
‘ทุกขสัจจ์’ ทุกข์ที่ชาวพุทธต้องเข้าใจ
ในชีวิตที่ผ่านมาเกือบยี่สิบปีของผู้เขียนหลังได้กราบหลวงปู่เสน ปัญญาธโร เป็นต้นมา มากมายหลายครั้งกับงานบุญสร้างวัดวาอาราม นับตั้งแต่วัดป่าประสบปรียาราม บ้านอวยศรี ร้อยเอ็ด มาถึงวัดป่าชนะสงครามที่จังหวัดสุโขทัย ปัญหาใหญ่ที่หลวงปู่มักมุ่งเน้นให้ทำหรือแก้ปัญหาก่อนประการอื่นคือ การจัดการปัญหาเรื่องน้ำ...
‘น้ำคือชีวิต’ เพราะไม่มีสัตว์โลกใดอยู่ได้ถ้าขาดน้ำ!
ที่บ้านอวยศรีระยะเริ่มแรก พระเณรต้องอาศัยน้ำบ่อในหมู่บ้านด้วยการเข็นน้ำมาใช้ ระยะทางหลายกิโลเมตร ท้ายสุดด้วยอำนาจแห่งสมาธิของหลวงปู่ทำให้พบแหล่งน้ำธรรมชาติใต้ดินที่ไหลผ่านซอกเขา ท่านสั่งเอาท่อพีวีซีไปวางดักทางน้ำธรรมชาติใต้ดินจากท่อขนาดใหญ่ลดหลั่นลงไปเรื่อย ๆ นำเข้ามาใช้อย่างสะดวกสบายในวันนี้อย่างน่าอัศจรรย์
ในปี ๒๕๔๑ หลวงปู่ดำริสร้างวัดป่าชนะสงคราม และตัวผู้เขียนเป็นหัวแรงใหญ่ด้วยเหตุผลสั้น ๆ ของท่าน
“งานนี้เป็นของแม้ว ต้องจัดการเองถึงจะเสร็จ”
เริ่มตั้งแต่ซื้อที่...จากนั้นปลูกกุฏิมุงหญ้า ศาลาหลังเล็กมุงหญ้าพอได้อาศัยสวดมนต์ทำวัตรกันน้ำฝนน้ำค้างได้บ้าง งานหลักคือขุดสระน้ำกว้าง ๑๒ ไร่ อีกเหตุผลของหลวงปู่ก็คือ...
“พระกรรมฐานกินอยู่ลำบากได้ แต่ถ้าไม่มีน้ำกินน้ำใช้พระกรรมฐานอยู่ไม่ได้ !”
หลังสระขนาด ๑๒ ไร่ เสร็จก็เข้าฤดูฝน น้ำฝนในสระเป็นวัตถุดิบสำคัญและทรงคุณค่าอย่างเห็นชัด
งานก่อสร้างเสนาสนะ อาศัยน้ำในสระมาผสมปูน
งานปลูกป่าก็อาศัยน้ำในสระ
และทุกวันนี้พระ-เณรในวัดก็อาศัยน้ำในสระนั้นดำรงชีวิต
จากสระน้ำสู่แท็งก์น้ำ...ห้องน้ำค่อยถึงศาลาหลังใหญ่ กุฏิถาวรของพระสงฆ์เป็นลำดับท้ายสุด คือแผนงานการสร้างวัดป่าชนะสงคราม นั่นคือปัญญาในการมองการณ์ไกลของหลวงปู่
“ให้มองความสะดวกสบายของญาติโยมก่อน เพราะคนมาทำบุญต้องอาศัยน้ำกับห้องน้ำ”
ครับ หลายปีที่เวียนวนอยู่กับงานบุญสร้างวัดเอาไว้เป็นสมบัติในพระศาสนา ทำให้ภูเตศวรได้ความรู้อย่างนี้ จึงไม่ประหลาดใจที่พี่น้อยหรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อ คุณพนิดา ชอบวณิชชา หัวเรือใหญ่ของนิตยสารขวัญเรือน ได้ปรารภกับผู้เขียนถึงความจำเป็นเกี่ยวกับเรื่องน้ำของวัดป่าสามัคคีธรรม ที่จังหวัดบุรีรัมย์
ทุกประโยคของพี่น้อยทำให้ผู้เขียนหูผึ่ง ไม่ใช่เพราะวัดนี้เป็นวัดสาขาของหลวงพ่อชา สุภัทโท หากเพราะเป็นวัดที่สามารถรวมศูนย์จิตใจของชาวบ้านได้ทั้งพื้นที่ใกล้เคียง โดยมองจากการเข้ามาร่วมกิจกรรมในวันพระปฏิบัติธรรมถืออุโบสถศีลเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีการจัดกิจกรรมอบรมพระภิกษุสงฆ์จำนวน ๓๐๐-๔๐๐ รูปในทุกปี
