
เส้นทางสู่มรรคผลและนิพพาน
วันนี้ขอเริ่มต้นด้วยจดหมายท่านผู้อ่านทางบ้านที่ส่งมา หากแต่มิใช่จดหมายถามปัญหาอย่างที่เคยเป็นหรอกครับ
บางท่านอาจขมวดคิ้วถาม ‘เป็นจดหมายแบบไหน?’ คำตอบก็คือเป็นจดหมายของผู้ที่ส่ง ‘ปัจจัย’ เข้ามาร่วมสร้างศาลาการเปรียญ สร้างวัดป่าชนะสงครามที่ อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย
หากแต่เนื้อหาสั้น ๆ มันมีความรู้สึกสะท้อนในหัวใจ ทำให้ภูเตศวรต้องหยิบ...ต้องนำมาลงในคอลัมน์นี้ ทั้งหมดเป็นอย่างไร ลองอ่านดูเถอะครับ
เรียน คุณภูเตศวร
ดิฉันได้อ่านขวัญเรือนเป็นประจำ แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกนะคะ ซื้อตามร้านหนังสือใกล้บ้านเอาค่ะ คอลัมน์ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ ของคุณมีประโยชน์กับดิฉันมากค่ะ ทำให้จิตใจของดิฉันสงบ เยือกเย็น ไม่เป็นทุกข์กับของนอกกาย ไม่ยึดติดกับตัวกู-ของกู ทำให้ปลงตกเวลาที่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นกับชีวิตเราได้
ตอนที่ดิฉันเสียลูกสาวด้วยความตายมาพลัดพราก ก็ได้ธรรมะช่วยไว้เยอะ และที่เขียนจดหมายมาวันนี้เพราะได้อ่านพบว่าคุณทมยันตีกำลังร่วมกันสร้างศาลาการเปรียญขึ้น ดิฉันศรัทธาคุณทั้งสองที่ช่วยกันทุ่มเทกำลังกายกำลังใจและกำลังเงินอยู่เนือง ๆ
ดิฉันได้ส่งเงินมาร่วมบริจาคเพื่อสร้างศาลา แต่ขอเอาชื่อลูกสาวที่เสียชีวิตไปแล้วพร้อมที่อยู่กับวันเดือนปีเกิดมาเป็นผู้บริจาคนะคะ เพราะดิฉันไม่อาจรู้ได้ว่าลูกสาวที่จากไปจะไปตกระกำลำบากอย่างไรบ้าง ดิฉันในฐานะแม่อยากให้เขาได้รับความสุขในโลกแห่งวิญญาณที่เขาสถิตอยู่ เลยขอเอาวิธีนี้ทำกุศลช่วย ถึงแม้จะเป็นเงินน้อยนิด แต่ดิฉันก็เต็มใจทำหวังว่าคุณคงเต็มใจรับนะคะ และดิฉันจะพยายามบริจาคมาอีก ถ้ามีโอกาสอำนวย
ท้ายสุดขออวยพรให้คุณสมหวังในทุกสิ่งที่คุณคิดและกระทำนะคะ
จินดา ชัยดวงดี
ครับ...จดหมายสั้น ๆ ภาษาเรียบง่าย บวกกับรูปถ่ายของสาวน้อยวัยสิบขวบที่กำลังยืนยิ้มอย่างมีความสุข ทำเอาภูเตศวร ‘เงียบงัน’ ไปหลายอึดใจทีเดียว
และแม้คุณจะไม่รำพันถึงเวทนาอันเกิดจากความรักความพลัดพรากครั้งยิ่งใหญ่นั้นมาตามประสาผู้ที่ได้อบรมจิตใจด้วยธรรมะมาแล้วก็ตามที แต่เชื่อว่ากว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ หัวใจคงเจ็บช้ำมาแล้วอย่างแสนสาหัส เพราะคำว่า ‘ลูก’ ย่อมเป็นสายใย เป็น ‘ห่วงโซ่ร้อยรัด’ พ่อแม่ทุกคนเฉกเดียวกัน ซึ่งแม้แต่พระมหาโพธิสัตว์ซึ่งกำลังจะตรัสรู้อย่างเจ้าชายสิทธัตถะ ก็ยังทรงตั้งนามพระโอรสว่า ‘ราหุล’ ที่แปลว่า ห่วง’ ‘หรือ ‘บ่วง’ เลยครับ
