ฐานที่ตั้งทั้งหกของ...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ฐานที่ตั้งทั้งหกของสติ by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#324]

ฐานที่ตั้งทั้งหกของสติ

 

         ผู้เขียนเพิ่งกลับจากอุดรธานีตามที่ได้เคยบอกกล่าวไว้ ว่ารายได้จากการให้แฟน ๆ คอลัมน์ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ บูชาพระเครื่องคำหมาก-คำข้าว ของหลวงพ่อฤษีลิงดำ อริยสงฆ์แห่งวัดท่าซุง ซึ่งได้มาจากการบริจาคของคุณผชาญ วชิรประดิษฐ์พร นั้นรวมเป็นเงินทั้งหมดประมาณเจ็ดหมื่นบาท และเงินทั้งหมดจะถูกหารสอง

ส่วนแรกนำไปสมทบสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล ที่วัดป่าสันติกาวาส อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี

ส่วนที่สองถวายเป็นค่าชำระหนี้ธรณีสงฆ์ในโครงการซื้อที่ดินสร้างบ้านพักคนชราของ หลวงปู่เสน ปัญญาธโร

ในการนี้ถือโอกาสถ่ายรูปพระเจดีย์ที่กำลังสร้างมาฝากท่านผู้อ่านด้วย เพื่อจะเป็นการบอกกล่าว

ปัจจัยทั้งหลายที่ท่านส่งไป...ทุกบาททุกสตางค์

บัดนี้ได้กลายเป็นมหากุศลแล้ว

พระอาจารย์สมหมาย อตฺตมโน เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันท่านกล่าวยืนยันว่าเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุและพิพิธภัณฑ์เครื่องอัฏฐบริขารของหลวงปู่บุญจันทร์จะแล้วเสร็จไม่เกินต้นปีหน้า แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยบางส่วนที่ได้จากแรงศรัทธาของญาติโยมผู้ใจบุญด้วย

สมเด็จจอมมุมีนารถ พระบรมศาสดาทรงตรัสเอาไว้ว่า ‘สงฆ์เป็นเนื้อนาบุญของโลก’ และ ‘หมู่ชนควรหว่านบุญลงไปในนาชั้นดีนั้น’ เหตุเพราะสงฆ์เป็นผู้ประกอบด้วยศีลอันบริสุทธิ์ ผู้มีศีลบริสุทธิ์เปรียบดังผืนนาที่อุดมสมบูรณ์ แม้นหว่านเมล็ดข้าวลงไปจะผลิดอกออกผลได้เต็มที่

ด้วยเหตุนั้น...ผู้เขียนจึงพยายามบอกบุญให้ท่านทั้งหลายด้วยความบริสุทธิ์ใจ หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล ตามที่ผู้เขียนได้เห็นปฏิปทาจริยาวัตรอันงดงามมาแล้ว และอัฐิธาตุขององค์ท่านนี่ได้กลายเป็น ‘พระธาตุ’ ย่อมชี้ชัดบ่งบอกได้แน่แท้

ว่าท่านคือ พระอรหันต์ ในยุคกึ่งพุทธศาสนาตามรอยองค์อาจารย์ใหญ่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อย่างมิต้องสงสัย!

ทำบุญกับคนธรรมดาร้อยคน จึงเท่ากับทำบุญกับพระสงฆ์ทรงศีลหนึ่งองค์

ทำบุญกับสงฆ์ธรรมดาร้อยองค์จึงเท่าทำกับสกิทาคามีหนึ่งองค์

ทำบุญกับพระสกิทาคามีร้อยองค์จึงเท่ากับทำบุญกับพระอนาคามีหนึ่งองค์ และนั่นหมายถึง

ทำบุญกับพระอนาคามีร้อยองค์จึงเท่ากับทำบุญกับพระอรหันต์หนึ่งองค์

เช่นนี้ผู้เขียนจึงมั่นใจ วันนี้คุณผชาญ วชิรประดิษฐ์พรกับท่านผู้บริจาคปัจจัยถวายหลวงปู่บุญจันทร์ ได้ถึงพร้อมบุญกุศลอย่างเต็มกำลังแล้ว

ภูเตศวร ขออนุโมทนาด้วย...สาธุ!

