
ไตรสรณคมน์กันผีได้
ในช่วงกลางพรรษา ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปถือศีลปฏิบัติธรรมที่วัดป่าชนะสงคราม 10 วัน ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ได้รับความเมตตาจากหลวงปู่พรม พรหมโชโต อย่างหาที่เปรียบมิได้
ไม่เพียงแนะนำวิธีปฏิบัติธรรมให้ได้ผลเร็วเท่านั้น ทว่าหลวงปู่ยังเมตตาเล่าประสบการณ์ในการปฏิบัติของท่านให้ฟังอย่างสนุกสนานแทรกความรู้และปัญญาธรรมชนิดที่ไม่เคยได้รับจากครูบาอาจารย์องค์ใดมาก่อน
เพราะประการดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนตั้งใจว่า...ก่อนวันออกพรรษาจะขึ้นไปกราบนมัสการหลวงปู่และอาศัยสถานที่ปฏิบัติธรรมอีกครา หากวันนี้ที่ถึงวันออกพรรษาแล้ว ความตั้งใจนั้นกลับไม่สัมฤทธิผล เหตุเพราะปีนี้ร่างกายสังขารทรุดโทรมหนัก หลายโรครุมเร้าอย่างไม่ปรานี นอกจากโรคกระเพาะอาหารกับอาการโรคนิ่วในไตจะรบกวนหนัก วันนี้ขณะที่นั่งเขียนต้นฉบับนี้ ไข้หวัดใหญ่กำลังเล่นงานจนงอมพระรามอยู่
โดยปกติคนเรามีกายกับจิตอาศัยกัน ถ้าร่างกายปกติดีแข็งแรง จิตใจก็ผ่องใส แต่ถ้าวันไหนกายเกิดเจ็บป่วยไม่สบาย จิตใจก็จะขุ่นมัว หงุดหงิดง่ายอารมณ์เสีย และแน่นอน ถ้าจิตใจแปรปรวน วิตกกังวล ก็สามารถทำให้ร่างกายอ่อนเปลี้ยระบบในร่างกายอาจปรวนแปรไปตามอาการของจิตได้เช่นกัน
ฉะนั้นในหลักแห่งธรรมะของพุทธศาสนา ท่านจึงสอนวิชาการแก้ด้วยประโยคแสนสั้น คือ ‘รู้จักการปล่อยวาง’ หลายท่านอาจหัวเราะขัน เพราะพูดง่ายหากทำยากในความคิดอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ไม่ผ่านการฝึกหรือฝึกมาน้อย แต่ในความเป็นจริงอันเป็นสัจจะ เราทุกคนล้วนรู้แน่แก่ใจ
เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นมรดกของสัตว์โลกที่มิอาจหลีกลี้หนีความจริงไปได้ และทุกรูปนามต้องรับหน้าที่นี้ทั้งสิ้น!
ในบทสวด อะภิณหะปัจจเวกขะณะ ก็บอกเราเอาไว้ชัดเจน...
ชราธัมโมมหิ ชะรัง อะนะตีโต...เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้
พยาธิธัมโมมหิ พยาธิง อะนะตีโต...เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้
มะระณะธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต...เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้ ฯลฯ
บทสวดนี้เป็นการบอกสัจจะความจริงแห่งชีวิตเพื่อพวกเราจะได้ไม่ใช้ชีวิตอยู่อย่างประมาท คือมากอบมาโกยเพื่อจะต้องมา ‘กอง’ เอาไว้ เพราะไม่มีใครเอาอะไรไปจากโลกได้หลังความตาย ถ้าเราพิจารณาได้ พิจารณาอยู่บ่อย ๆ จิตจะเข้าใจว่าทรัพย์จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อรู้จักใช้อำนวยความสะดวกแก่ชีวิตตนและผู้อื่น อย่างที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตรัสไว้ว่า...
