
อาลัยหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล
“ว่าง ๆ วันหลังค่อยมาคุยกันอีกนะ...” คือประโยคสุดท้ายที่ผู้เขียนกับคุณทมยันตีได้ยินจากหลวงปู่บุญจันทร์ แห่งวัดป่าสันติกาวาส อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี
เพราะขณะนี้สังขารของท่านได้ถูกชำระด้วยพระเพลิงไปเรียบร้อยแล้ว ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2538 หลวงปู่บุญจันทร์ ถือเป็นครูบาอาจารย์ระดับอาวุโสอีกรูปหนึ่ง ของแม่ทัพธรรมผู้ยิ่งใหญ่อย่าง หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่บุญจันทร์เป็นพระเถราจารย์ผู้ทรงศีลาจารวัตรงดงามมาก จนนักเขียนใหญ่อย่างทมยันตีเอ่ยชมไม่ขาดปาก...
“ท่านงามด้วยจริยาวัตรและราศี สมเป็นพระสงฆ์จริง ๆ”
“ตัดผมเสียเถิด...อย่าไว้ยาวเลยมันบ่งาม...” เป็นคำพูดของหลวงปู่ที่กล่าวกับภูเตศวร เมื่อครั้งนำเอาวัตถุมงคลชุดพระกริ่งปัญญาบารมี และรูปหล่อหลวงปู่บัว สิริปุณโณ ไปให้ท่านเมตตาอธิษฐานจิตให้ ตั้งแต่นั้นมาผู้เขียนก็เลยเหลือผมบนศีรษะยาวไม่ถึงสองนิ้ว...
เพื่อเป็นการรำลึกถึงหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล ที่ถือเป็นครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน สำหรับทุกคนรวมทั้งคุณทมยันตีและผู้เขียน จึงขอคัดลอก ‘ธรรมเทศนา’ ของหลวงปู่ที่เคยอบรมลูกศิษย์ ที่วัดป่าสันติกาวาส เป็นหนึ่งในหลาย ๆ ข้อธรรมอันทรงค่าอย่างยิ่งต่ออนุชนรุ่นหลัง ที่ภูเตศวรกำลังจะรวบรวมเรียบเรียงเอาไว้เป็นสมบัติโลกในกาลต่อไป...
เชิญสดับพระธรรมเทศนาจากหลวงปู่ได้เลยครับ!
คนเราไม่อยากหนีจากทุกข์ ถ้าอยากหนีจากทุกข์คงจะพ้นทุกข์อยู่หรอก เราไม่อยากจะหนีทุกข์จึงไม่พ้น ถึงขนาดพิจารณาทุกวัน ดูอยู่ทุกวันยังหลงได้ ในอิริยาบถทั้ง 4 ยืน เดิน นั่ง นอน พระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณาดู หรือแม้แต่พระอริยเจ้าก็ดูเหมือนกัน ‘ในสิ่งที่เกิดหรือเป็น’ นี่ก็เพราะว่าเราไม่ดูไม่พิจารณาเลย กลับเห็นว่าของตายเป็นของเป็น เห็นของเน่าของเหม็น กลายเป็นของหอม
เนื้อหนังร่างกายเป็นของเน่าของเหม็นไม่เชื่อก็ลองดมที่ปากดู เอานิ้วมือถูที่ฟันแล้วนำมาดมดู ถ้าไม่เชื่อเอาเดี๋ยวนี้เลย นี่เราก็ยังคิดว่าเป็นสิ่งที่หอม พระพุทธเจ้าท่านว่าของที่อยู่กับตัวนั้นเป็นสิ่งโสโครก เราไม่เห็นตาม เราไม่ดูตามพระพุทธเจ้า นี่เราไม่เห็นว่าเนื้อหนังร่างกายของคนเรานั้นเป็นสิ่งเน่าเหม็นโสโครก เป็นของที่เน่าเปื่อย แต่ถ้าเราเห็นเป็นจริงแล้ว มีทางที่จะเบื่อหน่าย หรือว่ากลัวจะเบื่อหน่ายใช่ไหม? คงจะเป็นอย่างนั้นกระมัง เรายังพากันเสียดาย เสียดายวัฏสงสารอยู่ ก็เพราะเราไม่มีใครอยากจะหนีจากทุกข์กัน จึงไม่มีใครพิจารณา ความทุกข์มีอยู่เต็มแล้ว ยังมองไม่เห็นกันพิจารณากันเฉย ๆ ว่า เจ็บตรงนั้น ปวดตรงนี้ พระพุทธเจ้า พระอริยเจ้าท่านพิจารณาอยู่ไม่หยุดหย่อน มันปรากฏอยู่ทุกขณะลมหายใจ ให้ตั้งสติให้ดีให้เข้าใจไปถึง อย่าให้มันอยู่ข้างนอก ถ้าตั้งสติเข้าไปไม่ถึงใจแล้วมันจะฟุ้งซ่าน ควบคุมจิตใจไม่ได้ ไม่เข้าถึงใจ นี่มันถึงแค่เพียงอารมณ์ อารมณ์ดี อารมณ์ร้าย หงุดหงิดจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร
