระคาถานั้นมาโดยตลอด พอผมได้ยินเธอเล่าให้ฟังก็หัวเราะ รายนั้นก็เลยถาม...
“หัวเราะอะไร?”
ผมก็เลยตอบตามที่ผมรู้ว่า... “ป้าถูกวางอุปทาน”
“อุปทานยังไง?” เธอถามผมเบา ๆ แต่ภูเตศวรรู้ ขืนตอบไม่ได้เหตุ ได้ผลมีหวังถูกว้ากเพ้ยแน่ ๆ จึงรวบรวมสติและปัญญาเท่าหางอึ่งอรรถาธิบายให้ฟัง...ถึงตอนนี้คุณท่านทั้งหลายอ่านคำตอบเอาเองนะครับ...
ความจริงพระคาถาต่าง ๆ ที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ ส่วนใหญ่จะนำมาจากตัวอักษรในภาษาบาลีที่หมายถึงพระพุทธ...พระธรรม พระสงฆ์ อันเป็นพระรัตนตรัย หรือพระนามของพระพุทธเจ้า ยกตัวอย่างเช่น...
มะ อะ อุ... ที่มาจาก พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
ทุ สะ นิ มะ... มาจาก ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
นะ โม พุท ธา ยะ... มาจากพระนามของพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ คือ...สมเด็จพระกกุสันโธพระพุทธเจ้า, สมเด็จพระโกนาคมโนพุทธเจ้า, สมเด็จพระกัสสโปพุทธเจ้า, สมเด็จพระศรีศากยมุนีโคตโม และ พระศรีอริยเมตไตรย
ฉะนั้น...หัวใจพระถาคาดังที่กล่าวมาคือ การนำเอาคำมงคลนามมาเป็นหลัก แล้วต่อท้ายด้วยประโยคที่บอกความหมายตามเจตนาของผู้นำไปใช้เพื่อให้เกิดมงคลตามที่ต้องการ
สิ่งที่ผู้เขียนบอกว่า เป็นการ ‘วางอุปทาน’ นั้น ก็คือเมื่อเราบริกรรมพระคาถาอยู่เป็นนิจ จิตของเราก็คล้อยตาม เมื่อจิตคล้อยตาม จึงบังเกิดผลตามมา ส่วนดีของพระคาถาจึงอยู่ตรงนี้
อยู่ที่...ใช้สอนจิตให้เป็นไปตามคำบริกรรม...คำบริกรรมทำให้จิตแน่วแน่ จิตแน่วแน่จึงเกิดพลังเพื่อนำไปใช้ตามต้องการ...
อยากจะยกพระคาถาง่าย ๆ มาประกอบเช่น คาถาคงกระพัน ที่เคยได้ยินอยู่บ่อย...คำบริกรรมมีดังนี้
พุทโธ...คงหนัง
ธรรมัง...คงเนื้อ
สังฆัง...คงกระดูก
โอม...มหาพันผูก ตรีเพชร คง...คง...
เห็นไหมครับ จะอย่างไรก็ทิ้งพระรัตนตรัยไม่ได้ หรือจะเอาอีกสักคาถาก็ยังไหว
นะ...หลุด โม...ถอน พุท...คลอน
ธา...เคลื่อน ยะ...เลือน ...เลือนด้วย
นะโมพุทธายะ ที่กล่าวมาคือพระคาถาถอดถอนคุณไสย หรือถูกกระทำย่ำยี จะเห็นได้ว่าพระคาถาที่ว่าก็ใช้พระเจ้าห้าพระองค์ เหมือนพระคาถาเมตตา ของคุณทมยันตีทุกประการ หากแต่คำต่อท้ายมีความหมายต่างกัน
มาถึงตรงนี้ หลายท่านอาจจะถามว่า แล้วคาถาเหล่านี้ใช้ได้ผลไหม? ภูเตศวรคงจะตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า...
“ได้ผลหรือไม่ อยู่ที่คนใช้!”
ท่านผู้อ่าน อย่าเพิ่งขมวดคิ้วครับ...ผมยกตัวอย่างให้ฟัง อย่างนี้ครับ...เหมือนอย่างเรามีมีดเอาไว้ป้องกันตัวหนึ่งเล่ม เวลาใช้ไม่ได้อยู่ที่มีดนั้นดีหรือไม่ดี แต่ต้องดูที่ฝีมือของคนใช้ด้วยจริงไหมครับ
ดังนั้น...พระคาถาในบทเดียวกัน คนสิบคนเอาไปใช้อย่างได้ผลต่างกัน เหตุเพราะสภาวะจิตของมนุษย์ย่อมแตกต่างกันเป็นธรรมดา ใครจิตนิ่งกว่าก็ได้ผลมากกว่า
อย่างเช่นให้คนที่มีพื้นนิสัยโอบอ้อมอารีพร่ำบ่นคาถาเมตตา ย่อมได้ผลเร็วกว่าให้คนมีนิสัยเห็นแก่ตัวนำไปใช้แน่
มาถึงตรงนี้ หลายท่านคงจะถึงบางอ้อกันบ้างแล้วว่าพระคาถาต่าง ๆ ใช้เป็นอุบาย ในการสำรวมจิต ผลของจิตทำให้เกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติขึ้น
หากมีคำถามถึงผู้เขียนว่า...ปัจจุบันใช้คาถาอะไร... ภูเตศวรขอตอบอย่างไม่ปิดบังอำพราง...แม้แต่นิดเดียว...ว่าคาถาประจำตัวคือ...
...พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ
ส่วนคาถาเมตตามหานิยม นั้น...ผมใช้เข้าสมาธิแล้วเจริญเมตตา ให้สรรพสัตว์ผู้ตกทุกข์ด้วยกันทั้งหมด เมื่อกระแสเมตตาอันเป็นกระแสเย็น ออกจากตัวเรา สู่ผู้อื่น เราก็จะได้รับกระแสนั้นเฉกเดียวกันครับ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com