
อินทรีย์และพละ
จบลงแล้วสำหรับงานบุญกฐินหาปัจจัยยกพระอุโบสถ 200 กว่าปีที่ทรุดจมน้ำขึ้น และเตรียมบูรณะขึ้นใหม่ดังที่เคยนำเรื่องราวมาลงเมื่อหลายฉบับก่อน อย่างที่เรียนครับว่า พระอุโบสถฝีมือช่างอยุธยายุครัตนโกสินทร์ตอนต้นหลังนี้ เป็นศาสนสมบัติอันล้ำค่าของแผ่นดินที่กำลังจะจมจะล่มลงอย่างน่าเสียดาย จึงทำให้ผู้เขียนต้องนำความจริงมาบอกบุญหาทุนทรัพย์ เพื่อทะนุบำรุงรักษาเอาไว้โดยเร่งด่วน
หลังจากเขียนลงในคอลัมน์นี้ไม่นาน มีปัจจัยฝากมาทางไปรษณีย์และโอนเข้าบัญชีของวัดน้อยนอกโดยตรงประมาณ 200,000 กว่าบาท นอกจากนั้นเป็นที่น่าปีติยินดียิ่ง เมื่อมีผู้ใจบุญอ่านธรรมะ 5 นาที เดินทางไปนมัสการพระอาจารย์นภดล อาสโภ เจ้าอาวาสที่วัด แสดงเจตจำนงเป็นเจ้าภาพกองใหญ่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ
1,000,000 บาทคือปัจจัยเริ่มต้นที่เจ้าภาพใหญ่ถวาย นั่นทำให้ยอดกฐินของวัดน้อยนอก จบลงที่ 2,229,501 บาท
นั่นคือ...นิมิตหมายอันสำคัญที่จะบอกว่า งานยกและบูรณะพระอุโบสถหลังนี้จะสามารถดำเนินการได้ในไม่ช้านี้
แม้จะมิได้พบหน้า กราบขอบคุณและโมทนาสาธุกับท่านเจ้าภาพทั้งหลายด้วยตนเอง แต่ก็ขอใช้คอลัมน์เล็ก ๆ นี้ ฝากขอบคุณ ฝากอนุโมทนากับ คุณอำนาจ คุณปิยะนุช เจริญสุขวานิช คุณราเชนทร์ โสภาพร คุณแม่เตือนใจ เศรษฐบุตร คุณเขมทัต มนัสรังษี พร้อมครอบครัวที่ให้เกียรติเป็นประธานทอดกฐินสามัคคีในครั้งนี้ อีกทั้งญาติมิตรญาติธรรมทุกท่านผู้ร่วมบุญร่วมทานด้วยครับ
ขออำนาจกุศลผลบุญราศีที่ประกอบมาจงดลบันดาลให้ท่านทั้งหลายมีความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยเทอญ
สำหรับกำหนดการเริ่มต้นดำเนินงานบูรณะพระอุโบสถเก่าแก่ รอให้หายเหนื่อยกันสักนิด ผู้เขียนจะเข้ากราบนมัสการท่านเจ้าอาวาส สอบถามรายละเอียดมาแจ้งให้ท่านทั้งหลายได้ทราบอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้
สำหรับทุนทรัพย์สำหรับการบูรณะก็ยังต้องจัดการหามาเพิ่มเติมอีก เพราะตั้งงบประมาณไว้ที่ 4-5 ล้านบาท ซึ่งท่านใดต้องการร่วมบุญร่วมกุศลครั้งนี้สามารถบริจาคได้โดยตรงที่วัด หรือโอนเงินเข้าบัญชี พระมหานภดล อาสโภ เจ้าอาวาสวัดน้อยนอก หมายเลย 526-1-01434-3 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาโฮมโปรแจ้งวัฒนะ ขออนุโมทนาในผลบุญล่วงหน้าครับ

เอาละครับ ได้เวลาเข้าเรื่องตามหัวข้อแล้ว โบราณาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่า การที่เหล่าโยคาวจร เหล่านักปฏิบัติจะสำเร็จหรือพบผลในการเจริญพระกรรมฐานนั้น จะต้องเพาะบ่มสร้างอินทรีย์และพละ รู้จักเจริญโพชฌงค์ ซึ่งวันนี้จะขยายความเรื่องนี้ให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาตาม อันจะเป็นประโยชน์โดยตรง
อินทรีย์ หมายถึง สภาวะที่เกื้อกูลแก่ความเป็นใหญ่ในร่างกายมนุษย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพื่อให้การดู ฟัง ดม ลิ้มรส รับสัมผัสและการเข้าใจ หากในความหมายทางธรรมะนั้นเป็นกายชั้นใน กายที่มีอำนาจพร้อมเพื่อทำกิจให้สำเร็จต้องประกอบด้วยอินทรีย์เช่นกัน อินทรีย์สำหรับกายชั้นในมีดังนี้
หนึ่ง ศรัทธา คือความเชื่อมั่นในความรู้ของครู สำหรับพุทธศาสนาได้แก่การเชื่อมั่นในพระปัญญาธิคุณแห่งพระบรมศาสดาผู้ตรัสรู้และสั่งสอนเวไนยสัตว์
