
‘พระป่า...วัดป่าต้องอาศัยป่า’
จำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน หลวงปู่เสน ปัญญาธโร ได้ปรารภกับผู้เขียน ว่าครั้งหนึ่งครูบาอาจารย์ของท่านคือหลวงปู่บัว สิริปุณโณ ที่คณาจารย์สายพระป่ากรรมฐานได้ยกย่องว่าท่านได้สำเร็จเสร็จสิ้นพรหมจรรย์เป็นพระอรหันต์ไปแล้วนั้น ได้กล่าวทำนายเอาไว้ล่วงหน้าก่อนมรณภาพ
... “ต่อไปป่าจะหมด แม้แต่วัดป่าก็จะกลายเป็นวัดบ้าน...”
วันนี้ขณะเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ข่าวภัยแล้งกำลังเกิดอยู่ทั่วแผ่นดินไทย บางแห่งอย่าว่าแต่น้ำใช้เลย น้ำดื่มก็ยังต้องขอดก้นบ่อเจียดกันดื่ม ในขณะหน้าฝนก็เกิดอุทกภัยจนผู้คนล้มตายอยู่เนือง ๆ อย่างหมู่บ้านวังชิ้น จังหวัดแพร่ที่น้ำป่ากวาดชีวิตชาวบ้านไปเกือบแทบหมดหมู่บ้าน
ปัญหาดังกล่าวข้างต้นเป็นที่รู้กันว่า...เพราะป่าไม้กำลังหมดจากเมืองไทยโดยฝีมือมนุษย์คนไทยนี่แหละ
“หน้าที่พระป่า...ต้องรักษาป่าเอาไว้!” คือคำสอนของครูบาอาจารย์สายพระกรรมฐานทุกรูป เช่นกันกับหลวงปู่บัว สิริปุณโณ กล่าวกับพระอาจารย์เสน ปัญญาธโรในครานั้น
จึงไม่แปลกที่วัดของหลวงปู่และวัดอื่น ๆ อีกหลายสาขาของวัดป่าหนองแซงจึงระดมกำลังกันปลูกป่าอย่างขะมักเขม้น...และเมื่อต้นปี (๒๕๔๗) ที่ผ่านมาผลงานการปลูกป่าของหลวงปู่ส่งผลให้ได้รับการถวายรางวัลจากพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
กว่าสิบปีที่ผู้เขียนว่ายวนอยู่กับครูบาอาจารย์ และทุ่มเทกายใจสร้างวัดวาอารามในสายธรรมของวัดป่ากรรมฐาน สิ่งหนึ่งที่กล้ายืนยันอย่างขันแข็งก็คือ
...ป่าไม้งอกงามขึ้นอย่างทันตาเห็น บนผืนแผ่นดินที่ได้ชื่อว่า ‘วัด’ ในสายวิปัสสนาธุระ
“ไม่มีพระพุทธเจ้าพระองค์ใดสำเร็จธรรมในปราสาท...ในบ้านเรือน” หลวงปู่ยืนยันกับผู้เขียน... “ทุกพระองค์ล้วนตรัสรู้ธรรมในป่าใต้โคนไม้ทั้งสิ้น!”
“ในเมื่อพระบรมศาสดาผู้เป็นองค์เอกนำพาเหล่าพระสาวกแสวงหาธรรมในป่าเขาในเรือนว่าง อันเป็นที่สัปปายะดังปรากฏในพุทธประวัติ ปรากฏในพระคัมภีร์ทั้งหลายเยี่ยงนั้น การรักษาป่าย่อมเป็นหน้าที่ของชาวพุทธทุกรูปทุกนามควรกระทำ
ในอดีตหลายสิบปีที่ผ่านมา นับจากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต...ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่แห่งกองทัพธรรมได้บรรลุอรหัตผล...ท่านก็เพียรสั่งสอนอบรมสานุศิษย์ของท่านให้อาศัยป่าเป็นที่ออกวิเวกแสวงหาธรรมสูงสุด จนเกิดพระอริยเจ้าขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยอีกหลายต่อหลายองค์ อาทิ...หลวงปู่ขาว...หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่แหวน หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่บัว สิริปุณโณ ฯลฯ อีกมากมายหลายรูป จนมิอาจพรรณนาหมด
จึงสามารถสรุปได้ว่า... ‘ป่า’ มิเพียงให้ชีวิตให้ความสมบูรณ์พูนสุขแก่มนุษย์เท่านั้น...
ทว่าป่า...ยังเป็นสถานที่ที่มีคุณประโยชน์ต่อคุณธรรมต่อชาวพุทธทั้งปวงอย่างยิ่งยวด
วันนี้ภูเตศวรอาจเขียนเรื่องราวที่ดูแผกไปจากที่เคยเป็นบ้าง...หากก็เพราะรู้สึกห่วงใย...เหมือนหลวงปู่บัว สิริปุณโณ ท่านปรารภกับหลวงปู่เสน ปัญญาธโร ในอดีต...
...วัดป่าจะเป็นวัดบ้าน!
ถ้าเป็นเช่นนั้นพระปฏิบัติเพื่อแสวงหาความหลุดพ้นตามแบบฉบับที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำสั่งสอนก็จะค่อย ๆ หมดไป...
ทุกอย่างจะเหลือไว้ในคัมภีร์...ในตำรา!