‘จงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท’
อย่าให้ถึงเวลาจวบจนลมหายใจกำลังจะหมด รู้ว่าอีกไม่กี่วันตัวเองต้องตายด้วยโรคร้าย ค่อยตะกายหาที่ทำบุญ ทำแบบนี้บุญที่ทำก็ส่งผลกับจิตวิญญาณน้อยนัก เพราะไม่ได้ทำด้วยศรัทธา ด้วยจิตเปี่ยมกุศล หากทำเพราะรู้ว่าแบกไปไม่ได้แล้ว หรือไม่ก็ทำเพราะหวังปาฏิหาริย์อาศัยบุญช่วยหายป่วยหายตาย เป็นการทำกุศลเจือกิเลสนั่นเอง แต่สำหรับคนที่ทำความดีทำบุญมาโดยตลอดจะทำใจได้ง่าย
ในช่วงหนึ่งของการสนทนากับหลวงปู่พรม ท่านปรารภถึงหลวงปู่เฉลียว ปัญญาธโร อาจารย์อีกองค์ของผู้เขียนที่อยู่สำนักสงฆ์ภูขี้กะโตดว่า หลวงปู่เฉลียวเป็นพระอริยสงฆ์ที่เก็บงำภูมิธรรมได้อย่างมิดชิด ไม่เคยโอ้อวดหรือแสดงอาการให้ใครรู้ว่าท่านเป็นพระสุปฏิปันโนอย่างไร
ผู้เขียนต้องยอมรับกับหลวงปู่พรม เพราะในปี 2540 ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสบวชเรียนตอบแทนคุณมารดา และได้ไปพักปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่เฉลียวบนภูเขาสำนักสงฆ์ภูขี้กะโตด ได้เห็นฤทธิ์ทางใจของปู่เฉลียวมาหลายครา และบนภูขี้กะโตดนั้น ผู้เขียนได้ค้นพบความจริงในชีวิตเกี่ยวกับคำว่า ‘เข้าถึงไตรสรณคมน์’ เป็นเยี่ยงไร การเข้าถึงไตรสรณคมน์มิได้แค่กล่าว ‘พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ เท่านั้น...’ หากหมายถึงการเข้าถึงโดยจิตใจ รู้คุณของพระรัตนตรัย สิ้นสงสัยในพระรัตนตรัยโดยสิ้น
และเพราะวันนั้น...วันที่ประจักษ์แจ้งแก่ใจตนจนถึงวันนี้ ภูเตศวรจึงทำงานถวายพระพุทธศาสนาอย่างที่ท่านทั้งหลายรู้เห็นมานาน และจะทำไปตลอดชีวิตจะหาไม่
ถึงตรงนี้ หลวงปู่พรมท่านกล่าวรับรองอย่างหนักแน่น การถึงไตรสรณคมน์ได้แล้วเท่านั้นจิตใจถึงจะไม่คลอนแคลนในศรัทธา ไม่สงสัยในพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้า จิตตัวนี้แม้ยังไม่พ้นทุกข์ ตายไปก็จะมาเกิดในศาสนาพุทธ พบเห็นพระศาสนาของพระพุทธเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัยถ้าอธิษฐานจิตเอาไว้
นอกจากนั้น ท่านยังย้ำว่าถ้าใครกลัวภูตผีปิศาจ ขอให้ถึงไตรสรณคมน์ ถือไตรสรณคมน์ต้องไม่กินของดิบ ไม่เสพสุรา ถือศีลห้าให้ครบ รับรองได้ว่าภูตผีปิศาจทำร้ายทำอันตรายไม่ได้แน่นอน แถมไม่กล้าหลอกอีกต่างหาก
ถึงตรงนี้หลายท่านคงอยากรู้ “ ภูเตศวรถึงไตรสรณคมน์อย่างไร?”
