การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

สัพพัญญู...เป็นอย่างไร? by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#312]

สัพพัญญู...เป็นอย่างไร?

 

         วันนี้ขอเริ่มต้นด้วยคำถามจากคุณเสถียร ตันสังวรณ์ จากอำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร ท่านเขียนจดหมายมายาวเหยียด แต่ขออนุญาตตัดตอนเอาเฉพาะใจความสำคัญสั้น ๆ มาลง เพราะจะได้ประหยัดหน้ากระดาษนะครับ

“พระพุทธเจ้าทรงมีอีกพระนามหนึ่งว่าเป็นพระสัพพัญญู แปลความว่าเป็นผู้รู้แจ้ง อยากให้คุณภูเตศวรอธิบายตรงนี้หน่อย เพราะรู้แจ้งคือรู้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นหมายถึงความรู้ทางวิชาการ รู้เรื่องวิทยาศาสตร์ พวกคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ด้วยหรือไม่? ”

ครับ...เจอคำถามต้อนรับสหัสวรรษใหม่แบบมึนตึ้บของคุณเสถียร จนต้องลุกไปค้นตำรากันวุ่นวายไปหลายวันก่อนจะคว้ามาเขียนตอบตรงนี้

ก็บอกแล้วไงครับว่าถ้าคำถามใด ‘ยาก’ และ ‘หมิ่นเหม่’ ต่อการตอบผิดกลายเป็นคู่กรรมของพระพุทธเจ้า กระทาชายนายภูเตศวรจะค้นคว้าตำรับตำราหรือไม่ก็สอบถามครูบาอาจารย์มาตอบให้

ก็เผอิญอีกแหละครับ ที่ผู้เขียนมีครูบาอาจารย์ดี ท่านคือท่านอาจารย์พร รัตนสุวรรณ ปราชญ์ทางพุทธศาสน์ที่เรา อันหมายถึงคุณทมยันตีด้วย ให้ความเคารพนับถือท่านเป็น ‘คุรุ’ หรือ ‘ครู’ มาโดยตลอด แม้ ณ วันนี้ท่านได้ละสังขารไปจากโลกนี้มาหลายปีแล้ว สรรพความรู้ของท่านก็ยังวางตั้งอยู่บนหิ้งหนังสือ และเป็นแนวทางอันประเสริฐแก่เรามาโดยตลอด

เพราะมีครูดี...มีตำราดี ลูกศิษย์ก็เลยรอดตัว...ก็อาจารย์ท่านประพันธ์หนังสือเอาไว้เล่มหนึ่ง ตีพิมพ์รวมเล่มเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ หนังสือเล่มนั้นชื่อตรงเผ็งเหมือนกับที่คุณเสถียรถามมาเลยครับ...ชื่อว่า

‘สัพพัญญู’ ก็เลยหวานหมูภูเตศวรไปโดยสะดวก ด้วยการขออนุญาตคัดลอกตำราของอาจารย์มาตอบข้อข้องใจของคุณเสถียรอย่างนี้ครับ...

...ในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลา ในป่ามหาวัน เขตเมืองเวสาลี พระองค์ทรงเสด็จเข้าไปยังอารามของปริพพาชกผู้หนึ่งชื่อว่า ‘วัจฉะ’ ครั้นเสด็จถึง วัจฉะปริพพาชกได้เชิญเสด็จเข้าไปประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้แล้ว ส่วนตนนั่งบนอาสนะที่ต่ำกว่าแล้ว ได้กราบทูลว่า

“สุตเมตํ ภนฺเต สมโณ โคตโม สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี อปริเสสํ ปฏิชานาติ จรโต จ เม ติฏฐโต จ สุตฺตสฺส จ ชาครสฺส จ สตตํ สมิตํ ญาณ ทสฺสนํ ปจฺจุปฏฺฐิตนฺติ, เย เต ภนฺเต เอวมฺหํสุ สมโณ โคตโม สพฺพญฺญู ฯเปฯ สตตํ สมิตํ ญาณทสฺสนํ ปจฺจุปฏฺฐิตนฺติ กจฺจิ เต ภนฺเต ภควโต วุตฺตวาทิโน น จ ภควนฺตํ อภูเตน อพภาจิกฺขนฺติ”

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้ว่า พระสมณโคดมเป็นผู้สัพพัญญู (คือรู้สิ่งทั้งปวง) เป็นสัพพะทัสสาวี (คือมีปกติเห็นสิ่งทั้งปวงและปฏิญญาว่า เราเป็นผู้มีญาณทัสนะ คือมีการรู้เห็นหมดทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่เราไม่รู้ (อะปะสิเสสัง ไม่มีเหลือ, ญานะทัสสะนัง ปฏิชานาติ ปฏิญญาว่ามีญาณทัสนะ) เมื่อเราเดินอยู่ก็ดี ยืนอยู่ก็ดี หลับตาก็ดี ตื่นก็ดี ญาณทัสนะจะปรากฏติดต่อกันไป...

“อหํ หิ วจฺฉ ยาวเทว อากงฺขานิ อเนกวิหิตํ ปุพเพนิวาสํ อนุสฺรรามิ ฯเปฯ”

ดูก่อนวัจฉะ ก็เราเพียงต้องการเท่านั้น ย่อมจะระลึกชาติได้เป็นอันมาก ฯลฯ

“อหฺ หิ วจฺฉ ยาวเทว อากงฺขามิ ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติถฺถนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสามิ จวมาเน อุปปชฺชมาเน ฯเปฯ”

ดูก่อนวัจฉะ ก็เราเพียงต้องการเท่านั้น ย่อมจะเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯลฯ

นี่คือคำบาลีและคำแปลให้เห็นชัด ๆ ว่าคำไหนแปลว่าอะไร ซึ่งถ้าแปลตรง ๆ ให้เห็นจะเข้าใจชัดเจนขึ้นว่าคำว่าสัพพัญญูนี้คืออะไร และเกิดขึ้นอย่างไร

โปรดสังเกต (ผู้เขียน-ภูเตศวร) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิบายให้วัจฉะปริพพาชกเข้าใจเรื่องการเป็นสัพพัญญูของพระองค์ด้วยคำว่า...