เมื่อกล่าวถึงหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล ก็เลยอดนึกถึงธรรมะที่ท่านทิ้งเอาไว้ให้เป็นสมบัติโลกไม่ได้

หลวงปู่ท่านมักจะเน้นการสอนของท่านไปในเรื่องจิตเรื่องใจ เพราะท่านถือว่า ‘ใจ’ เป็นมหาเหตุแห่งทุกข์ ใจที่คอยแส่ส่ายวอกแว่กไปตามอารมณ์เป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้ หลวงปู่จึงอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาให้ต้องรักษาใจด้วยสติ จิตที่สงบระงับ จิตที่เป็นสมาธิจะทำให้เราพ้นทุกข์

เรื่องของจิตเรื่องของสติ กล่าวไว้อย่างนี้ครับ...

“เอ้า จิตของเราไม่ได้ไปไหน ก็อยู่กับที่ ก็มีแต่อาการกิริยาของมันที่ออกไปเท่านั้น ให้รู้จุดที่ว่า ใครเป็นคนว่ามันออกไปเท่านั้น เอาที่ตรงนั้น นี่อย่างนี้สะดวกกว่า ที่ตั้งสติมีอยู่หกแห่ง บนกระหม่อมแห่งหนึ่ง ที่หน้าผากแห่งหนึ่ง ที่ปลายจมูกแห่งหนึ่ง ที่คอหอยแห่งหนึ่ง ที่ลิ้นปี่กลางหน้าอกแห่งหนึ่ง เหนือสะดือขึ้นมาสองนิ้วแห่งหนึ่ง...นี่ฐานที่ตั้งตำแหน่งสติ ในจุดที่ว่านี้ เราจะเอาจุดไหนมันจะสบายกว่า เราต้องกำหนดดูเพ่งดู ลองกำหนดมันดูทุกฐานนั่นแหละ ถ้าที่ไหนสบายกว่าที่อื่น เราต้องเอาที่นั่นเป็นหลัก สติของเราต้องพยายามเร่งความเพียร การนั่งต้องใช้ความขันติอดทนหน่อย เรื่องฝึกฝนเมื่อเวลาเรานั่งก็ดี หรือจะเดินก็ดี ในอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน แต่ความจริงแล้วการนอนนี่ทำไม่ค่อยได้ คนเรามันชอบหลับ ต้องฝึกในอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง ถ้านั่งต้องทนเอาหน่อย ใจเรามันจะดิ้นกระเสือกกระสนอะไรก็ช่างมัน ปล่อยวางมันให้อยู่ที่เดียว นี่การฝึกสติให้มันกล้า สู้อดทนจนกว่าเราจะทรมานจิตของเรา มันกล้ามันทานเราฝึกได้นานผ่านเวทนาไป หายเจ็บหายปวด หายเมื่อย หายหิว หายปวดหลังปวดเอวผ่านไปนี่ แปลว่าการฝึกสติให้มันกล้า ถ้าจะไปฝึกวิธีอื่นไม่ได้นะ มันต้องกล้า กำลังสติของเราให้มันกล้า รู้จักในที่นี้เสียก่อน อ่อนแอหรือเข้มแข็งก็รู้สึกในจุดนี้ละ ถ้าสติอ่อนมันก็ฝ่าฟันเวทนาไปไม่ได้ ถ้าสติของเรากล้ามันจะฝ่าฟันเวทนาไปได้ เวทนาก็จะระงับหาย อันนั้นแสดงว่าสติของเรามันกล้าพอ สามารถทำลายเวทนาให้ขาดออกจากใจไปได้