และการได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่นั่นของพี่น้อยหลายวันทำให้พบว่า อุปสรรคใหญ่ของวัดป่าสามัคคีธรรมคือน้ำ...เพราะไม่เพียงพอสำหรับพระสงฆ์...แม่ชี และญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรม ทั้งนี้เนื่องจากแท็งก์น้ำเดิมมีขนาดเล็ก ไม่เพียงพอต่อการใช้สอย อีกทั้งแท็งก์น้ำยังตั้งอยู่บนที่ราบทำให้ต้องใช้เครื่องสูบน้ำพลังไฟฟ้าในการดึงน้ำกระจายไปให้ครอบคลุมพื้นที่บริเวณวัด ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองทั้งค่าไฟฟ้าและการบำรุงรักษาอย่างยิ่ง
เพราะปัญหานี้ญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรมจึงเห็นพ้องต้องกันกับการสร้างแท็งก์น้ำใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการกระจายน้ำที่สูงกว่าเดิมและประหยัดพลังงานไฟฟ้าที่ระดับความสูง ๙ เมตร โดยตัวแท็งก์จะเป็นสเตนเลสปลอดสนิมความจุ ๑๕,๐๐๐ ลิตร มีอายุการใช้งานยาวนาน
และเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ที่ผ่านมา (๒๕๔๗) วัดป่าสามัคคีธรรม ได้รับพระราชทานเทียนพรรษาจากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมี คุณคะนองกับคุณพนิดา เนินอุไร เป็นผู้แทนพระองค์นำเทียนพรรษาพร้อมผ้าป่าจากชาวบ้าน...ญาติโยมร่วมใจรวบรวมสมทบเป็นจำนวน ๑๔๓,๓๘๘ บาท เพื่อสร้างแท็งก์น้ำถาวรดังกล่าว ทว่าราคาประเมินของการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ทำให้ขาดปัจจัยก่อสร้างอีกประมาณ ๑๕๖,๖๑๒ บาท
ครับ ทั้งหมดคือรายละเอียดที่ทำให้ภูเตศวรหูผึ่ง...วัดที่เป็นศูนย์รวมศรัทธา วัดที่มีญาติโยมเข้าร่วมกิจกรรมอบรมปฏิบัติธรรมอย่างนี้หาได้ยาก...ควรแก่การรักษาไว้อย่างยิ่ง...
การทำบุญบริจาคทาน มิต่างจากหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวลงสู่นาข้าว เม็ดข้าวอันบริสุทธิ์หว่านลงมาข้าวที่ดีย่อมก่อประโยชน์ไพศาล เหมือนแท็งก์น้ำถาวรที่จะถวายยังวัดป่าสามัคคีธรรมเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับพระภิกษุ แม่ชี ญาติโยม และชาวบ้านผู้มาปฏิบัติธรรมเป็นประจำจึงเท่ากับทำบุญหนึ่งครั้งได้ผลบุญตลอดกาลนาน
น้ำให้ความชุ่มเย็น ให้ชีวิตแก่สรรพสิ่งอย่างที่หลวงปู่เสน ปัญญาธโร ท่านปรารภไว้ ขอเพียงมีน้ำมีป่าไม้...พระป่าอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อนในการปฏิบัติธรรมเพื่อมรรคผล-นิพพาน
ใครทำบุญกับพระตรงนี้ถือเป็นอานิสงส์มหาศาล!