ทำอย่างนี้ หนทางพ้นทุกข์มีอยู่ มีอยู่กับทุกคน คนเราไม่อยากดำเนินไปตามทางนั้นเองต่างหาก กลัวแต่ความเจ็บความปวด ถ้าหลีกออกจากทุกข์ก็กลัวแต่จะตาย ให้เราทำเอา ทุกข์เกิดขึ้นมาจากตรงไหน สุขอยู่ตรงไหน ทุกข์อยู่ที่ไหน เป็นของคู่กันอยู่นั่นแหละ ให้วางทั้งทุกข์และสุข สุขก็ไม่เอา ทุกข์ก็ไม่เอา จะเอาอะไรถ้าไม่เอาทุกข์และสุข จะมีอะไรอีกอยู่หรือ ให้ยึดเอาทุกข์และสุขที่ไม่ได้สมมติ หยุดห่วงหยุดอาลัย ความห่วงใยมันจะผูกมัดคนไว้ การห่วงการอาลัยนั้นห่วงหลายสิ่งหลายอย่างจนนับไม่ได้เต็มไปหมด ตัดความกังวลทั้งหมด อย่าให้มีความกังวล เอาอย่างนั้นจึงจะได้ชื่อว่าเมตตาตน เมื่อเวลาเมตตาตน แล้วเมตตาสัตว์ก็จะมี เมตตาสัตว์ ๆ อื่นต้องเมตตาตนก่อนจึงเมตตาสัตว์อื่น ‘อเวรา’ เวรก็ไม่มี กรรมก็ไม่มี อย่าห่วงแต่ของตายกันนัก แก่ชราจนจะตายแล้วแหละ ยังห่วงอาลัยกับของตายอยู่อีก พอปล่อยวางแล้ว จะเอาสิ่งนั้นหรือไปสวรรค์นิพพานกัน คิดดูให้ดีหน่อยซิ หรือยึดเอาสิ่งนี้หรือเป็นสวรรค์นิพพานกัน พระพุทธเจ้าไม่ถือเอาตรงนั้นนะเป็นสวรรค์นิพพาน ควรปล่อยวางและหมดอาลัยแล้ว ต้องพิจารณาเอาด้วยตนเอง อย่าไปหลงเชื่อแต่คำที่เขาหลอกลวงนัก
ในขณะที่ยังคงมีร่างกายแข็งแรง ให้รีบเร่งทำเอา ถ้าถึงเวลาที่ร่างกายไม่แข็งแรงแล้วไม่มีเวลานะหรือจะพากันเอาแต่อานิสงส์ทานอย่างนั้นหรือ
อานิสงส์ทานในปัจจุบันก็ยังไม่ดีเท่า ‘การให้’ ต่างคนต่างสำรวมจิตใจของตนเอง
ต่างคนก็ต่างเป็นผู้ที่มีสติด้วยกัน คำที่ว่าไม่ทำให้จิตฟุ้งซ่านก็อาศัยการคิดไม่ให้เผลอ ให้มีสติตลอดไป คุยกันมากนี่แสดงว่า ไม่ฝึกสติใส่ตัวเอง คิดหาแต่คำพูดที่จะมาพูดกัน ไม่รู้ได้มาจากไหน มีอยู่โดยทั่วไปตามสถานที่ต่าง ๆ ความคิดไม่หยุดไม่หย่อนสักที ถ้ามาวัดก็คิดแต่จะกลับบ้าน ไม่คิดว่าจะมาอยู่ที่วัดเลย กลัวแต่เสียเวลา ลองเสียสละดูบ้างซิ บ้านก็เคยอยู่มาแล้ว เสียสละดูบ้างซิ ถ้ามาอยู่วัดแล้ว ทำอะไรไม่ได้ดังใจปรารถนาใช่ไหม เป็นอยู่อย่างนี้แหละใจคน เดี๋ยวก็พูดว่าทำไมท่านพูดได้ตรงนักแหละ แล้วทำไมไม่พากันเข็ดหลาบสักที สร้างความดีมันก็ยาก เหมือนกับภาษิตที่ว่า ‘สุกรํ สาธุนา สาธุ’ บรรดาความดีทั้งหลาย คนดีทำได้ง่าย ‘สาธุ ปาเปน ทกฺกรํ’ บรรดาความดีทั้งหลายคนชั่วทำได้ยาก อันนี้ก็น้อมมาสู่ใจเราว่า เอ้า เรานั้นมันเป็นอย่างไรเดี๋ยวนี้ ตั้งสติน้อมดูใจ เห็นท่านทำความดี ผลสุดท้ายเกิดเบื่อหน่าย ตำหนิ ติโทษ นั่นสำหรับคนชั่ว เราจะคิดเพื่อคนอื่น หรือจะคิดและทำเพื่อตนเอง ไม่ใช่ทำเพื่อคนอื่น ถ้ายังไปคิดว่าทำไปเพื่อคนอื่นนั้นไม่ถูก คิดว่าทำเพื่อตนเอง ผิดชั่วก็ตัวเรา ให้คิดอยู่ในใจ เหนือจากใจแล้วไม่มีใครทราบได้ ต้นไม้ก็พูดไม่ได้ สัตว์เดรัจฉานก็ไม่รู้จัก
พวกเรานี้ได้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้วนี่ เป็นลาภอย่างยิ่งแล้ว ยากที่จะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ คิดถึงเป็นอะไรนักหนากับบ้านเรือน คิดถึงก็เอาไปด้วยไม่ได้หรอก คิดถึงตัวเอง ห่วงลูกห่วงหลานเมื่อเวลาตายไปเขาก็กลัว
เอาละ เมื่อรู้อย่างนี้ก็ต้องมาฝึกสำรวมจิตใจกันเดี๋ยวนี้เลย
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com