การทำสมาธินี่ก็แล้วแต่จริตคน บางคนไปป่าช้า มันกลัวจิตก็ระมัดระวังมีสติ มันกล้ามันคอยระมัดระวัง จิตมันก็รวมไปได้ เพราะขณะนั้นไม่มีที่พึ่งแล้ว เราเอาพุทโธเป็นที่พึ่ง ไม่เอาอะไรเป็นที่พึ่ง จิตของเราก็รวมได้อย่างนั้นก็มี บางคนกลัว มีแต่กลัวอย่างเดียว จิตไม่รวมจนขวัญหนีดีฝ่ออย่างนั้นก็มี อย่ากลัวให้ถึงขนาดนั้น ถ้าเป็นขนาดนั้นจะทำให้เราเสียสมาธิเสียสติไปได้ ถ้าหากเราอดกลั้น เราอดทน พิจารณาว่าไม่มีอะไรอยู่ในป่าช้า เราสมมุติขึ้นมาเองหรือไม่สมมุติขึ้นมา เดี๋ยวก็เกิดมีขึ้นมา อาการอย่างนั้นอย่างนี้ อันนี้เรายังหลอกตัวเราเอง ก็เลยเป็นเหตุให้เรากลัว เราต้องรู้ให้ทันมัน ว่าจิตมันปรุงมันคิดขึ้นมาเป็นเครื่องหลอกลวงเรา เราจะเชื่อมั่นไม่ได้เราต้องฝ่าฟันไปอย่างนั้น ไม่ต้องกลัวอะไร ไม่มีอะไรทั้งนั้น มีก็คนนี่แหละซากศพคนเรานี่แหละ มันตายก็เอาไปฝังมันก็เหลือแต่โครงกระดูก มันมาทำอะไรเราไม่ได้หรอก มีแต่ตัวเราหลอกตัวเรา เราทำให้เรากลัวเอง

เรื่องการข้ามเวทนาไปได้ สติต้องกล้ามันต้องมีกำลัง ทำให้สติแข็งแรงขึ้นจะเรียกว่า ‘เกิดกำลัง’ ก็ได้ ถ้าเราสู้ตาย เป็นตายสู้ไปสู้ไป เวทนามันก็หาย จิตมันขาดจากเวทนาไม่ได้ยึดกัน มันปล่อยวางมันก็หมดมันก็สบาย เมื่อมันสบายจะเรียกร้องหาเวทนามันก็ไม่มี...มันสบาย ส่วนภายในมันก็ปล่อยวาง อันนี้แหละจึงเรียกว่าไม่มีเวทนา

การแยกเวทนากับกาย มันแยกเอาความยึดมั่นถือมั่นอุปาทานขันธ์ ความยึดมั่นคือความเจ็บ ให้ปล่อยวางไปเสีย มันเกิดขึ้นด้วยอำนาจการทำสมาธิ แต่เราต้องฝ่าฟันเสียก่อน อดทนเสียก่อน คล้ายกับการทำงานเหมือนกัน งานของเราที่ว่ามันยากมันยุ่งต้องมีการฝ่าฟันอดทนต่อสู้เสียก่อน จนกว่ามันจะทะลุปรุโปร่ง ต่อไปมันก็ไม่มีอะไร มันจะสะดวกสบาย มันเป็นอย่างนั้น...”

ครับ ธรรมโดยย่อที่ผู้เขียนคิดลอกเอามาเสนอชี้เพียงต้องการบอกกับท่านนักปฏิบัติทั้งหลายว่า...จิตหรือใจที่จะก้าวสู่มรรคผลได้นั้น ต้องผ่านการฝึกสติให้กล้าแข็งขึ้นไปเรื่อย ๆ

จิตที่จะกล้าด้วยสติ ต้องประกอบด้วยขันติ ประกอบด้วยความเพียรอย่างยิ่งยวด

เวลาเรานั่งสมาธิ มักจะเกิดความเจ็บปวด ซึ่งเรียกว่า ‘ขันธมาร’ มาขวางกั้นคุณงามความดีเอาไว้ มันมากั้น มันเอาเวทนามาขวางกั้น เพราะกลัวใจของเราจะเป็นสมาธิ เป็นสมาธิแล้วจะเห็นความชั่วของมัน...มันก็เลยมาขวางกั้นไม่ให้จิตเป็นสมาธิ

นี่คงเรียกว่า ‘ขันธมาร’ มารที่เกิดจากธาตุขันธ์ร่างกายของเรานี่เอง

วันนี้เรารู้แล้วใช่ไหมครับ จุดที่ตั้งแห่งสติทั้งหก ลองสิครับ นั่งสมาธิแล้ววางจิตรับสติตามจุดที่หลวงปู่บอก ทำด้วยความตั้งใจ ทำด้วยความเพียร ผ่านเวทนาด้วยสติที่กล้าแกร่งอย่างสม่ำเสมอ

อย่างนี้ มรรคผลก็คงไม่ไกลเกินเอื้อมหรอกครับ!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com