จดหมายของคุณจินดาคือตัวอย่างสำคัญ คือคำตอบอันทรงค่ากับมนุษย์ทุกคนว่า...เหตุการณ์เช่นนี้จะบังเกิดกับสัตว์โลกทุกรูปทุกนาม เพราะความพลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งหลายทั้งสิ้นเป็นธรรมชาติ เป็นสัจจะที่ทุกคนมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และไม่มีสิ่งใดมายับยั้งธรรมชาตินี้ได้ นอกจากการเยียวยารักษาใจ มิให้ทุรนทุรายไปตามกระแสด้วย ‘ธรรมโอสถ’ ที่พระบรมศาสดาทรงค้นพบและทิ้งเอาไว้เป็นมรดกแก่สัตว์โลกทั้งปวง ด้วยพระเมตตากรุณาธิคุณแห่งพระองค์
ผู้เขียนเคยพูดถึงอยู่บ่อย ๆ ว่า พระพุทธเจ้าไม่จำเป็นต้องตรัสบอกมนุษย์ว่าให้รักตน เพราะพระองค์ทรงหยั่งรู้แล้วว่าสัตว์โลกนั้นย่อมรักตัวเองมากกว่าสิ่งใดอยู่แล้ว เพราะเหตุนี้จึงทรงเน้นให้เราทั้งหลาย ‘จงรักษาตน จงอยู่ด้วยความไม่ประมาท’ ถึงตรงนี้บางท่านอาจถามว่า รักษาตนอย่างไร อยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างไร?
คำตอบก็คือ รักษาตนให้อยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา รักษากายและใจมิให้ไปก่อกรรมชั่ว รักษาจิตใจให้สะอาดผ่องใสอยู่เสมอ เพื่อมิให้วงจรแห่งกรรมชั่วเข้ามาครอบงำให้เราตกอยู่ในวัฏฏะของมัน ส่วนความไม่ประมาทก็คือ ต้องเตือนตนให้ประกอบความ เพียรในศีล ทาน และภาวนาอยู่เป็นนิตย์ ด้วยมิรู้ว่าความตายจะมาพรากพวกเราในเวลานาทีใดข้างหน้า
ท้ายที่สุดจะกลายเป็นคำว่า ‘สาย’ เกินไปสำหรับตัวเอง!
ขอขอบคุณ...คุณจินดา ชัยดวงดี สำหรับเงินบริจาคช่วยสร้างศาลาการเปรียญและท่านอื่น ๆ อีกหลายท่านที่ให้ความกรุณาต่อเราทั้งสอง ช่วยทำให้ภารกิจที่ครูบาอาจารย์มอบหมายมา ดำเนินไปได้เร็วอีกระดับหนึ่ง ผู้เขียนเชื่ออย่างไม่มีเคลือบแคลงหัวใจว่า...บาปบุญคุณโทษมีจริง และขอถือโอกาสนี้น้อมเอาผลบุญกุศลทั้งปวงของตนเองและคุณทมยันตีที่กระทำมาด้วยการก่อเกื้อพระศาสนาทุก ๆ ประการ ทั้งในอดีตชาติ...ปัจจุบันชาติ รวมทั้งอนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้นมอบให้แด่ดวงวิญญาณของ...ด.ญ.กนกภรณ์ ชัยดวงดี (น้องแอน) ให้มีความสุขในสัมปรายภพทุกประการ
และขอน้อมให้ท่านผู้อ่านทุก ๆ ท่านด้วยเทอญ
ผู้เขียนขอถือโอกาสนี้กล่าวต่อเนื่องไปอีกนิดสำหรับ ‘สัจจะ’ ความจริงของโลก สัจจะที่มนุษย์ทุกรูปทุกนามไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ สิ่งนั้นคือความตาย
ในพระกรรมฐาน ๔๐ กอง อันเป็นสัมมาปฏิบัติ มีหมวดอนุสติ ๑๐ อยู่ด้วย และใน ๑๐ ข้อนั้นมี ‘มรณานุสติ’ รวมอยู่ การเจริญมรณานุสติก็คือ การพิจารณาถึงความตายเป็นอารมณ์ คือนำเอาความตายที่ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้มาสอนตนนั่นเอง
โบราณาจารย์ท่านพรรณนาถึงอานิสงส์แห่งการเจริญมรณานุสติไว้ว่า พระกรรมฐานหมวดนี้สามารถใช้ระงับความรัก โลภ โกรธ หลง ได้รวดเร็วยิ่ง และถ้าผู้ปฏิบัตินำไปใช้ควบคู่กับการเพ่งอสุภะ คือการใช้ซากศพเป็นอารมณ์ หรือการพิจารณากายคตานุสติ คือการพิจารณาร่างกายของตนให้เห็นเป็นของสกปรก เป็นสิ่งปฏิกูลแล้วนั้นจะสามารถย่นย่อเวลาสู่มรรคผลได้มากขึ้น
‘...ทำไมจึงสามารถย่นย่อเวลาสู่มรรคผลได้มากขึ้น?’
