สัพพะทานัง ธัมมะทาน...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
7 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#460]

 

สัพพะทานัง

ธัมมะทานัง ชินาติ

 

 

          เมื่อไม่นานมานี้มีคนถามผู้เขียนว่า ‘ทำได้อย่างไรกับงานบุญกุศลที่ยาวนานมากว่ายี่สิบปี?’ ซึ่งน่าจะมาจากสิ่งที่คนเหล่านั้นเห็นความทุ่มเทกายใจในงานสร้างวัดวาอาราม...โรงเรียน และมูลนิธิ เพื่อประโยชน์ในพระศาสนาอีกทั้งสังคมมาอย่างยาวนานยิ่งจนถึงปัจจุบัน ในครั้งแรก ๆ เมื่อเริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางบุญนี้ ต้องสารภาพตรง ๆ ละครับว่า...ไม่เคยถามถึงความรู้สึกและเหตุผลตรงนี้มาก่อน...

แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นมาพอควรจึงเข้าใจอะไรต่อมิอะไรมากขึ้น หนึ่ง...เพราะสำนึกในหน้าที่แห่งตน อย่างที่กล่าวกับลูกศิษย์ใกล้ชิดมาโดยตลอด

เราทั้งหลายเคยมีบุพกรรมร่วมกันมาและถึงเวลาสร้างบารมี หาหนทางสู่ความพ้นทุกข์ ตามสัจจาธิษฐานก่อนที่ภัทรกัปนี้จะสิ้นสุด

เมื่อหมดยุคศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ภัทรกัปนี้จะเหลือพระพุทธเจ้าอีกหนึ่ง คือ พระศรีอารยเมตไตรย จากนั้นจะสิ้นสุด...อีกยาวนานจนมิอาจคาดคิด กว่าจะถึงกัปใหม่จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้ก้าวสู่ความพ้นทุกข์อีกนั้น

เราต้องเวียนเกิดตายอีกกี่กัลป์อนันตชาติ?

“หาทางกลับบ้านเถิด!” จึงเป็นคำบอกเล่าจากภูเตศวรกับทุกคนที่มีวาสนามาร่วมบุญทานชาตินี้เสมอมา

สอง...เพราะกิจวัตรและปฏิปทาของพ่อแม่ครูบาอาจารย์กับคำสั่งสอนของท่าน ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญแห่งงานบุญงานกุศลที่จะเป็นพละปัจจัยช่วยหนุนส่งให้เรามุ่งหน้าสู่ความพ้นทุกข์อย่างถูกต้องรวดเร็ว

เริ่มตั้งแต่สัพพะทานัง...สร้างโรงงานปัญญา คือโรงเรียน...ตั้งมูลนิธิฯ ให้อาหารกลางวันเด็ก ดูแลสงฆ์อาพาธ ตลอดจนสร้างวัดป่าชนะสงคราม อุโบสถวัดป่าพอก กับอีกหลายแห่งแบบสมทบทุน...

ในอดีตมีครั้งหนึ่งยามเริ่มต้นสร้างวัดป่าชนะสงคราม เหนื่อยหนักถึงภาระควบคุมก่อสร้าง...หาทุนทรัพย์ ยังไม่พอ หากต้องคอยแก้ปัญหาความมัวเมาเอาแต่ใจในกิเลสของชาวบ้านจนท้อใจแทบวางงานเหล่านั้นจนนับครั้งไม่ถ้วน เข้าวัดทำงานก็ดื่มสุรา แม้พระสงฆ์ครูบาอาจารย์ท่านยังเบือนหน้าหนี วันหนึ่งปรารภกับหลวงปู่เสน ปัญญาธโร ด้วยความเหนื่อยหน่าย ท่านพูดยิ้ม ๆ เป็นประโยคสั้น ๆ แต่ได้สาระและเหตุผลครบถ้วน

เพราะเขาโง่เขลาเราจึงต้องสร้างวัดหาครูบาอาจารย์มาอบรมสั่งสอนไม่ใช่รึ?”

สั้นแต่เหมือนทิ่มเข้ากลางใจจนเลิกคิดเลิกบ่นแต่นั้นมา...บอกตัวเองว่า...จริงของหลวงปู่...

...ถ้าคนเขาดีอยู่แล้ว เราต้องทำวัดทำวาเพื่ออะไร...ถ้าเขาไม่ดีไม่มีปัญญาแต่เราทำให้เขาดีมีปัญญาได้ นั่นคือบุญกุศลอันมากมายมหาศาล!

โรงเรียนให้ปัญญาทางโลกกับมนุษย์ นั่นคือเหตุผลต่อมาที่พิจารณาได้ จึงเข้าใจว่าทำไมหลวงปู่จึงให้สร้างโรงเรียนที่บ้านอวยศรีให้เด็ก...เป็นโรงทานทางปัญญาแห่งแรกในชีวิต

เคยบอกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน พุทธศาสนาเน้นเรื่อง ‘ปัญญา’ หากมิได้เป็นแค่ปัญญาทางโลกอันเป็นปัญญาภายนอกเท่านั้น ทว่าพระบรมศาสดาทรงเน้นให้เรามีปัญญาภายในเป็นธรรมปัญญาเพื่อความพ้นทุกข์สู่ความสุขอันเป็นวิมุตติสุขชั่วนิรันดร์

พระบรมศาสดาครั้งเป็นมหาโพธิสัตว์ ทรงสละความสุขทางโลก ทรมานพระวรกายอย่างแสนสาหัส ก็เพราะทรงมีพระราชปณิธาน ในการค้นหา ‘ธรรม’ คือ ‘สัจจะความจริงสำหรับดับทุกข์ทั้งปวงสู่ความหลุดพ้น’ จนพระองค์ทรงค้นพบและนำมาสั่งสอนเราในที่สุด

...ธรรมะ จึงเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นความถูกต้อง...คือสัจจะปรมัตถ์ที่มิมีทางผิดเพี้ยนไปได้เลย เป็นทางสายเดียวให้ปฏิบัติให้ก้าวเดินสู่ความหลุดพ้น ธรรมะจึงสำคัญสูงสุด จนพระตถาคตเจ้ายังตรัสกับพระอานนท์ในกาลก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานชัดเจน...

