
ธรรมะจากหลวงปู่ วัดป่าชนะสงคราม
เมื่อปลายเดือนมีนาคม (๒๕๔๙) ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสขึ้นไปที่ วัดป่าชนะสงครามอีกครั้ง ด้วยทางคณะกรรมการวัดและหมู่บ้านแจ้งข่าวมาว่า ศาลาธรรมสังเวชกำลังจะแล้วเสร็จ...อยากให้ขึ้นไปดูเผื่อมีอะไรแก้ไข ก่อนผู้รับเหมาจะส่งงาน
ความจริงการก่อสร้างในวัดป่าชนะสงคราม ที่เป็นภาระของผู้เขียนจบไปแล้วหลังการถวายวัดให้กับครูบาอาจารย์ไปเมื่อปี ๒๕๔๔ หากความผูกพันของชาวบ้านภูแก้ว ที่มีต่อเรายังคงเป็นอยู่เหมือนครั้งในอดีต...ฉะนั้นจะทำอะไรเพิ่มเติมจึงมักปรึกษาหารือก่อนเสมอ
...เหตุเพราะกลัว อาจารย์แม้วกับแม่ทมจะไม่ถูกใจโดยเฉพาะแบบอาคารที่ทำเพิ่มเติมภายหลังอาจขัดแย้งกับของเก่าที่เคยทำมาตั้งแต่ต้น
เพราะการนี้ อีกทั้งความรู้สึกของตนที่ระยะหลังดูจะห่างวัดวาไปด้วยภารกิจสร้างวัดเสร็จสิ้นลง กอปรกับงานที่ร้อยรัดในชีวิตยังไม่สามารถปลดวางลง จึงยากจะหาโอกาสเหมาะ ๆ ไปกราบครูบาอาจารย์มานานหลายเดือน จึงทำให้ตัดสินใจเดินทาง โดยตั้งใจว่าโอกาสนี้ถือศีลไปด้วยสักหนึ่งอาทิตย์
แต่ความตั้งใจที่ว่าสามารถทำได้เพียงสามคืน เพราะหลวงปู่พรม เจ้าอาวาสที่ท่านมากวัยถึง ๘๐ ปี มีภารกิจสำคัญบางอย่างและจำเป็นที่วัดเขาน้อย จังหวัดชัยภูมิ นั่นคือสาเหตุที่ตนเองต้องอาสาขับรถไปส่งครูบาอาจารย์ก่อนบ่ายหน้าคืนสู่กรุงเทพมหานคร
แม้จะมีเวลาน้อย หากสามวันที่นอนในวัด ทำให้มีโอกาสสนทนาธรรมกับหลวงปู่บ้างเป็นครั้งคราว อีกทั้งกับการนั่งรถเดินทางไปจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งต้องใช้เวลากว่าห้าชั่วโมง ทำให้งานนี้ผู้เขียนได้ประโยชน์ยิ่งกับชีวิตที่เริ่มห่างวัด ห่างครูบาอาจารย์ในปัจจุบัน เพราะหลวงปู่ท่านไม่ยอมให้เวลาอันมีค่าสูญเสียไปอย่างไร้ประโยชน์
นั่นคือการแสดงธรรมโปรดศิษย์ผู้เบาปัญญาและมากด้วยกิเลส!
แรก ๆ ภูเตศวรถูกถามไถ่สารทุกข์สุกดิบตามธรรมดา จากนั้นค่อย ๆ ไหลเลื่อนไปถึงการปฏิบัติธรรมซึ่งผู้เขียนยอมรับโดยดุษณี
...ยอมรับว่าห่างไปจากความพากเพียร
ย่อหย่อน...กับการปฏิบัติภาวนากว่าที่เคยเป็นมา...
“เป็นธรรมชาติของมนุษย์” หลวงปู่พยักหน้ารับรู้...ตามด้วยเหตุผล... “สิ่งแวดล้อมทำให้คนเราเป็นไปตามนั้น...ตรงนี้แหละพระพุทธเจ้าจึงทรงบอกสาวกให้หาที่สัปปายะอันควรในการปฏิบัติจิต”
เพราะตรงนี้กระมัง หลวงปู่จึงเมตตา แนะนำสั่งสอนหลายประโยค เน้นคำสั่งสอนที่ล้ำค่าในชีวิตที่จะหาฟังได้ยากจากที่ใด
เพราะเป็นเรื่องของจิตและการฝึกจิตอย่างง่าย ๆ !
ได้ฟังจนเข้าใจ...และอดไม่ได้ต้องนำมาเล่าให้ท่านทั้งหลายฟังในครั้งนี้...
