
เพราะเมตตาธรรมของหลวงปู่
วันนี้ก็ยังคงเขียนถึงเรื่องราวการปฏิบัติสมาธิภาวนาอีกครั้ง ด้วยผู้เขียนเห็นว่านั่นคือหลักถูกต้องและแท้จริงของผู้ต้องการ ‘พ้นทุกข์’ เป็นหนทางสถานเดียว ที่เหล่าโยคาพจรต้องอาศัยเพื่อกระทำ ‘ให้แจ้ง’ ในปัญญาเพื่อก้าวสู่มรรคผลตลอดจนถึงพระนิพพาน
ที่ผ่านมา ภูเตศวรได้มีโอกาสไปเยือนวัดป่าหนองแซงอีกครั้ง เนื่องในวันครบรอบคล้ายวันเกิดของพระเดชพระคุณหลวงปู่เสน ปัญญาธโร ในปี ครบ ๖๗ แห่งอายุกาลของท่าน (ในปีพ.ศ.๒๕๔๔)
เพราะเหตุดังกล่าว จึงได้มีโอกาสทำบุญกับหลวงปู่อีกครั้ง เพราะปีนี้ท่านรวบรวมศรัทธาญาติโยมกระทำบุญกิริยาสองประการใหญ่ ๆ
หนึ่ง ไถ่ชีวิตโค-กระบือ จำนวน ๖๗ ตัวเท่าอายุของท่าน
สอง รวบรวม ‘ทองคำ’ ถวายหลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปันโณ สมทบผ้าป่าช่วยชาติจำนวน ๖๗ บาท หรือหนักประมาณ ๑ กิโลกรัม
ปีติจากการได้ร่วมทำบุญกับครูบาอาจารย์มีมากมาย หากยังน้อยกว่าได้เห็นญาติมิตร-ญาติธรรมบนศาลาใหญ่ และได้ร่วมปฏิบัติภาวนาฟังธรรมจากหลวงปู่นับชั่วโมงในคืนวันที่ ๕ ที่ไปถึงวัดป่าหนองแซง
เหตุแห่งความปีติอย่างยิ่งด้วยนานแสนนานกับภารกิจที่วัดป่าชนะสงครามจนยากหาโอกาสไปฟังธรรมและปฏิบัติสมาธิกับครูบาอาจารย์
ได้นั่งมองเวทนา โสตวิญญาณ สดับคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ไปด้วยกันอย่างสนุกสนาน
หลายท่านอาจสงสัย ทำไมภูเตศวรจึงใช้คำว่าสนุกสนาน ทั้ง ๆ ที่กำลังอยู่กับการนั่งสมาธิ น่าจะใช้คำว่า ‘เพลิดเพลิน’ มากกว่าหรือเปล่า
เคยเล่า (เขียน) ให้ฟังแล้ว ว่าครั้งหนึ่งหลวงปู่เคยถามผู้เขียน
“ได้ข่าวว่าทำสมาธิได้นาน”
“ก็พอได้ครับหลวงปู่ ชั่วโมงสองชั่วโมงสบาย ๆ”
เราตอบอย่างนั้นและหลวงปู่ยิ้มตอบ
“ต่อไปให้มองดูเวทนา มองความทุกข์อย่างเดียว อย่าหนีมัน มองทุกข์ผ่านทุกข์ เห็นเวทนา ผ่านเวทนาให้ได้”
คำสอนของหลวงปู่ครั้งนั้น ภูเตศวรนำไปปฏิบัติ ผลคือ ‘เจียนตาย’ กว่าจะผ่านมาได้ วันนั้นจึงเข้าใจอะไรขึ้นมาหลายอย่าง ที่คนโบราณว่า ‘เจ็บ’ จนกระทั่ง ‘ยางตาย’ ออกเป็นยังไง
ครับ สามวันกับความพ่ายแพ้ แพ้เวทนา แพ้ความทุกข์ที่ปรากฏขึ้นกับร่างกายจิตใจทั้ง ๆ ที่นั่งสมาธิมานานหลายปี นึกไปนึกมา รู้สึกอายครูบาอาจารย์ขึ้นมาอย่างสุดขั้วหัวใจ ด้วย ‘จิต’ ของตนยังเป็นจิตหลอก จิตหลง จิตที่ปราศจากกำลังที่จะพึ่งพาอาศัยได้
คืนที่สี ผู้เขียนเริ่มต้นขัดสมาธิลงในเวลาประมาณสี่ทุ่ม นั่งมองความเจ็บที่หัวเข่า เวทนาเกิดเร็วเพราะตัวกิเลสมันรู้ ‘แพ้มาสามวันแล้ว’ มันเอาตรงนี้มาสู้เราอีกสองชั่วโมงกับการกัดฟันเพ่งจิตมอง เพ่งจิตจดจ่ออยู่กับเวทนาจนเนื้อตัวสั่นเทิ้ม ๆ เหงื่อเหนียวชุ่มไปทั้งร่างกาย ร่ำ ๆ จะยอมแพ้อยู่รอมร่อ แต่ตัวสติกับความมานะฮึดสู้ตอนนั้นจับได้ถึงตัวโทสะลอยเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน
“ตายก็ต้องตาย”