ภายหลังไม่มีเราตถาคต ธรรมทั้งหลายที่เราตรัสแสดงไว้ดีแล้วจะเป็นศาสดาแทนเรา!” หรืออีกครั้งที่ทรงเปล่งพระวาจาชัดเจนยิ่ง...

“ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต!”

เพราะประการนั้น จากงานสร้างโรงเรียน คือโรงเรียนปัญญาทางโลก จึงก้าวมาสู่ทางสร้างวัดในเวลาต่อมา เพราะวัดคือสถานที่อยู่จำพรรษาของพระสงฆ์อันเป็นพุทธสาวก เป็นที่ใช้ปฏิบัติธรรมศึกษาหาความจริงของครูบาอาจารย์ที่เป็นเนื้อนาบุญของผู้คนสัตว์โลกทั้งปวง

และเป็นสถานที่เผยแพร่ธรรมะแห่งพุทธศาสนาให้ยั่งยืนยาวนาน อีกทั้งเป็นสถานให้ธรรม คือปัญญารู้แจ้งจริงแก่มนุษย์เป็นทานนั่นเอง

นั่นจึงเป็นคำตอบของภูเตศวรกับผู้เอ่ยคำถามที่ว่า ‘ทำได้อย่างไรกับการทำสิ่งเหล่านี้มานานกว่ายี่สิบปี?’ เพราะนี่คือการทำบุญทำทานอันมีคุณค่าอย่างใหญ่หลวงสำหรับตนและญาติมิตรญาติธรรม

ด้วยเป็นโรงธรรมทานแก่สาวกบุตรในพระบรมศาสดาที่มาค้นหาธรรมและบรรลุธรรม แม้นพระสงฆ์เหล่านั้นสิ้นทุกข์จบพรหมจรรย์ ย่อมเป็นมหากุศลต่อสรรพสัตว์อย่างหาประมาณมิได้คือประการแรก

เมื่อมีพระสงฆ์สุปฏิปันโนเป็นเนื้อนาบุญอันไพศาล ย่อมมีคุณประโยชน์ต่อญาติมิตรผู้คนให้การหว่านบุญแห่งตนเพื่อประโยชน์ตนเป็นที่ยิ่ง อีกทั้งจะได้รับสดับธรรมซักฟอกจิตวิญญาณและวางโลกสู่นิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้า ในคติของพุทธศาสนา เป็นประการที่สอง

เยี่ยงนั้น...แม้ภูเตศวรอยากนำพาญาติมิตรญาติธรรมสร้างบารมีเอาไว้ เพื่อเป็นพละปัจจัยในการ ‘บำเพ็ญธรรม’ สู่ความพ้นทุกข์เร็ววันดังใจหวัง...ก็ต้องสร้างโรงทานธรรมนี้อย่างตั้งมั่นในจิตให้ได้ เพราะในกาลข้างหน้าต่อให้เราทั้งหลายที่ร่วมทำร่วมสร้างมาได้จากโลกนี้ไปแล้ว วัดวาแห่งนี้ก็จะยังดำรงธรรมทานของครูบาอาจารย์แต่ละรุ่นแต่ละยุคสมัยก็จะยังคงอยู่ ตราบใดยังมีผู้เข้าสดับรับธรรมทานนี้...

กุศลผลบุญจะเป็นของเราตลอดกาลนาน!

ธรรมช่วยให้สัตว์โลกหลุดพ้นจากทุกข์ ธรรมเป็นเครื่องจัดการร้อยรัดเป็นอิสระจากการเวียนภพชาติ สู่สิ่งสูงสุดในพุทธศาสนาคือพระนิพพาน ฉะนั้นท่านทั้งหลายอย่าได้แปลกใจกับประโยคบาลีที่ว่า...

สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ!

คือการให้ธรรมะเป็นทาน ย่อมชนะการให้ทั้งปวง

ถึงตรงนี้หลายท่านคงจะอยากถาม ‘ต้องสร้างวัดเท่านั้นหรือจึงเป็นการให้ธรรมเป็นทาน?’ คำตอบคือ ‘ไม่ใช่’ เพราะธรรมทานสามารถทำได้หลายอย่างหลายประการ...เช่นการสนับสนุนการปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ สามเณรหรือกุลบุตรธิดาการเผยแพร่เอกสารธรรมะชักชวนคนให้รู้จักการทำบุญ หรือแม้กระทั่งการอ่านหนังสือธรรมะที่มีประโยชน์นั่นแล...

จนบัดนี้ก็ยังแอบหวังลึก ๆ ในใจ เมื่อไหร่คนไทยช่วงปีใหม่จะเลิกเที่ยวตามผับตามคลับ หันไปเที่ยวทำบุญในวัด...เมื่อไหร่จะเลิกซื้อของมึนเมาเป็นของขวัญ หันมาหาหนังสือธรรมะที่มีสารประโยชน์ของครูบาอาจารย์ให้คนที่ตนรักได้อ่านได้ศึกษาบ้างหนอ...

สวัสดีปีใหม่ครับ!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com