เหลือแต่พระสงฆ์ที่เก่งตามตำรา...เทศน์ตามใบลานมากกว่าเทศนาจากประสบการณ์ที่ได้เพราะการปฏิบัติ
ดังได้กล่าวมาข้างต้นว่า พระบรมศาสดาทรงแนะนำสั่งสอนเหล่าสาวก...ให้ท่องเที่ยวหาความวิเวก...หาสถานที่สัปปายะสำหรับการประพฤติพรหมจรรย์
ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ ความสงัดสงบ คือความสัปปายะ จะเป็นสถานที่ ‘วิเวก’ สถานที่วิเวกจะทำให้กายวิเวก...กายวิเวกจะทำให้จิตวิเวก ปราศจากความฟุ้งซ่าน เมื่อขจัดความฟุ้งซ่านได้ จิตก็เกิดสมาธิ...
จิตมีสมาธิ...คือการก้าวสู่ปัญญาในที่สุด!
ผู้เขียนเคยหลับตาคิด...ถ้าวันหนึ่งข้างหน้า ‘ป่าหมด’ พระสงฆ์ในศาสนาพุทธอาจต้องแบกกลดเดินธุดงค์กันในป่าคอนกรีต...เดินหาธรรมท่ามกลางความเจริญแห่งวัตถุธาตุ... ‘ความสงบในจิตจะบังเกิดได้อย่างไร?’
และนั่นคือคำถามต่อมา... ถ้าเหล่าพุทธบุตรมิอาจบรรลุธรรม...ไม่มีปัญญาภายในที่เรียกว่า ‘ภาวนาปัญญา’ กาลข้างหน้าของเราก็คงได้แต่กราบสมมุติสงฆ์หรือได้แต่กราบ ‘ผ้าเหลือง’ ที่เป็นแค่สัญลักษณ์แห่งพระศาสนาในที่สุด
ถึงตรงนี้อยากบอกท่านทั้งหลายว่า...ช่วยกันเถอะครับ ช่วยให้วัดป่าและพระป่ามีให้เยอะขึ้น มีให้มากขึ้น
เพราะพระป่าต้องปลูกป่า...รักษาป่า เพื่ออาศัยในป่าสำหรับปฏิบัติธรรม...
เลิกโค่นต้นไม้ปลูกสร้างโบสถ์-วิหาร หรือกุฏิติดแอร์ถวายพระเถอะครับ เพราะนั่นคือการสร้างกิเลสให้พระมากกว่าส่งเสริมให้ท่านก้าวสู่มรรถผลนิพพาน
ยังเคยแอบคิดเล่น ๆ กับคุณทมยันตีเลยครับ... ‘ว่าง ๆ จะจัดทอดผ้าป่า...ทอดกฐิน หาทุนปลูกป่าถวายวัดกันสักหน’
ไม่แน่นะครับ...ปีหน้าฟ้าใหม่โครงการนี้อาจเกิดขึ้นก็ได้ ถ้าท่านทั้งหลายเห็นด้วยและให้การสนับสนุน
ครับ...ขอถือโอกาสนี้ฝากถึงท่านผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านในกระทรวงวัฒนธรรมด้วยเถอะครับ ยังมีสำนักสงฆ์อีกหลายสำนัก...ยังมีวัดอีกหลาย ๆ วัดที่ขออนุญาตสร้างวัดไปเนิ่นนานแล้ว แถมยังปลูกป่าให้สะพรั่งไปหมด ขั้นตอนการขอก็จัดถูกต้องทุกประการ แต่เงียบหายไปตามกาลเวลาที่ผ่านมาหลายปี
สอบถามไป...เจ้าพนักงานก็บอกว่า... “อยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงย้ายกระทรวง” บ้าง... “หาคนรับผิดชอบไม่ได้” ก็มี ...จนบางทีก็ต้องถอนใจคิด...
...สร้างวัด...ปลูกป่าทำความดี รัฐยังให้การสนับสนุนน้อยกว่า เปิดคลับเปิดบาร์เปิดอาบอบนวดเสียอีก...
ไม่ต้องดูอะไรที่ไหนหรอกครับ...เพราะผู้เขียนเคยพบมาด้วยตัวเอง ที่จังหวัดร้อยเอ็ด เรียกครูบาอาจารย์ไปแจ้งนโยบายขอให้ท่านจัดการเรื่องวัดวาอารามให้เรียบร้อย ท่านก็รวบรวมเอกสารส่งให้...วิ่งไปหาจนขาขวิด...ลงท้ายหายจ๋อยไปกว่าสองปี...
ท่านจึงขอร้องมา... “ภูเตศวรช่วยถามไถ่ให้ที...”
ผู้เขียนลงทุนควบรถปุเลง ๆ ไปพบเจ้าหน้าที่คนสำคัญในอำเภอ... ท่านถามชัดถ้อยชัดคำ...
“แน่ใจหรือว่าจะผ่าน?” แถมท้ายกับคำแนะนำให้รู้วิธีการ...
“ถ้าเงินเยอะทุกอย่างก็เร็ว!”
เพราะเงินไม่เยอะกระมังครับ...เลยต้องวิ่งอีกหลายตลบ อาศัยผู้ใหญ่ใจดีมีคุณธรรมช่วยแนะนำอยู่กว่าปี...ทำเอกสารมาใหม่ก็อีกหลายครั้ง ทำท่าจะได้ความ ท้ายสุดจนท่านศึกษาอำเภอย้ายตำแหน่ง...
นี่ก็นั่งบนบานศาลกล่าวอยู่เลยครับ ว่าอย่าให้เอกสารที่วิ่งทำมาหลายสิบตลบต้องทิ้งลงตะกร้าเลย!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com