‘เพียงเราต้องการ’ นั่นหมายถึงการเป็นสัพพัญญูของพระตถาคตเจ้าอยู่ที่การกำหนดรู้...ปรารถนารู้ จึงจะรู้แจ้งขึ้นมาทันทีในทุกอิริยาบถ

โดยสรุปคือ สัพพัญญูก็คือต้องการรู้เรื่องอะไร เมื่อตั้งใจแล้วก็จะรู้ได้ในทันที

ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓ หน้า ๒๓๗ ข้อ ๒๔๐ (ม.ม.๑๓/๒๓๗) ข้อความดังกล่าวให้ข้อคิดอย่างดีว่า สัพพัญญูหมายความว่าอะไร และเหตุไรพระพุทธองค์จึงได้เป็นสัพพัญญู ให้สังเกตคำว่า ‘ดูก่อนวัจฉะ เมื่อบุคคลพยากรณ์ว่าพระสมณโคดมเป็นเตวิชชะ จึงจะเป็นกล่าวตามคำที่เรากล่าวแล้ว ฯลฯ’

และอีกตอนหนึ่งว่า “ดูก่อนวัจฉะ เราเพียงแต่ต้องการเท่านั้น ย่อมจะเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจะจุติ กำลังอุบัติ ฯลฯ”

จากข้อความที่อ้างมานี้แสดงให้เห็นว่า การที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นสัพพัญญูนั้น ก็เพราะเหตุที่พระองค์ทรงได้อภิญญา เช่นการสามารถระลึกชาติได้ และมองเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ ปฏิสนธิได้ด้วยทิพยโสตและจักษุ ซึ่งความสามารถนี้เพียงแต่พระองค์ทรงตั้งใจว่าจะทำให้เกิดเท่านั้น ญาณเหล่านั้นจะเกิดขึ้นทันที

ส่วนในข้อ อาสวักขยญาณ คือการกำจัดกิเลสให้หมดสิ้น ปราศจากอาสวกิเลส พระองค์ไม่ได้ใช้คำว่า ‘เราเพียงแต่ต้องการเท่านั้น’ ที่ไม่ทรงใช้ก็เพราะการละกิเลสในสันดาน เมื่อละได้แล้วกิเลสก็จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้อีก ความบริสุทธิ์จากกิเลสจะมีอยู่ตลอดเวลาทั้งยามหลับและยามตื่น

กับคำถามของคุณเสถียรที่ว่า พระพุทธเจ้าทรงสัพพัญญูแล้วจะรู้จะเข้าใจสิ่งอันเป็นวิชาการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีในปัจจุบันหรือไม่นั้น แม้ในบาลีจะมิได้กล่าวถึงศัพท์แสงอย่างนั้นก็ตาม ในความคิดเห็นของผู้เขียนแล้วเชื่อว่า

วิทยาการสูงสุด...ยากเย็นที่สุดคือการก้าวเข้าสู่ปรมัตถ์ การเข้าใจปรมัตถ์ธรรมอย่างหมดจดเป็นเลิศแห่งวิทยาการทั้งปวง เป็นความประเสริฐเป็นความถูกต้องเหนือสิ่งทั้งปวงอยู่แล้ว เพราะการชนะวัฏฏะสงสารเป็นการอยู่เหนือโลกที่มีวิทยาศาสตร์อย่างปัจจุบันเหลือคณานับ

มนุษย์อย่างเราท่านยังเรียนรู้ได้ ผู้เป็นครูอาจารย์ของมนุษย์และเทวดาหรือจะอ่อนด้อยกว่า... หากในความเป็นจริงวิทยาการเหล่านั้นด้อยค่าและสาระยิ่งสำหรับผู้ต้องการพ้นโลก ต้องการพ้นทุกข์

และถ้าความเจริญจากวิทยาศาสตร์อย่างวิทยุ...โทรทัศน์ วิดีโอ หรือคอมพิวเตอร์ดีจริง ช่วยจิตวิญญาณของหมู่สัตว์ได้

หลวงปู่มหาบัว แห่งวัดบ้านตาดท่านจะสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดกับพระลูกวัดทั้งหลายหรือว่า ในวัดห้ามมีโทรทัศน์ และวิดีโอ!

กับทั้งย้ำนักย้ำหนาว่า วิทยุ โทรทัศน์ วิดีโอ...คือมารผจญตัวสำคัญสำหรับมรรคผล เพราะเป็นตัวเพาะกิเลส ตัณหา ราคะ ตัวสำคัญ

หลวงปู่จันทา ถาวโร แห่งวัดป่าเขาน้อย พิจิตร พูดไว้ชัดเจน...รู้ใดไหนเท่ารู้ตน...รู้จากเครื่องกลเป็นภัย (สำหรับวิญญาณ) รู้อื่นหมื่นแสนไม่เหมือนแม้นรู้ใจตน

ครับ คำถามของคุณเสถียรเจ็บปวดเหลือใจ ถามมาสั้น ๆ แต่ต้องใช้เนื้อที่ทั้งคอลัมน์ตอบความ

สวัสดีครับ


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com