การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

กรรมเก่า กรรมใหม่ by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#107]

กรรมเก่า...กรรมใหม่

 

 

          มีสตรีท่านหนึ่งโทรศัพท์มาถึงผู้เขียน... เธอรำพึงรำพันถึงความทุกข์ใจให้ฟังมากมายก่ายกอง

        เริ่มตั้งแต่มีความลำบากยากแค้นในชีวิตนับตั้งแต่ลืมตาดูโลก จวบจนเริ่มเติบโตเป็นเด็กสาวเธอก็ถูกพ่อเลี้ยงข่มขืน มิหนำซ้ำพอแต่งงานก็ถูกสามีเอารัดเอาเปรียบ จนต้องขอเลิกรา...ทว่าฝ่ายชายก็มิยินยอมแถมยังข่มขู่สารพัดสารพัน สมบัติที่เพียรสร้างมาด้วยความลำบากถูกพร่าผลาญจนแทบหมดเนื้อสิ้นตัว

       สิ่งที่สตรีผู้นั้นอยากจะรู้และถามผู้เขียนมาก็คือ...

        “เมื่อไหร่จะหมดกรรมเสียที...?”

         ภูเตศวรก็ได้แต่ตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า ‘ไม่ทราบ’ เพราะมิได้มีอภิญญาที่จะหยั่งรู้อนาคตใคร

               สิ่งเดียวที่จะทำได้ก็คือการปลอบอกปลอบใจ ด้วยการใช้ธรรมะแห่งพระพุทธองค์เข้าช่วย...

           ป่วยไข้ทางกายต้องหาหมอหานายแพทย์รักษา แต่ถ้าป่วยจากใจเพราะ ‘ทุกข์’ นั้น ‘ธรรมโอสถ’ เท่านั้นจะเยียวยาได้

              มีคำถามบางประโยคของสตรีผู้นั้นน่าสนใจยิ่ง...จนผู้เขียน จำต้องหยิบยกเอามาเล่าสู่กันฟัง เธอกล่าวอย่างท้อแท้กับชีวิตว่า...

                 “ศาสนาพุทธบอกว่าทำดีได้ดี...แต่ทำไมตัวดิฉันไม่เป็นอย่างนั้น ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยก่อเวรก่อกรรมอะไรมากมาย มิหนำซ้ำยังพยายามทำบุญกุศลมาตลอด แต่สิ่งที่ได้รับคือความทุกข์จนอยากฆ่าตัวตาย”

             ประโยคเช่นนี้มิใช่จะมีเธอเท่านั้นกล่าว แต่มากมายแห่งมนุษย์ที่คิดอย่างนั้น ผู้เขียนจึงต้องขออนุญาตลองขายขี้เท่อตัวเองอีกสักหน

                    กรรมะ...มาจากการกระทำ ฉะนั้นไม่ว่าเราจะทำดีหรือทำชั่วก็อยู่ในข่ายของกรรมทั้งนั้น หากแยกเป็นกรรมดีและกรรมชั่ว...

               กรรมดี...กรรมชั่ว เปรียบเสมือน ‘เงา’ ที่คอยส่งผลต่อชีวิตมนุษย์ทุกคนที่ได้กระทำมาเสมอเมื่อมีโอกาส สุดแท้แต่กรรมข้อใดจะตามมาทันก่อน

               หากเราเป็นคนในศาสนาพุทธ เราต้องเชื่อในอดีตชาติและอนาคตชาตินั้นมีจริง

               ฉะนั้นกับคำถามที่ว่า ‘ชาตินี้ไม่เคยก่อกรรมอะไร แต่ทำไมจึงได้รับแต่ทุกข์ รับแต่กรรมนั้น’ ภูเตศวรจำต้องถามย้อนคืนไปบ้างว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าในอดีตชาติ เราไม่เคยก่อกรรมเอาไว้

                 กรรมที่ติดตามภวังคจิต หรือจิตวิญญาณเดิมเรามาจากอดีตชาตินั้นเรียกว่า...’บุพพกรรม’

            กรรมตัวนี้จะเป็นตัวกำหนดให้เรามีเชื้อชาติเผ่าพันธุ์สูงต่ำดำขาวเป็นลูกใคร ตั้งแต่เริ่มต้นปฏิสนธิในครรภ์มารดาแล้ว และจะเป็นตัวกำหนดวิถีทางชีวิตในภายภาคหน้าไปเรื่อยจนกว่าจะหมด แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อเราเกิดมาแล้วก็ต้องมีปัจจุบันกรรม ตัวปัจจุบันกรรมก็จะมีหนักเบาแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของมัน

                 กรรมบางอย่างส่งผลโดยเฉียบพลัน กรรมบางอย่างต้องรอเวลา คุณผู้อ่านลองคิดดู ในแต่ละวันเราได้กระทำเรื่องราวมากมายหลายหลาก แล้วแต่ละเดือนแต่ละปี แต่ละชาติภพ เราทำกรรมต่าง ๆ มากมายเพียงใด

ฉะนั้น ผลกรรมที่ส่งผลต่อชีวิตที่ต้องดำเนินไปเรื่อย ๆ นั้น จะซับซ้อนเพียงใด ซับซ้อนเสียจนพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า ถ้าจะให้พูดถึงกรรมะที่คอยตามหนุนส่งและขัดขวางสัตว์โลกนั้นเป็นเรื่อง ‘อจินไตย’ คือยากที่จะกล่าวถึงอย่างแจ่มแจ้ง

                  อนันตริยกรรม เป็นกรรมหมวดแรกที่พระพุทธองค์ ทรงกำหนดไว้ เป็นหมวดแรกที่ถือว่าเป็นกรรมหนักที่สุด หนักถึงกับห้ามมรรคผลนิพพาน แม้จะสำเร็จฌานสมาบัติขั้นใด ๆ ก็ตาม ต้องไปชดใช้กรรมในอเวจีนรกเสียก่อน จึงสามารถสำเร็จ มรรคผลได้ในชาติต่อ ๆ ไป

              ผลของการกระทำที่ก่อให้เกิดอนันตริยกรรมก็คือ

          1. ทำร้ายพระพุทธเจ้าเพียงทรงห้อพระโลหิต

          2. ฆ่าพระอรหันต์

          3. ฆ่าบิดามารดา

          4. ทำสังฆเภท (ทำให้สงฆ์แตกแยก)

              กรรมของมนุษย์แบ่งแยกออกไปอีกหลายจำพวก จากอนันตริยกรรม อธิกรรม ละเรื่อยไปจนถึง กัตตากรรม ที่ถือว่าเป็นกรรมเบาที่สุด กัตตากรรมเป็นกรรมที่แทบจะไม่ส่งผลอะไร นอกจากไม่มีกรรมอื่น ๆ มาส่งผลแล้ว กัตตากรรมจึงทำหน้าที่ ส่วนใหญ่กรรมในหมวดนี้มักจะเกิดจากการ ‘ไม่เจตนาที่จะกระทำกรรมนั้น’

                  มาถึงตรงนี้ ผู้เขียนอยากจะขอสรุปง่าย ๆ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาว่า ความเป็นไปในชีวิตมนุษย์ถูกกำหนดโดย...กรรม ที่มาจากการกระทำในอดีตชาติ อาจจะเป็นชาติที่แล้วหรือหลายร้อยหลายพันชาติมาแล้วก็ได้ รวมทั้งปัจจุบันกรรมที่กำลังกระทำอยู่ อาจส่งผลได้เลยในชาตินี้หรือคอยส่งผลในชาติหน้าก็ได้

            ก่อนจะล่ำลากันในวันนี้ อยากจะฝากข้อเตือนใจท่านผู้อ่านสักนิดว่า

ในชีวิตประจำวันของเรา ยากนักจะหลบเลี่ยงการก่อกรรมที่เกิดจากการกระทำของตนได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถเลี่ยงได้ก็คือการไม่ทำอนันตริยกรรม

เพราะกรรมส่วนนี้ไม่มีสิ่งใดชะลอได้ ต้องรับผลกรรมนั้นโดยทันทีที่เราสิ้นใจ

            ส่วนกรรมอื่น ๆ นั้นเราสามารถชะลอ หรือติดเทอร์โบวิ่งหนีมันได้ด้วยการหมั่นทำกุศลกรรม อันประกอบด้วย

            ศีล...สมาธิ...

           สมาธิ...ที่ก้าวเข้าสู่องค์ฌานได้นั้น

           กรรมเล็ก...กรรมน้อยตามไม่ทันหรอกครับ


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com