ทำไมพุทธศาสนาสอนแต่...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ทำไมพุทธศาสนาสอนแต่เรื่องทุกข์ by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#424]

ทำไมพุทธศาสนา

 

สอนแต่เรื่องทุกข์

 

         เคยมีคนถามภูเตศวร... ‘ทำไมศาสนาพุทธ จึงสอนแต่เรื่องทุกข์?”

         คำถามสั้น...แต่ทำให้ผู้เขียนอึ้งไปนานพอควร เหตุผลคือต้องลำดับความคิดก่อนตอบ

         ประเด็นแรกที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ...พุทธศาสนาจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีพระบรมศาสดาถือกำเนิดขึ้นบนโลก

         อะไรทำให้เจ้าชายสิทธัตถะละทิ้งสิริราชสมบัติออกผนวช เพื่อแสวงหาความหลุดพ้น ก็เพราะทรงเห็นความไม่เที่ยงแท้ของมนุษย์ ความไม่เที่ยงทำให้เกิดทุกข์ ความไม่เที่ยงแท้ที่ปรากฏต่อสายพระเนตร คือความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตายนั่นเอง

         ความจริงภาพแห่งความเกิดแก่เจ็บตาย เราท่านทั้งหลายในปัจจุบันล้วนพบเห็นไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งก็ไม่แผกไปกว่ายุคก่อนพุทธกาลที่มนุษย์โลกล้วนต้องเคยพบเห็นสัจจะเหล่านี้

         หากแต่สิ่งที่คนทั่วไปเห็น ย่อมต่างกับพระมหาโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีมาอย่างยาวนาน เพื่อการตรัสรู้ และประกาศศาสนานำพาส่ำสัตว์จำนวนมากมายมหาศาลให้ก้าวข้ามวัฏสงสารสู่แดนนิพพาน

         เพราะเห็นทุกข์...อันมาจากความเกิดความแก่ ความเจ็บความตาย ทำให้พระมหาโพธิสัตว์ทรงปรารถนาหนทางไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย คือจุดเริ่มต้นที่พระองค์ทรงละวางความสุขทางโลกอันไม่จีรังยั่งยืนสู่เพศบรรพชิต

         หลังดั้นด้นค้นหาหนทางแห่งความหลุดพ้นอยู่อย่างยาวนาน ทั้งทรมานกายอย่างแรงกล้า หลาย ๆ วิธีจนจาระไนไม่หวาดไหว ท้ายสุดทรงสามารถตรัสรู้โดยชอบภายใต้ควงต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ ตำบลพุทธคยา ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6

         สิ่งแรกที่พระบรมศาสดาทรงค้นพบเป็น ‘สัจจะ’ คือ ‘ความจริง’ ที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือ ‘อริยสัจ 4’ ความจริงอันยิ่งยวด 4 ประการ ประกอบด้วยทุกข์ อันมาจากความแปรปรวน ความไม่เที่ยงเป็นอนิจจัง ทำให้เกิดโทมนัส ปริเวทนาทั้งกายและใจ สมุทัย เหตุหรือต้นตอของความทุกข์ทั้งหลาย นิโรธ คือการดับทุกข์ จนมาถึงมรรค คือเส้นทางหรือวิธีการดับทุกข์ อันมีองค์ 8 ประการ

         เรื่องของมรรค 8 ขออนุญาตไม่เขียนโดยละเอียด เพราะจะกลายเป็นความเยิ่นเย้อ และขอพูดถึง ‘แก่น’ ไปเลยทีเดียว ดังเคยย้ำมาแล้วหลายครั้งหลายครา ว่า พุทธศาสนาสอนเรื่องปัญญา และปัญญาเท่านั้นจะทำให้เราพบเห็นหนทางแห่งการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง

พูดถึงเรื่องความทุกข์ ทำให้นึกขึ้นได้ หลายวันก่อน เพื่อนสนิทคนหนึ่งส่งหนังสือเล่มเล็ก ๆ ความหนาแค่ร้อยกว่าหน้าให้ผู้เขียน พร้อมเอ่ยคำสั้น ๆ

         “ลองอ่านดูสิ...เขียนดีจริง ๆ”

เราพลิกดูหน้าปก ชื่อหนังสือ ‘รวยด้วยการให้’ เขียนโดยวิธูร คลองมีคุณ ซึ่งปัจจุบันท่านมีตำแหน่งถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา

          ต้องยอมรับว่าถึงตอนนี้เพิ่งอ่านไปได้สองสามบท ทว่าแค่บทแรกเราต้องแอบอมยิ้มและเอ่ยชมในใจ ท่านเขียนเรียบง่ายทว่าเหมือนท่านนั่งอยู่ในหัวใจมนุษย์ ในบทที่ 1 ท่านวิธูร พูดถึงความกลัวอันเป็นพื้นฐานของมนุษย์อยู่ 6 ประการ ความกลัวที่มนุษย์โดยทั่วไปต้องทนทุกข์ทรมานจากการผสานความร่วมมือของพวกมันตามโอกาส

                      1. กลัวความยากจน นักเขียนท่านนี้บรรยายภาพได้แจ่มชัด...ทั้งด้านจิตใจอันเป็นสภาวะลบและบวก สามารถให้ความสำเร็จและล้มเหลวได้ หากบทสรุปในที่สุด ความกลัวจนคือความกลัวที่มีผลทางทำลายล้างมากที่สุด... เพราะไม่มีสิ่งใดก่อให้เกิดความทุกข์และรู้สึกต่ำต้อยได้เท่ากับความยากจนอีกแล้ว