เอาละครับ เรามาเข้าเรื่องที่จั่วหัวกันไว้ดีกว่า อะไรคือจุดหมายของพุทธศาสนา...? คำตอบคือพุทธศาสนาเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการมุ่งสู่ความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง เป็นการศึกษาเพื่อแก้ทุกข์โดยตรง
พระพุทธศาสนามองความทุกข์ได้อย่างลึกซึ้งมากกว่าที่เรา ๆ ท่าน ๆ จะรู้จักกันโดยทั่วไป เป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรม
๑.ทุกขเวทนา เป็นความทุกข์ทั่ว ๆ ไป คือทุกข์กาย ทุกข์ใจนั่นเอง ทุกข์อย่างนี้ถ้าผู้ที่ไม่เคยเจริญสติจะรู้สึกว่านาน ๆ จะทุกขเวทนาสักครั้ง แต่ถ้าผู้เจริญสติจะเห็นว่าทุกขเวทนาจะเป็นเหมือนเงาตามทำร้ายเราอยู่ตลอดเวลา ต้องกินต้องถ่ายต้องเปลี่ยนอิริยาบถไม่ให้เมื่อยล้า...ยามที่ทุกขเวทนาเบาบาง เราจะรู้ว่าเป็นสุข แต่ไม่นานทุกข์ก็จะตามมาอีก
๒.ทุกขลักษณะ ทุกข์ชนิดนี้ไม่ใช่ความทุกข์ในความหมายของคนทั่วไป แต่เป็นลักษณะทั่วไปของสิ่งที่เป็นสังขาร (การปรุงแต่ง) ไม่ว่าจะเป็นสังขารการปรุงแต่งทั้งหลายทั้งสุขหรือทุกข์ไม่สามารถคงทนอยู่ได้ มีการเปลี่ยนแปรไปอยู่ตลอดเวลา
๓.ทุกขสัจจ์ ทุกข์ชนิดนี้เป็นทุกข์ที่ลึกซึ้งกว่าอย่างอื่น เพราะเป็นการมองความทุกข์อย่างพระอริยบุคคล ถ้าเราฟังธรรมอย่างผิวเผินอาจรู้สึกว่าทุกข์ตรงนี้เป็นเรื่องธรรมดาไม่เห็นจะลึกซึ้งอะไรนัก เพราะความเกิดแก่เจ็บตาย กับการพลัดพรากจากของเจริญใจ ความไม่สบายกายใจ ความคับแค้นใจเป็นความทุกข์ ใคร ๆ ก็ทราบความจริงกันอยู่แล้ว
ความลึกซึ้งของทุกขสัจจ์อยู่ตรงที่ว่า...มีสภาวะที่เป็นทุกข์ แต่ไม่มีผู้เป็นทุกข์ เข้าทำนองทุกข์มีแต่ไม่มีผู้รับทุกข์ เป็นภาวะของจิตที่เข้าใจด้วยปัญญาว่า ในโลกนี้ไม่มีสัตว์บุคคล ตัวตน ตัวเราตัวเขา มีแต่ธรรมชาติมารวมตัวเข้าชั่วคราว แล้วสมมุติเรียกว่าสัตว์บุคคลเท่านั้น คือธรรมชาติแห่งรูปธรรมนามธรรมทั้งหลายนั่นเอง
รูปธรรมนามธรรมมาประกอบกันก็ยังไม่เกิดทุกข์ แต่เมื่อมีความทะยานอยาก มีความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู-ของกูเกิดขึ้นแล้วทุกข์จึงเกิดขึ้น
สรุปคือ เมื่อเกิดความอยากมีอยากเป็น ความยึดมั่นถือมั่น ก็เกิดภพ คือความมีความเป็นขึ้นมา แล้วก็ต้องทุกข์เพราะความมีตัวตน ตัวเขา ตัวเรา เป็นรูปนามขึ้น ดังที่พระบรมศาสดาทรงตรัส ‘ภพ (อุปาทานขันธ์)’ ทั้งปวงล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้น
ฉะนั้นความทุกข์ที่พระพุทธศาสนามุ่งเน้นการปฏิบัติ ก็เพื่อให้ความพ้นไปในเบื้องต้น ได้แก่ทุกข์ทางใจที่เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในรูปธรรมนามธรรมทั้งปวง หรือทุกขสัจจ์นี่แหละครับ
ทุกขสัจจ์คือความยึดมั่นถือมั่น เกิดจากความไม่เข้าใจลักษณะที่แท้จริงของรูปนามที่ว่า ไม่เพียงเป็นทุกข์และเป็นอนัตตา และการเจริญสติเป็นทางสายเดียวที่จะทำให้เรารู้แจ้งถึงสัจธรรมเหล่านี้ ‘รู้’ ธรรมชาติความจริง รู้ทุกขสัจจ์เกิดจากสมุทัย ได้แก่ตัณหาความทะยานอยากของจิต เพราะไม่รู้จักธรรมชาติความจริงว่าในธรรมชาติไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวเขาตัวเรา รูปนามมีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ ไม่อยู่ในกรอบการบังคับของใคร แปรปรวนไปตามเหตุความไม่ยึดถือรูปนามว่าเป็นตัวตนของตน จะไม่ทำให้เกิดทุกข์ เพราะปราศจากตัวตนเข้าไปรองรับความทุกข์ทั้งหลาย
รู้ตรงนี้อย่างแจ่มชัด...ละวางได้จริง...
ตรงนี้แหละคือ ‘การพ้นทุกข์อย่างแท้จริง?’
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com