สอง วิริยะ ความเพียร คือความมานะบากบั่น ไม่ทอดธุระในการทำความดีละเว้นชั่ว ปฏิบัติตนในองค์มรรคตามคำสั่งสอนแห่งพระศาสดา
สาม สติ ความยั้งคิด การตรวจตราควบคุมตนเองมิให้ประมาทพลาดพลั้งในกาย วาจา และใจ
สี่ สมาธิ ความมีใจมั่นคง ไม่เหลาะแหละ เที่ยงตรงไม่หวั่นไหว
ห้า ปัญญา คือความฉลาดรอบรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง ตัดความสงสัยในสิ่งที่ควรสงสัยลงได้ ที่สุดคือการรู้ถึงทางดับทุกข์อย่างถูกต้อง
ธรรมทั้ง 5 ประการนี้ เมื่อได้รับการอบรมให้สมบูรณ์ขึ้นจนมีอำนาจแล้ว จัดเป็นพละและอินทรีย์อันยิ่งใหญ่ ผู้มีธรรมหมวดนี้เต็มเปี่ยมจะสามารถก้าวสู่การปฏิบัติตนให้พ้นทุกข์โดยง่าย
การเจริญโพชฌงค์ โพชฌงค์คือองค์ธรรม อันเป็นเหตุให้เกิดการตรัสรู้ขึ้นในดวงจิต เห็นเหตุแห่งการปลุกจิตใจให้ตื่น ให้เบิกบานอย่างเต็มที่
หนึ่ง สติ...ความยั้งคิด มีลักษณะตรวจตราควบคุมจิตใจให้สมดุล ไม่เอนเอียงไปทางอธรรมความไม่ถูกต้อง เรียกว่าสติสัมโพชฌงค์
สอง ธัมมวิจยะ การวิจัยธรรม คือพินิจพิเคราะห์เหตุผลของสิ่งนั้น ๆ จนชัดแจ้งในเหตุและผลแก่ใจ เป็นธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
สาม วิริยะ ความเพียรพยายามในการปฏิบัติให้ยิ่ง ๆ ขึ้น
สี่ ปีติ ความดูดดื่ม ได้แก่ปีติในองค์ฌาน เมื่อเจริญฌานจนถึงฌานมาตรฐาน 4 ประการคือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน รู้จักปลูกปีติแล้ว ได้ชื่อว่า มีปีติสัมโพชฌงค์
ห้า ปัสสัทธิ ความสงบราบเรียบของกายและใจ ไม่ดิ้นไหวในอารมณ์ ในกิริยาที่ไม่เหมาะสมหรือไม่จำเป็น ถ้าอยู่ในองค์ฌานจนถึงจตุตถฌานระงับกายสังขารได้แล้ว ชื่อว่ามีปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
หก สมาธิ ความมีใจมั่นคง เมื่อเจริญฌานถึงจตุตถฌานให้บริบูรณ์แล้ว ก็ได้ชื่อว่ามีสมาธิสัมโพชฌงค์
เจ็ด อุเบกขา การเข้าไปเพ่งดูด้วยใจเป็นกลาง ๆ และเที่ยงตรงอันเป็นเหตุให้รู้แจ้งจริง ถ้าเจริญถึงขั้นอุเบกขาฌานแล้ว ชื่อว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์
จะเห็นได้ว่า ระหว่างการสร้างอินทรีย์พละกับ เจริญโพชฌงค์ บางข้อจะตรงกันหรือคล้ายกัน แต่จะต่างกันที่วิธีการคือการสร้างอินทรีย์พละสามารถกระทำได้ตลอดเวลา เช่น ศรัทธา แม้แต่วิริยะ สติ สมาธิ ก็เป็นแบบทั่วไปในการงาน การประกอบอาชีพ การดำเนินชีวิต หากกับการเจริญโพชฌงค์ เน้นไปในสมาธิจนถึงระดับ ‘ฌาน’ อันยากต่อการปฏิบัติมิใช่น้อย
หากอย่างไรก็ตามแม้นเรา ๆ ท่าน ๆ เริ่มต้นที่การสร้างอินทรีย์และพละไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ประมาทหรือเหลาะแหละ ก็จะเป็นการสร้างรากฐานให้กับจิตใจจนสามารถปฏิบัติตนสู่การเจริญโพชฌงค์ได้ไม่ยากในกาลต่อไป
เพราะสมาธิและสติ คือบาทต้นและบาทสุดท้ายแห่งการปฏิบัติตนเข้าสู่ความพ้นทุกข์ อันเป็นหลักธรรมคำสอนแท้จริงในพุทธศาสนา!
เพราะสมาธิและสติ แม้นถูกปลูกฝังลงไปในจิตใจของบุคคลใดแล้ว บุคคลนั้นยากจะทำบาปทำกรรมแก่ตนและคนอื่นโดยง่าย
เช่นนั้นในปัจจุบันชาติและอนาคตชาติแห่งตนจะสมบูรณ์พูนสุข ก่อเกิดปัญญาพาตนหลุดพ้นจากทุกข์ได้อย่างมิต้องสงสัย!
พบกันฉบับหน้าครับ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com