
ของฝากจากวัดป่าชนะสงคราม
ขณะเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ผู้เขียนเพิ่งเดินทางกลับจากวัดป่าชนะสงคราม การเดินทางไปที่นั่นก็ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่ง คือการไปกราบนมัสการเยี่ยมเยียนหลวงปู่พรม ซึ่งท่านได้เมตตาไปรับตำแหน่งเจ้าอาวาสฉลองศรัทธาญาติโยมหลังการสร้างวัดเสร็จสิ้นลง
ประการที่สอง คือไปตรวจงานปิดทองพระรัตนพุทธชัยะสงคราม ที่ช่างเสรี สุขเกษม รับเหมาไว้ ผลก็คือเรียบร้อยดีพอควร และในโอกาสนี้ผู้เขียนได้ลงมือตบแต่งฐานพระที่รองรับพระประธานในศาลาด้วยตนเองอีกด้วย เรียกว่างานนี้วันทอดกฐินของวัดป่าชนะสงคราม ซึ่งตรงกับวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ (2548) ใครเดินทางไปร่วมบุญจะได้เห็นกับตาตนว่า...
วันนี้พระรัตนพุทธชัยะสงคราม นั้นเมื่อปิดทองแล้วท่านจะงดงามเพียงใด?
สี่วันที่ผู้เขียนอยู่ที่นั่น นอกจากได้นอนบนศาลาใหญ่หน้าองค์หลวงพ่อพระประธานแล้ว ยังได้มีโอกาสสนทนาธรรมพร้อมปฏิบัติภาวนากับครูบาอาจารย์อย่างเต็มอิ่ม งานนี้เรียกว่าคุ้มสุดคุ้มครับ โดยเฉพาะการมีโอกาสได้พบกับพระนักปฏิบัติรุ่นหนุ่มไฟแรงรูปหนึ่ง...ซึ่งท่านเหมือนจะรู้ล่วงหน้าว่า ภูเตศวรต้องเขียนถึงท่านในคอลัมน์ธรรมะ ๕ นาที ท่านจึงขอร้องไม่ให้เปิดเผยชื่อและฉายาของท่านด้วยเหตุผลสั้น ๆ
“อาตมายังเหมือนเด็ก...รู้น้อย ไม่อยากให้ใครเขาเข้าใจผิด”
ความจริงท่านดังกล่าวไม่ถือว่า ‘เด็ก’ อย่างที่ท่านถ่อมตัวหรอกครับ เพราะวันนี้อายุกาลพรรษาได้ ๑๔ เข้า ๑๕ ในพรรษานี้แล้ว หลังจากสนทนากับท่านไม่กี่ประโยค ผู้เขียนแน่ชัดในจิต
...ท่านเป็นนักปฏิบัติภาวนาของแท้
ที่สำคัญสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวัดป่าชนะสงครามในอดีตที่ภูเตศวรรู้ ก็มิอาจพ้นญาณทัศนะของภิกษุรูปนี้ได้เลย มิหนำซ้ำหลวงปู่พรมที่สมัยเป็นโยมได้เป็นโยมอุปัฏฐากหลวงปู่บัว สิริปุณโณ มาโดยตลอดก็ยังเอ่ยปากยกย่อง...
