
หลักเมตตาธรรม
จำได้ว่าเมื่อประมาณต้นปี ๒๕๓๗ เป็นเวลาที่ผู้เขียนกำลังหาทุนก่อตั้งมูลนิธิปัญญาธโร ครั้งนั้นได้สร้างพระกริ่งปัญญาบารมีกับพระรูปหล่อ หลวงปู่บัว สิริปุณโณ ออกให้สาธุชนบริจาคบูชา
หลังพิธีหล่อเสร็จได้ข่าวว่า หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ท่านมาจำวัดในพระราชวังสวนจิตรลดา ภูเตศวรกับคณะกรรมการได้เข้าไปกราบนมัสการพร้อมขอให้ท่านช่วยเมตตาแผ่พลังจิตอธิษฐานวัตถุมงคลเหล่านั้นให้
เป็นครั้งแรกที่ได้กราบหลวงปู่ด้วยความรู้สึกร่มเย็นในจิตกับปฏิปทาอันงดงามของพระสุปฏิปันโนของท่าน หลังกราบท่านเสร็จพร้อมอธิบายเรื่องราวที่ดั้นด้นมากราบท่านเสร็จ หลวงปู่เอ่ยถามแต่ละคนที่มาว่ามีพื้นเพมาจากไหน ปรากฏว่าทุกคนมาต่างที่ต่างจังหวัด ท่านจึงปรารภว่า...
“ก็แปลกนะมาคนละที่ เกิดกันคนละทาง แต่กลับมาเป็นญาติมิตรร่วมบุญร่วมทานกัน ดีแล้ว ๆ ...”
น่าแปลกครับ แปลกตรงที่พวกเราหลายชีวิตไม่ได้กราบอาราธนาให้หลวงปู่ท่านเทศน์อบรม หากท่านนิ่งไปชั่วขณะเหมือนพิจารณาอะไรในจิต จากนั้นจึงปรารภขึ้นว่า
“หลังจากพระบรมศาสดาทรงสิ้นเสร็จธรรมสูงสุด และถอยจิตกลับคืน ทรงมีพุทธอุทานว่า ความทุกข์ทั้งหลายในโลกล้วนมาจากสัตว์โลกเบียดเบียนกันเอง”
“เพราะเหตุนี้...หลักเมตตาธรรมจึงเป็นเครื่องค้ำจุนโลก ฉะนั้นสิ่งที่โยมทั้งหลายร่วมมือกันทำอยู่ก็อยู่ในหลักเมตตาธรรมเหมือนกัน” นั่นคือประโยคเก่าก่อนของหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ที่ท่านกล่าวเช่นนั้นเพราะท่านรู้ว่าเราเพิ่งสร้างโรงเรียนปัญญาประชาสรรค์ที่จังหวัดร้อยเอ็ดเสร็จหมาด ๆ พร้อมเริ่มต้นก่อตั้งมูลนิธิฯ เพื่อสงเคราะห์พระภิกษุอาพาธ เพื่อช่วยอาหารกลางวันและทุนเรียนดีแต่ยากจนในภาคอีสาน
...ทุกอย่างเป็นเมตตาธรรมต่อผู้ด้อยโอกาสจริง ๆ
วันนี้ที่เขียนถึงเรื่องนี้ก็เพราะได้แรงบันดาลใจจากรายการข่าวภาคสิบโมงเช้าของสถานีโทรทัศน์ช่อง ๕ เป็นรายงานพิเศษของท่านสุภาพสตรีผู้หนึ่งในประเทศเวียดนาม
ย้อนหลังไปประมาณสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา ภาพภาพหนึ่งในสงครามเวียดนามเป็นภาพของเด็กหญิงวัยเก้าขวบวิ่งหนีภัยสงครามด้วยร่างกายที่เปลือยเปล่าที่ถูกตีพิมพ์ไปทั่วโลกจนได้รับรางวัลพูลิทเซอร์ วันนี้เด็กหญิงคนนั้นมีอายุสี่สิบเอ็ด และเป็นทูตสันติภาพในองค์กรใหญ่ของโลก
วันนี้เธอมาเยือนประเทศไทยและให้เกียรติสัมภาษณ์ออกรายการทีวีดังกล่าว
กิมฟุ๊ค...เล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตว่าภาพถ่ายที่ปรากฏสู่สายตาชาวโลกขณะนั้นเพราะเธอกำลังวิ่งหนีระเบิดเพลิงที่ถูกบอมบ์ลงมาจากเครื่องบิน วันนั้นเธอบาดเจ็บสาหัส ผิวหนังด้านหลังถูกเผาไหม้ไปกว่าหกสิบห้าเปอร์เซ็นต์
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เกิดรอยแผลเป็นอันน่าเกลียดจากต้นคอถึงบั้นเอวติดตัวตลอดชีวิต มิเพียงเท่านั้นความเกลียด โกรธแค้นยังฝังหัวใจ เป็นแผลร้ายฝังลึกยากจะลบเลือนจากใจ
วันนี้ กิมฟุ๊คเป็นภรรยาที่ดี...เป็นแม่ของเด็กชายและเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์กรใหญ่ในโลกฐานะทูตสันติภาพด้วยหลักสำคัญยิ่ง
...นั่นคือหลักเมตตาธรรม!