                      2. กลัวคำวิพากษ์วิจารณ์ (ติฉินนินทา) เพราะผู้คนจะรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่งเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ เก็บกดและทุกข์โศกเมื่อถูกตำหนิ

                      3. กลัวความพลัดพราก (สูญเสียคนรัก) การพลัดพรากหรือแม้การสูญเสียคนรัก เป็นความกลัวที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดที่สุด สามารถสร้างความวุ่นวายให้กับร่างกายและจิตใจมากกว่าความกลัวใด ๆ อย่างน้อยเราก็เห็นคนฆ่าตัวตายเพราะเรื่องนี้มาแล้ว

                      4. กลัวความเจ็บไข้ได้ป่วย (เป็นโรคร้าย) ความกลัวชนิดนี้เกี่ยวข้องกับร่างกายเป็นการสืบทอดทางมรดกอันเป็นสัจจะที่เชื่อมโยงไปถึงความแก่และความกลัวตาย เพราะมันชักนำบุคคลเข้าใกล้เขตแดนแห่งโลกที่น่าขนลุกพองสยองเกล้าที่ไม่เคยมีใครกลับมาเล่าให้ฟัง

                      5. กลัวพรากจากความเป็นหนุ่มสาว (กลัวแก่) เพราะความแก่คือการสูญเสียสมรรถภาพ สูญเสียความสนุกสนานในโลกอันมาจากความเสื่อมถอยของร่างกาย

                      6. กลัวจากโลกนี้ (กลัวตาย) ประการนี้ผู้เขียนอธิบายแจ่มชัดว่าเป็นความกลัวพื้นฐานที่อำมหิตที่สุด เพราะเราไม่อาจคาดคำนวณหรือคาดหมายได้เลยว่าเราจะเจออะไรหลังความตาย โดยยกตัวอย่างที่วิลเลี่ยม เชคสเปียร์ กล่าวไว้ใน ‘แฮมเล็ต’ ว่า “มันเป็นประเทศที่ยังไม่เปิดเผย เพราะนักเดินทางที่ผ่านเขตแดนเข้าไป ยังไม่เคยมีใครย้อนกลับมา”

                       ท่านวิธูร คลองมีคุณ สามารถนำวิทยาศาสตร์มาอธิบายและแนะนำการปลดปล่อยตัวเองออกจากความกลัวทั้ง 6 ประการอย่างน่าคิด

                       “เราจำต้องควบคุมจิตใจของเราให้มีแรงพลังด้วยการหล่อเลี้ยงมันด้วยแรงบันดาลใจ อันเป็นสิทธิพิเศษของเรา เราจึงเป็นผู้กำหนดโชคชะตาแห่งตนบนโลกนี้ได้อย่างแน่นอน”

                     บทสรุปของท่านวิธูร เป็นเรื่องการควบคุมจิตใจ ซึ่งตรงกับมรรค 8 ในข้อสัมมาสติ กับสัมมาสมาธิ คือการระลึกรู้กับการตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในธรรมารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เข้ามากระทบจิตใจ

                     แม้ว่าผู้เขียนจะแตกหัวข้อเป็นความกลัว หากแท้จริงความกลัวนั้นก็คือความทุกข์ของมนุษย์โดยชัดแจ้ง โดยเฉพาะกลัวเจ็บ กลัวแก่ และกลัวตาย เป็นเรื่องของพุทธศาสนาโดยตรง เป็นสัจจะที่มนุษย์ทุกรูปนามต้องน้อมรับโดยดุษฎี ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับการกลัวคำวิพากษ์วิจารณ์อันอาจทำให้ตนสูญเสียเกียรติ เข้าข่ายเป็นการเสียคนรัก ก็คือการพลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งหลายนั่นเอง

                        รวมความทุกประการคือ ทุกข์พื้นฐานของสรรพสัตว์บนโลกแห่งนี้

                  เพราะประการดังกล่าวพระบรมศาสดาจึงทรงบัญญัติศีล...ให้เหล่าเวไนยสัตว์ประพฤติตนเพื่อความสงบสันติของสังคม บัญญัติสมาธิคือวิธีการสร้างความมั่นคงแห่งจิต สร้างอำนาจแห่งใจไว้เผชิญกับความทุกข์ ท้ายสุดคือการสร้างปัญญา อันเป็นภาวนาปัญญาเอาไว้ ‘ผ่าน’ ความทุกข์ไปสู่แดนพ้นทุกข์ตลอดกาลนาน คือพระนิพพานอันสูงสุดในคติแห่งบวรพุทธศาสนา

                  ขอย้ำอีกครั้งตรงนี้ พระธรรม 84,000 พระธรรมขันธ์ของพระบรมศาสดาจะกล่าวโดยพิสดารอย่างไร รวมลงแล้วเหลือเพียงมรรคอันมีองค์ 8 ประการ 8 ย่อแล้วเหลือไตรสิกขา 3 คือ ศีล สมาธิ และปัญญา อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ไตรสิกขา 3 รวมลงที่ ‘ใจ’ ดวงเดียว

                   ฝึก...ใจที่มีสติระลึกรู้โดยชอบ

                   ฝึกใจให้มีสมาธิไม่หวั่นไหวในธรรมารมณ์ใด ๆ ที่เข้ามากระทบ

                   นั่นแหละคือ ‘แก่น’ ของพุทธศาสนา!

                   ใครฝึกจิตและใจให้ระลึกรู้โดยชอบโดยสร้างสติจนเป็นมหาสติ ใครฝึกจิตใจให้ไม่หวั่นไหวต่อกิเลสตัณหาได้เหมือนใบบอนที่น้ำมิอาจซึมผ่าน พระนิพพานอยู่ตรงนั้นแหละครับ!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com