“ท่าน...เก่งพอตัวทีเดียวแหละ”
คืนสุดท้ายที่ผู้เขียนจะเดินทางกลับ ท่านอาจารย์ได้นั่งสนทนาธรรมกับภูเตศวรอยู่กว่าค่อนคืน โดยกลับเข้ากุฏิประมาณตีหนึ่งเศษ ๆ
หลายประโยคหลายถ้อยคำของท่านถือเป็นประโยชน์มหาศาลสำหรับญาติโยมที่กำลังก้าวสู่การปฏิบัติอย่างยิ่ง มีประโยชน์จนผู้เขียนต้องนำมาเผยแพร่ให้ท่านทั้งหลายได้สัมผัสในวันนี้
ความจริงท่านอาจารย์มิได้เป็นลูกศิษย์ในสายวัดป่าหนองแซงโดยตรง หากเพราะกรรมลิขิตทำให้ท่านต้องมาจำพรรษาที่วัดป่าชนะสงครามเป็นพรรษาที่สองแล้ว
“เป็นเหมือนเรื่องบังเอิญ” ท่านกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่กี่วันก่อนเข้าพรรษาปี ๔๗ ที่ผ่านมา อธิษฐานว่าอยากได้ที่ภาวนาดี ๆ เหมาะกับจริตนิสัย คืนนั้นก็ฝัน...ฝันเห็นหลวงปู่แก่ ๆ อยู่ในวัดที่ตัวเองไม่เคยเห็น”
ท่านเล่าความมหัศจรรย์ทางจิตให้ฟังด้วยเสียงเนิบนาบ...
“เช้าโยมที่รู้จักมารับ บอกว่าจะพาไปจำพรรษาทางเหนือ จากนั้นก็เดินทางมาเรื่อย ๆ ถึงทุ่งเสลี่ยม ถามชาวบ้านแถวนี้ว่ามีวัดป่าบ้างไหม เขาก็บอกทางมาที่นี่...พอมาถึง เอ๊ะ...หลวงปู่ที่เห็นในฝันก็คือหลวงปู่พรมนี่แหละ ท่านนั่งตรงศาลาฉันน้ำร้อนเหมือนที่ฝันเป๊ะเลย”
และก็จริงอย่างที่อธิษฐานเพราะพรรษาที่ผ่านมา การปฏิบัติสมาธิภาวนาของท่านถือว่าก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้ปีนี้ยังจำพรรษาต่ออีกระยะ เมื่อเห็นเช่นนั้น ผู้เขียนจึงเอ่ยอาราธนานิมนต์ท่านให้จำพรรษาต่อไปอีกเรื่อย ๆ ซึ่งท่านตอบด้วยรอยยิ้ม
“ขอพิจารณาดูก่อนนะโยม”
วิธีตอบเป็นธรรมชาติของพระป่ากรรมฐาน ก่อนจะทำอะไรหรือตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ท่านต้องตั้งสติพิจารณาอย่างรอบคอบทุกครั้ง เพราะสิ่งใดที่ภิกษุได้ตกปากรับคำ สิ่งนั้นเป็นเสมือน ‘สัจจะ’ ที่ต้องปฏิบัติ...ในคืนนั้นตัวท่านเองก็ยังปรารภเบา ๆ
“การไม่รักษาสัจจะ จะเป็นโทษ โดยเฉพาะนักภาวนา การภาวนาจะไม่ก้าวหน้า”
ในช่วงหนึ่งของการสนทนา ท่านได้แย้มหลักการปฏิบัติของท่านให้ฟังอย่างน่าสนใจ
“อาตมาใช้การเจริญสติเป็นเครื่องอาศัย...พยายามทำทั้งสี่อิริยาบถ ทั้งยืน...เดิน...นั่ง และนอน”
ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงการเจริญสติอย่างเรียบง่าย...