ก็อย่างที่เคยกล่าวมาแล้ว ‘จิต’ เป็นธาตุ ‘รู้’ ที่ปกติ แล้วจะใสสว่างในยามสงบ ถ้าใครเคยทำสมถภาวนาจนได้เอกัคคตารมณ์ จะเข้าใจตรงนี้อย่างถ่องแท้ เพราะเมื่อใดก็ตามที่จิตสงบ เป็นสมาธิ เราจะเห็นความสว่างประภัสสร อันเป็นจิตเดิมของตนทันที และจิตจะเศร้าหมองเมื่อมีธรรมารมณ์เข้ากระทบ โดยผ่านอายตนะทั้งหก...อันมีหู ปาก จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นสะพาน เพราะอายตนะทั้งหกนี่แหละจึงทำให้จิตกระเพื่อม อาการกระเพื่อมตรงนี้เรียกว่า ‘อาการของใจ’ หรืออารมณ์นั่นเอง
เข้าทำนอง อะไรถูกกับจริตหรือถูกกับกิเลสก็จะบังเกิดความพึงพอใจ ถ้าอะไรที่ ‘เห็น’ ที่สัมผัสจากอายตนะแล้วไม่ถูกกิเลส ก็จะว่าไม่ดี...ไม่ชอบ หงุดหงิด...เศร้าหมองขึ้นมาโดยพลัน
โบราณจารย์ท่านจึงระบุชัด...ให้ปิดอายตนะเสีย!
ปิดอายตนะก็ทำง่าย ๆ ปิดตาอย่ามอง ปิดหูอย่าฟัง ปิดใจอย่าคิด...เท่านั้นก็ไม่ทุกข์...เหมือนเวลาคนที่เขาไม่ชอบหน้าเรา หรือลุกขึ้นมาด่าเรา...การเดินจากไปเสีย เป็นการง่ายที่สุด...เพราะจากไปแล้วย่อมไม่เห็น...ไม่ได้ยินในสิ่งที่เขาต้องการให้เรารับรู้...
กระนั้น หลวงปู่ท่านยังได้กล่าวอีกว่า “ทุกอย่างในโลก ถ้ารู้จักน้อมเข้ามาพิจารณาจะเป็นธรรมะทั้งสิ้น เพราะทุกอย่างในโลกมีเหตุมีปัจจัยของมันตามธรรมชาติ ดูอย่างของปฏิกูล พวกอุจจาระไง ใครเห็นก็รังเกียจ แต่ความจริงเขาเอามาใส่ต้นไม้ใส่ผักให้เจริญงอกงามแล้วก็เอามากินมารับประทาน วนเวียนไปตามวัฏฏะอย่างไม่รู้จบ”
เพราะสัจจะความจริงดังกล่าว ท่านจึงแนะนำต่อ...
“เมื่อรู้อย่างนั้น เราก็ฝึกพิจารณา ทำให้สิ่งน่าเกลียดกลายเป็นของไม่น่าเกลียด กำหนดสิ่งที่ไม่น่าเกลียดให้กลายเป็นน่าเกลียด หรือกำหนดให้ทั้งน่าเกลียดหรือไม่น่าเกลียดเป็นความรู้สึกกลาง ๆ ก็ได้ นั่นแหละเราจะนั่ง...นอน...ยืน หรือเดินที่ไหนตรงไหนก็เบาสบาย ไม่เป็นผู้เดือดร้อนกับธรรมารมณ์ทั้งหลาย”
ลงท้ายหลวงปู่ท่านยิ้มกล่าว...
“ปู่จะสอนวิธีปฏิบัติทางลัดให้ เมื่อรู้ว่า...ทุกข์ก็อยู่ที่จิตใจ สุขก็อยู่ที่จิตใจ อะไรก็อยู่ตรงนี้ทั้งสิ้น แม้แต่พระนิพพานก็อยู่ตรงนี้แหละ เพราะงั้นเวลาหู...ตา ปาก ลิ้น มันไปกระทบอะไรเข้า ให้รู้ตัวตลอดเวลา อ้อ...อันนี้ดี อันนี้ไม่ดี ...อันนี้ชอบ...ไม่ชอบ อ้อ...โกรธ ให้รู้ไปอย่างนี้เรื่อย ๆ แบบเรานั่งมองดูคนเล่นหนังเล่นละคร แต่คนที่เล่นคือตัวเรา ทำอย่างนี้ทำไปบ่อย ๆ จิตจะมีกำลังไปเป็นลำดับ สติจะตามทันเร็วขึ้นเป็นอัตโนมัติ”
ถ้าทำอย่างที่ว่าได้ หลวงปู่ยังรับประกันมั่นเหมาะ แล้วจะรู้ว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรดีอะไรเลวเพียงด้านเดียว และจะไม่ทำให้จิตของเราตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่งอย่างขาดสติ
ไม่เพียงการฝึกเท่านั้น หากท่านยังกล่าวถึงวิธีวัดผลอีกด้วย เพราะท่านย้ำว่า
“นักปฏิบัติจริง ๆ ที่สุดแล้วต้องพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องกวนใคร ถามตัวเองนั่นแหละ...ถามยังไง ถามว่าวันนี้ปากที่พูด...กายที่ทำ กับใจที่คิด ตรงกันหรือเปล่า เป็นธรรมหรือเปล่า ถ้าตรงกัน นั่นแหละแสดงว่าเราเป็นธรรมแล้ว! เมื่อเป็นธรรมต่อตนเองและผู้อื่นจึงเรียกว่า เข้าถึงธรรม”
ประโยคทั้งหลายของหลวงปู่พรม ทำให้ผู้เขียนซาบซึ้งใจยิ่ง อย่างน้อยก็เพราะรู้ว่า ปกติท่านเป็นพระพูดน้อยมาก และใครต่อใครก็รู้ ยากนักที่ท่านจะแสดงธรรมโดยง่าย ที่ซาบซึ้งก็เพราะครูบาอาจารย์ท่านคงเล็งเห็นลูกศิษย์ห่างวัด...ห่างการภาวนา ท่านจึงเมตตากระหนาบเอาเต็มเหนี่ยวอย่างที่เห็น...