ก็ต้องตอบสั้น ๆ ละครับ รู้ตอนบวชเรียนและผ่านการทำ การปฏิบัติสมาธิทำจน ‘รู้’ และ ‘เห็น’ ในจิตในใจของตนว่า พระพุทธเจ้ามีจริง พระธรรมที่ทรงค้นพบเป็นของปฏิบัติได้เห็นได้จริง และพระสังฆเจ้าสาวกอันปฏิบัติชอบมีจริงพบเห็นได้จริงในศาสนาปัจจุบัน
ผู้เขียนเคยกล่าวเอาไว้เสมอ...ถ้ามีพรอันใดสามารถขอได้ จะขอให้ชาวพุทธทุกคนสามารถปฏิบัติภาวนาให้ได้สมาธิจิต จิตที่มีสมาธิคือปัญญาที่ไขความจริงแก่ตนโดยไม่ต้องให้ใครอธิบาย จิตที่เป็นสมาธิได้มาสักครั้งในชีวิต ก็เพียงพอต่อการได้คำตอบ...ว่าสิ่งที่พระบรมศาสดาสอนสั่งคือความจริงที่สูงส่งเยี่ยงไร ดังคำบาลีที่ว่า...
‘ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ...’
ผู้เป็นวิญญูชนพึงปฏิบัติเอง รู้ได้ด้วยตนเอง!
ครับ ที่กล่าวมาทั้งหมดขอสรุปตรงที่ว่า อย่าได้สงสัยธรรมะของพระพุทธเจ้าให้เสียเวลาอยากรู้ต้องทำ ถ้าเป็นวิญญูชน ทำแล้วปฏิบัติแล้วจะได้คำตอบด้วยตัวเองอย่างแจ่มแจ้ง โดยไม่ต้องอาศัยการคาดคะเน หรืออาศัยใครมาอธิบาย...ลงท้ายคือคำถาม...
“...อย่าแค่อยาก...แต่วันนี้ลงมือทำหรือยังต่างหากครับ!”
วันนี้ขอจากลาด้วยสาระสำคัญที่นักภาวนาหลายคนอาจมีปัญหาเวลานั่งปฏิบัติสมาธิแล้วเกิดกลัววิปลาส หรือพูดตรง ๆ ก็คือ ‘กลัวบ้า’ นั่นแหละ ก็เลยขอถอดความสั้น ๆ มาจากคำบอกเล่าของหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ซึ่งถูกบันทึกในหนังสือบูรพาจารย์มาแสดง ซึ่งท่านเล่าว่าเป็นคำแนะนำของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มีดังนี้ครับ...
“อันใจเป็นบ้านั้นเมื่อปฏิบัติไป ใจเกิดไม่สบาย มีอาการกระวนกระวายเป็นเครื่องบอกว่าตัวเองเป็นบ้ามาเช่นนั้นได้ ตัวเองก็รู้ตัวเองว่าบ้า ตัวก็ต้องละการปฏิบัตินั้นเสีย มาจับอยู่กับภาวนา เอาจิตจดจ่อกับคำภาวนาบริกรรม ภาวนานั้นไปไม่นาน ความกระวนกระวายเป็นบ้านั้นก็จะหายไป ใจมันก็สบายขึ้นมา มันจะมีอะไรเกิดให้เราเป็นบ้าอีก เมื่อมันยังไม่หายอยู่ ก็ให้ยกเอาคำวิปัสสนาขึ้นมาตัดมันว่า...สัพเพ สังขารา สัพเพสัญญา อนิจจา สัพเพ สังขารา สัพเพสัญญา ทุกขา สัพเพ สังขารา สัพเพสัญญา อนัตตา 3 คำนี้จับเอาคำใดคำหนึ่งขึ้นภาวนา หรือจะเอาหมดทั้ง 3 คำนี้ภาวนาไปเลยก็ได้ จับคำภาวนาขึ้นมาตัดลม อาการเป็นบ้าจะขาดหายไปเลย ความจะเป็นบ้าอยู่ในใจมันตั้งอยู่ไม่ได้ดอก”
ครับ ใครมีปัญหาลองทำตามคำแนะนำของพระอาจารย์ใหญ่ดูนะครับ เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อนักปฏิบัติภาวนา ก็เลยเอามาฝากแบบรู้ไว้ใช่ว่าฯ
พบกันฉบับหน้าครับ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com