“การเจริญสติอย่าไปพยายามเพ่งหรือฝืนบังคับ แต่ให้เฝ้าสังเกตดูไปเรื่อย ๆ ต้องเข้าใจธรรมชาติของจิต ถ้าเราบังคับหรือพยายามมาก ๆ จิตจะดิ้นรนทำให้เครียด ฉะนั้นค่อย ๆ มองดูเหมือนเวลาเราเลี้ยงเด็กนั่นแหละ ปล่อยให้เขาคลานเขาเดินตามธรรมชาติ แต่ให้อยู่ในสายตาเรา ถ้าเห็นว่าจะตกบ้านแล้วค่อยเอามาไว้กลางบ้าน...ไม่ใช่เอาเชือกผูกไว้หรือเอามาใส่กรง”
ท่านยืนยันอย่างหนักแน่น...ว่าการเฝ้ามองดูจิตอย่างนั้น ตามรู้สภาวะจิตไปเรื่อย ๆ ตัวสติจะค่อย ๆ กล้าแข็งไปตามกาลเวลาที่เราปฏิบัติ
“ทุกอย่างมีเกิดมีดับ...เป็นธรรมชาติ ตัวสติก็เหมือนกัน บางครั้งก็ดับไปได้ แต่อย่าท้อใจทำไปอย่างปกติสบาย ๆ ในที่สุดก็จะเห็นผลชัดเจนขึ้นด้วยตัวเอง เข้าใจด้วยตัวเอง”
ท้ายสุดท่านอาจารย์ได้สรุปสิ่งที่ท่านพบเห็นให้ฟังอย่างไม่ปิดบังอำพราง
“พอทำจนชำนาญแล้ว จะเห็นอาการเกิดดับชัดเจนขึ้น...เข้าใจสภาวะทุกอย่างตรงหน้าเป็นเรื่องธรรมดาไปหมด มันเป็นอย่างนั้นของมันโดยธรรมชาติ ที่เกิดทุกข์เพราะเราเข้าไปยึดมั่นถือมั่นเองต่างหาก”
นอกจากหลักการปฏิบัติในแนวสติปัฏฐาน แล้วท่านยังย้ำถึงหัวใจในการปฏิบัติให้ฟังอีกว่า...
...การเป็นนักปฏิบัตินักภาวนาต้องอาศัย ‘เมตตา’ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง
ก่อนนั่งภาวนา...หรือแม้กระทั่งก่อนนอนสิ่งที่ไม่ควรลืมคือการเจริญเมตตาธรรม เพราะเมตตาธรรมเป็นเหมือนกระแสแห่งความเย็นที่สามารถดับทุกข์ให้ตนกับคนอื่นได้เป็นอย่างดี...
“ครูบาอาจารย์ท่านสอน คนมีเมตตาอยู่ที่ไหนก็เป็นสุข ผีสางเทวดาก็รัก เพราะจิตใจเราไม่ร้อนรุ่ม เมื่อไม่ร้อนรุ่มใครก็อยากเข้าใกล้ เพราะมีแต่กระแสเย็น” ท่านพูดอย่างมั่นใจ
“ทุกวันนี้เวลาไปภาวนาที่ไหนจึงไม่ค่อยถูกรบกวนจากพวกภูมิเจ้าที่ แม้แต่การมีชีวิตเป็นนักบวชมาถึงวันนี้ ก็เชื่อว่ามีเมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนเอาไว้”
ครับ...ทั้งหมดคือหลักการปฏิบัติสั้น ๆ ง่าย ๆ ที่ผู้เขียนได้รับมาจากท่านอาจารย์ ในคราวไปเยือนวัดป่าชนะสงครามเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทุกอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวเป็นเหมือนหลวงปู่เสน อบรมผู้เขียนในคราวบวชเรียนและถูกส่งออกไปบำเพ็ญภาวนาในป่ามาแล้วเมื่อปี ๒๕๔๐
“ไปอยู่ที่ไหนก็ตาม พระกรรมฐานมีเมตตาธรรมเป็นอาวุธ อาศัยความเมตตาคุ้มครองชีวิต แม้วต้องหมั่นเจริญเมตตา หมั่นแผ่บุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ผีสางและเทวดาอย่าได้ขาด”
ฉะนั้นเชื่อเถอะครับ...ต่อให้อยู่ในเมืองอย่างทุกวันนี้...เราท่านก็ควรแผ่เมตตาอยู่เป็นนิตย์...
เพราะเมตตาธรรมค้ำจุนโลก...ไม่เพียงค้ำจุนโลกเท่านั้น ยังค้ำจุนเราให้มีความสุขศานติอีกด้วย!

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com