กิมฟุ๊คเล่าว่า...เธอผ่านความเกลียดชังเหล่านั้นมาด้วยการสวดมนต์และการส่งความปรารถนาดีให้กับศัตรู ให้กับคนทำร้ายเธออย่างยาวนาน ไม่ว่าเธอจะกล่าวอย่างไรผู้เขียนถือว่า นั่นคือการแผ่เมตตาแก่ศัตรูและเจ้ากรรมนายเวรของตน
วันนี้กิมฟุ๊คจึงเป็นผู้หญิงที่มีความสุขสงบในหัวใจสำหรับการทำหน้าที่เป็นทูตสันติภาพ
เพื่อความสุขสงบของชาวโลกทั้งปวง!
ถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงประโยคของหลวงปู่เสน ปัญญาธโร ท่านเคยกล่าวกับผู้เขียนว่า ‘ทุกอย่างในโลกคือเหตุคือปัจจัย’ จะเป็นบุญหรือเป็นบาปต่างก็มีประโยชน์กับเรา ถ้าเรารู้จักพิจารณา
‘ให้พิจารณาทุกอย่างด้วยปัญญาและรู้เท่าทัน’
ในกรณีของกิมฟุ๊ค ความเจ็บปวดจากสงครามคือบาดแผลลึกเร้นลงในจิตใจ ทว่าบาดแผลนั้นทำให้เธอเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และท้ายสุดคือการทำให้เธอได้รับเกียรติจากองค์กรสำคัญให้เธอทำหน้าที่เป็นทูตสันติภาพอย่างที่เป็นในปัจจุบัน...
ใครต่อใครเคยเห็นภาพสงครามมาแล้วในจอภาพยนตร์...ในจอโทรทัศน์ หากจะซึมซับและรู้สึกถึงความเจ็บปวดกับคำว่า ‘สงคราม’ เท่ากับกิมฟุ๊คย่อมเป็นไปไม่ได้ เธอจึงรู้ว่า ‘สันติภาพ’ ในมวลหมู่มนุษย์นั้นมีความสำคัญเพียงใด แต่นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับการคิดและพิจารณาของกิมฟุ๊คด้วยอย่างที่เป็น
...นั่นแหละจะทำให้เธอมีความสุขกับงานและมีความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มหัวใจและตลอดระยะเวลาแห่งชีวิตที่เหลือ
พุทธศาสนาสอนให้เราใช้หลักเมตตา มิเพียงเมตตายังมีความกรุณาและมุทิตาจิตแก่ส่ำสัตว์ทั้งปวงเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ...ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
พระบรมศาสดาไม่ทรงตรัสให้เรารักตัวเอง เพราะทรงทราบแน่ชัดว่าไม่มีสัตว์โลกใดไม่รักตัวเอง พระองค์จึงทรงเน้นถึงการรักษาตนให้อยู่ด้วยความไม่ประมาทอันเป็นที่มาในปัจฉิมโอวาท...ท่อนท้ายที่ว่า
‘...จงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมเถิด!’
คำว่าเมตตาธรรมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเวลาสวดมนต์แผ่เมตตา หรือการกำหนดจิตแผ่เมตตาให้มวลหมู่ส่ำสัตว์เท่านั้น หากต้องประกอบด้วยการกระทำด้วยจึงจะได้ผลสมบูรณ์
เคยเห็นบางรายหมั่นสวดมนต์ หมั่นแผ่เมตตาทุกวัน แต่น้อยนักจะให้ความช่วยเหลือคนอื่น น้อยครั้งจะบริจาคทานให้กับผู้ด้อยโอกาสกว่าด้วยความเมตตาสงสาร นั่นจึงเป็นการปฏิบัติอย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ ที่ยากจะเห็นผล
กฎเกณฑ์หลักการแห่งเมตตาธรรมไม่ยากครับ...เพียงแค่เรารู้จักว่าอะไรคือความทุกข์คือความสุขของตน...ผู้อื่นก็เป็นเช่นนั้น เรามีความปรารถนาเยี่ยงไร คนอื่นก็ปรารถนาเยี่ยงนั้น
เมื่อเราปรารถนา...เราควรต้องการให้คนอื่นสมหวังกับความปรารถนาเช่นกันในจิต เรารักชีวิตคนอื่นก็รักชีวิตเหมือนเรา
ประการสำคัญที่สุดก็คือ เราไม่ต้องการให้ใครเบียดเบียน...เราก็ต้องไม่เบียดเบียนคนอื่นสัตว์อื่นเช่นกัน
เมื่อเป็นเช่นนั้น...ความสันติสุขก็จะขยายวงกว้างออกไปทีละน้อยจนทั่วทุกแผ่นดินในที่สุด...
“เริ่มที่ไหน...เมื่อไหร่?” คือคำถามที่สำคัญยิ่ง...คำตอบคือ “เมตตาธรรมเริ่มที่ตน...และทุกเมื่อ...” เพราะการทำสิ่งใดเป็นอาจิณ ทำบ่อย ๆ จะเป็นอาจิณกรรมและอาจิณกรรมจะส่งผลแก่เรารวดเร็วที่สุด...
แผ่เมตตาทุกวัน ทำบ่อย ๆ จิตใจจะเบิกบานเป็นสุข จิตเป็นสุข...กายก็แช่มชื่น เพราะกายกับจิตเป็นของคู่กัน
ฝึกและทำเถอะครับ จะเห็นประโยชน์จากเมตตาธรรมในชาตินี้ชีวิตนี้ โดยไม่ต้องรอชาติหน้า!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com