
คำว่า ‘เคราะห์กรรม’ เป็นประโยคที่ค่อนข้างน่ากลัวสำหรับมนุษย์ทุกรูปทุกนาม ยกเว้นเหล่าพระอริยเจ้าทั้งหลาย ซึ่งท่านละวางอุปาทานในจิตได้แล้ว...ท่านจึงปราศจากความกริ่งเกรงต้องอำนาจกรรมที่กรายเข้าสู่ชีวิต ทั้งปัจจุบันและอนาคต...
คำว่า เคราะห์-กรรม ความหมายก็บอกอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว การกระทำทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบันของวิญญาณ และมนุษย์ล้วนเป็น ‘กรรมะ’ ทั้งสิ้น
กรรมจึงเป็นการรวมทั้งการทำดีและการทำชั่ว หากแยกเป็นกรรมดี...กับกรรมชั่ว...
เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า ชีวิตของมนุษย์และความเป็นไปอาศัยกรรมเป็นเครื่องพัดพาทั้งสิ้น
‘…กรรมเก่า’ หมายถึง กรรมในอดีตเป็นตัวกำหนดพื้นฐานชีวิตในปัจจุบัน
‘ปัจจุบันกรรม’ เป็นเครื่องกำหนดอนาคตของชีวิต...
ที่กล่าวมานั้นเพียงเป็นหลักการย่อ ๆ พอสังเขปให้เป็นแนวทางบ้างเท่านั้น เพราะเรื่องของ ‘กรรม’ ที่มาจาก ‘การกระทำ’ ของมนุษย์ เป็นเรื่องละเอียดซับซ้อนมาก แม้แต่ผลแห่งกรรม หรือความหนักเบาของกรรม ยังแบ่งแยกออกไปได้หลายระดับ...เริ่มตั้งแต่ อนันตริยกรรม...เป็นกรรมสูงสุดของมนุษย์ที่พระพุทธเจ้าทรงย้ำเตือนให้หลีกเลี่ยง เพราะกรรมชนิดนี้มีผลถึง ‘ห้ามมรรคผลนิพพาน’
ความหมายตรงนี้มิได้หมายความว่า เป็นการห้ามมรรคผลนิพพานตลอดกาล...หากหมายถึงว่า เมื่อใดก็ตามที่คุณก่ออนันตริยกรรมขึ้น เมื่อตายไปแล้ว ต่อให้คุณทำบุญมามากแค่ไหน ได้ฌานสมาบัติมากเพียงใด ระดับใดก็ตาม ต้องไปเสวยผลกรรมนั้นก่อนเสมอ...และเมื่อหมดแล้วจึงมีสิทธิไปเสวยผลกรรมชนิดอื่น
กรรมดังกล่าวเกิดจาก การทำพระพุทธเจ้าเพียงห้อพระโลหิต 1 ฆ่าพระอรหันต์ 1 ฆ่าบิดามารดา 1 ทำสังฆเภท หรือทำให้สงฆ์แตกแยก 1 เรียกว่า ‘อนันตริยกรรม’
ครับนี่คือตัวอย่างคร่าว ๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงระดับหนักเบาของกรรม...รวมทั้งผลที่ได้รับต่างระดับ จากการกระทำแห่งตนในอดีตส่งผลถึงปัจจุบันและอนาคต...
ซึ่งผลตรงนี้ ชาวพุทธส่วนมากรับรู้ และมีความเชื่อ มาตั้งแต่โบราณกาล...ผลแห่งการเกี่ยวเนื่องโดย ‘กรรม’ ทำให้เกิด ‘เคราะห์’
คือ เคราะห์ดี และ เคราะห์ร้าย
ถ้าเป็นเคราะห์ดีก็สบายไป...แต่ถ้าเคราะห์ร้ายละก็ ทุกคนต่างหวาดหวั่นพรั่นพรึง ตามวิสัยของมนุษย์...ตรงนี้แหละครับ ทำให้ผู้เขียนต้องหยิบยกมาเป็นหัวข้อในวันนี้...