หลังจากส่งท่านที่วัดเขาน้อย อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ แล้วถือโอกาสนอนค้างที่นั่นอีกหนึ่งคืน เช้าหลังอาศัยข้าวก้นบาตรประทังชีวิตค่อยคลานเข้ากราบหลวงปู่ ‘เหมือนท่านจะรู้ใจ’ ว่าเมื่อคืนหลังการภาวนา...ผู้เขียนพิจารณาอะไรเป็นปัญญาตามท้าย...ท่านมองหน้าก่อนพูดด้วยรอยยิ้มที่มีเมตตา
“ผู้เข้าถึงธรรม กับผู้มีธรรมเหมือนกันตรงที่ต้องถาม ต้องตอบตัวเองได้ ว่า กาย วาจา ใจ ที่พูดที่ทำออกไปเป็นธรรมหรือไม่ หรือเป็นเพราะกิเลส ตัณหา รัก โลภ โกรธ หลง รู้อย่างนี้จึงเป็นปัญญาธรรม ไม่ใช่เป็นไปด้วยจิตหลอก จิตหลง จิตสำคัญผิดด้วยสัญญาปรุงแต่ง ถ้าจะให้พูดตรง ๆ ก็คือ สติกับผู้รู้ควรอยู่ด้วยกัน เวลาพูดหรือทำอะไรออกไป”
ภูเตศวรกราบหลวงปู่อีกครั้งด้วยสำนึกในเมตตาธรรมของท่าน ก่อนก้าวขึ้นรถมุ่งหน้าสู่ความวุ่นวายในชีวิตอีกครั้งด้วยความรู้สึก ‘อาลัยอาวรณ์’ ในจิตอย่างเห็นได้ชัด แม้จะเป็นเพียงสี่ห้าวัน...แต่เป็นสี่ห้าวันที่สัมผัสได้กับความสงบสุขและยังพึงพอใจ
“ดูมันเฉย ๆ นะ” ประโยคแวบเข้ามาในความคิด เป็นประโยคของหลวงปู่พรม
“อ้อ...นี่คือความอาลัยอาวรณ์...” พอรู้ตัวมันก็ขานรับอีก คำสอนของหลวงปู่ยังแว่วในจิต...
“ดูไปเรื่อย ๆ...แล้วจะเห็นอาการเกิดดับ ๆ ของจิต วันหนึ่งข้างหน้า แม้วจะเข้าใจเอง ว่าของทุกอย่างในโลกมันเกิด...ดับ...เกิดดับ ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืนหรอก เป็นอนิจจังจริง ๆ เมื่อเห็นอนิจจังบ่อย ๆ จิตจะคลายความยึดมั่นถือมั่นไปเองในที่สุด!”
ครับ วันนี้กลับมาถึงบ้าน ถึงเวลาส่งต้นฉบับให้ขวัญเรือน หาอะไรมาเขียนไม่ทันก็ยกเอาสารธรรมตรงนี้แหละมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อจะเอาไปใช้ได้บ้าง...
วันนี้ขอลาท่านด้วยสัจจะที่ว่า...จะสุขหรือทุกข์ มีลาภ...ยศ สรรเสริญ ก็อย่าทระนง...เพราะวันหนึ่ง ‘ย่อมเสื่อม’ ลงตามธรรมชาติอย่างที่เรียกว่าโลกธรรมแปดนั่นแล...
ด้วยทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้กฎแห่งไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง...อนัตตาทั้งสิ้น...!

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com