จิตขานเป็นประโยคที่กรุ่นด้วยโทสะ “กูก็ศิษย์มีครูเหมือนกันนี่หว่า”
จำได้ว่าตนเองน้อมจิตอธิษฐาน ขอยกบุญกุศลที่ทำมาเป็นพละกำลังก่อนตั้งสัจจะลงไปอย่างแน่วแน่
“ถ้าผ่านเวทนานี้ไปไม่ได้ ข้าพเจ้าจะไม่ลุกจากตรงนี้ จนกว่าแสงสว่างจะมาเยือน ถ้าแพ้และลุกก่อนเช้า ขอให้เกิดเป็นลูกหมาห้าร้อยชาติ” สัญญาครับว่าตัวเองตั้งสัจจะอย่างนี้จริง ๆ พอกล่าวจบมันรู้สึกสะใจ สมน้ำหน้าตัวกิเลสขึ้นมาทันที แถมสำทับมันอีกครั้ง
“มึงไม่ตายกูก็ต้องตายละวะ!” พูดจบเน้นจิตโถมเข้าหาเวทนาความเจ็บนั้นอีกครั้ง
เจ็บครับ เจ็บมาก เจ็บจนชา จากนั้นค่อย ๆ เบาแล้วมันวาบหายไปเฉย ๆ เหมือนถูกปลิดทิ้ง รู้สึกโล่งไปหมดทั้งกายและใจ ขณะจิตขานรับ ‘เราผ่านเวทนากายแล้ว’
จิตตรงนั้นพองโต รู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ของกำลังจิตอย่างเห็นชัด เหมือนขุนศึกกำลังลำพองกับชัยชนะ อิ่มเอิบกับความสำเร็จอย่างไม่เคยเป็น นั่นแหละคือความสนุกสนานในการทำสมาธิ
มีโอกาสกราบหลวงปู่อีกครั้งหลังจากนั้น เล่ารายละเอียดให้ท่านฟัง ท่านยิ้มบอก
“แค่ตัวหยาบ ๆ กิเลสมันมีตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด ประณีต เวทนาก็เหมือนกัน เวทนากาย เวทนาจิต เวทนาธรรม ต้องสู้กับมันอย่างดุเดือด ถึงลูกถึงคน ถึงจะเห็นผล นักภาวนาต้องทำให้มากทำให้บ่อย กำลังของจิต ของใจจึงกล้าแข็ง ผ่านทุกข์ผ่านเวทนาทั้งหลายได้”
หลวงปู่แสดงธรรมบนศาลาขณะพระลูกวัดกับญาติโยมนั่งภาวนาบนศาลา ท่านกล่าวกับพระสงฆ์ว่า
“การเป็นครูบาอาจารย์ต้องฉลาดรู้ แม้กระทั่งการอบรมสั่งสอนแก้ไขลูกศิษย์ ดูอย่างแม้วมาบวชกับผม ผมไล่ไปอยู่ป่าช้า ไปอยู่ในถ้ำ คนแบบนี้เราสอนไม่ได้ ต้องให้ผีในป่าช้าสอนมัน คนรู้มากต้องทำอย่างนี้ถึงจะได้ผล รู้มากทิฐิมาก จะเกินครูบาอาจารย์ วิธีสอนคนแบบนี้ต้องทรมานให้มาก ให้เห็นทุกข์เห็นเวทนาด้วยตัวเอง จิตมันถึงจะยอมลง”
มีหลายคนเคยถามภูเตศวร
“ทำไมจึงเคารพหลวงปู่เสนมาก”
มีบางคนสงสัย ทำไมจึงทุ่มเทกายใจกับวัดป่าชนะสงครามอย่างนั้น ขึ้นล่องเดือนละหลายหน นอนยากลำบากกายมาสองปีเต็ม ๆ โดยไม่ย่อท้อ คำถามนี้ยากจะตอบ ด้วยตัวเองก็ไม่เคยถามตนมาก่อน หากในคืนวันนั้นหลวงปู่พูดถึงเรื่องนี้บนศาลา จึงร้องอ้อขึ้นมาในใจ
“เพราะถูกทรมานมาก่อน ปล่อยให้อยู่กับทุกข์จนพอเพียง งานอย่างการสร้างวัดทั้งวัด พบอุปสรรค แถมมีคำด่าว่านินทาเยอะแยะ คนที่ไม่มีสมาธิ ไม่มีความอดทน จะมาถึงตรงนี้ได้หรือ”
วันนี้ผู้เขียนค้นพบแล้วถึงความจริงข้อนั้น ทำไมจึงเคารพหลวงปู่ ทำไมจึงมอบกายถวายชีวิตให้ ทำไมจึงสิ้นความลังเลสงสัยต่อครูบาอาจารย์
เพราะจิตข้างในมันรู้!
ท่านเมตตาเรา สั่งสอนเรา จากความอปัญญาสู่ความสว่างในจิตใจ
ท่านทรมานเรา เพราะต้องการให้เราผ่านทุกข์ ผ่านเวทนามาได้ถึงวันนี้ และตรงนี้...เพราะความเมตตาของหลวงปู่
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com