นี่คือคำถามที่ใครหลายคนอยากรู้...คำตอบก็คือ...เพราะ ‘ความตาย’ เป็นสัจจะ การพิจารณาอสุภะกับกายคตานุสติคือความจริง
มีใครบ้างไม่ตาย... เมื่อตายแล้วศพใครบ้างจะเป็นที่น่ายินดีน่ารักใคร่น่าหวงแหนไว้บ้าง?
และมีใครที่อยากเป็นอย่างนั้นบ้าง?
การพิจารณากายคตานุสติ คือการมองย้อนเข้าดูตัวตนของตนให้รู้จริง รู้แจ้ง ว่าแท้จริงสิ่งที่เรายึดมั่น ถือมั่นเป็นหนักหนาว่า เป็นตัวกู-ของกู แท้จริงคือการยึดครองธาตุขันธ์ อันเป็นสิ่งปฏิกูลเป็นของสกปรก ว่าดี ว่างามด้วยอุปาทาน
พุทธ...สอนให้ลดละและปลดวางจากอุปาทาน...อุปาทานคือการหลงผิด คือความไม่รู้จริงนั่นเอง
การพิจารณาความจริง ให้รู้จริง จึงเป็นเรื่องการสร้างปัญญา เป็นปัญญาภายในจิตเพื่อหักล้างกิเลส สู่มรรคผลนิพพาน
ฉะนั้นครูบาอาจารย์สายพระกรรมฐานทั้งหลายที่ท่านละขันธ์สู่นิพพาน อัฐิกลายเป็นพระธาตุเป็นประจักษ์พยานไปแล้ว รวมทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ จะสอนลูกศิษย์ลูกหาเสมอว่า ให้ภาวนาพุทโธจนจิตเข้าสู่ความสงบ สู่ความประณีต แล้วถอยออกมาที่อุปจารสมาธิ จากนั้นจึงพิจารณาสภาวธรรมอันมีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นหลัก หรือน้อมจิตกำหนดส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายขึ้นเป็น ‘อุคคหนิมิต’ จะเป็นผม ขน เล็บ ฟัน ผิวหนัง ฯลฯ แล้วพิจารณาให้เห็นความจริงว่า ‘เป็นอสุภะ’ เป็นของที่ไม่สวยงาม ‘เป็นปฏิกูล’
การกระทำเช่นนั้นบ่อย ๆ จะเป็นการไขกุญแจประตูสู่มรรค สู่ผล สู่พระนิพพานได้โดยเร็ว
ท้ายสุดแห่งคอลัมน์ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมส่งปัจจัยมาสมทบสร้างวัด สร้างถาวรวัตถุเอาไว้ในพระศาสนาร่วมกับเราทั้งสองคน
สร้างวัดปลูกศาลาการเปรียญเป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่ กุศลที่จะยั่งยืนอยู่ตลอดไปอีกนานเท่านาน แม้เราท่านจะล่วงลับไปแล้ว ผลอันนั้นก็จะดำรงต่อไปในบวรพุทธศาสนา จนกว่าจะสิ้นกาลสมัย
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com