ด้วยเหตุในระยะหลังมานี้ มีทั้งคนใกล้และคนไกลปรารภให้ฟังบ่อย ๆ ว่า ตนได้ไปสำนักโน้น ตำหนักนี้ หรือบางรายก็เข้าวัดด้วยความทุกข์...
...ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวในครอบครัวหรืออาชีพ...
คำแนะนำจากเหล่าสำนักทั้งหลายคือ... ‘การทำสะเดาะเคราะห์’ ฟังดูก็ขลังดีหรอกครับ อย่างน้อย ๆ ก็เป็นการวางอุปาทานให้คนมีทุกข์ได้สบายใจขึ้น มีความหวังที่จะกลับมาประกอบอาชีพด้วยความมั่นใจอีกครั้งหนึ่ง...
ถ้าการทำบุญสะเดาะเคราะห์มีเจตนาเป็นกุศลจากผู้ทำพิธีให้ ก็รอดตัวไป เพราะคนเหล่านี้ไม่นำพาต่อสินจ้างรางวัลใด ๆ ทุกอย่างเกิดจาก ‘กุศลจิต’ ช่วยเหลือมนุษย์ผู้ตกทุกข์ด้วยกัน แม้จะเป็นแค่การวางอุปาทาน ก็ถือว่าได้บุญ
แต่บางรายไม่อย่างนั้น...เท่าที่ได้สดับรับฟังมา คนมีเคราะห์ต้องไปสะเดาะ ถูกเรียกร้องเงินทองค่าครูบูชากันหลาย ๆ พันจนถึงเป็นหมื่น ๆ ก็มาก...
...อย่างนี้ไม่น่าเรียกว่าไปสะเดาะเคราะห์ แต่น่าจะบอกว่าไปหาเคราะห์มากกว่า...
ไอ้ที่รู้ว่าตนย่ำแย่มีเคราะห์วิ่งไปหายังพอทำเนา แต่มีบางรายแค่อยากรู้ชะตาชีวิตตนด้วยการไปดูหมอดูให้ทำนายทายทัก หมอก็เลยช่วยขย่ม...เสียใจทรุดกลับมาให้โศกสลดเล่นเสียงั้นแหละ...
‘สามีจะนอกใจ...ลูกจะป่วย...งานจะแย่...แม่จะตาย ฯลฯ’ สารพัดที่คุณหมอ (ดู) หรือผู้ที่แอบอ้างว่าเป็นผู้สำเร็จทางจิต จะวินิจฉัยให้เสร็จสรรพ แต่ละเรื่องล้วนเลวร้ายกับตัวผู้ไปพบหรือกับคนรักคนสนิทชิดใกล้ทั้งสิ้น...
...ก็ตรงนี้แหละที่สามารถทำให้คุณพล่านได้ง่าย ๆ ...กับเรื่องความเป็นความตาย ใครจะไม่กลัว...
ท้ายสุดก็ลงเอยตรงที่ ‘...สะเดาะเคราะห์’
เลยเรียบร้อย สบายโรงเรียนคุณหมอ (ดู) คุณหมอ (ผี) และคุณสมีไป...
และก็บางราย ด้วยความหึงหวง พ่อฝาละมีศรีตุนาหงันอย่างแรงกล้า...ทำให้เหล่าหมอ ๆ ทั้งหลายจับไต๋ได้ จึงอาสาพาไปสะเดาะเคราะห์ถึงในที่ลับที่เร้น...คุณหมอเลยสะเดาะลึกไปถึงชั้นใน เสียผู้เสียคนไปก็มี มิหนำซ้ำกลับมาบ้านถูกสามีสะเดาะออกจากทะเบียนสมรสอีกต่างหาก...
...งานนี้เศร้า...สถานเดียว
ที่กล่าวมาทั้งหมดมิใช่ภูเตศวรจะคัดง้างหรือขัดแย้งไม่ยอมรับเรื่องการสะเดาะเคราะห์เสียทั้งหมด เพราะการทำพิธีสะเดาะเคราะห์นั้น เป็นพิธีทางไสยศาสตร์ที่มีมานานตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว...ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับผู้กระทำว่ามีความสามารถจริงหรือไม่...ผู้กระทำพิธีเป็นผู้มีหิริ-โอตัปปะหรือเปล่า...
หากเจตนาของผู้กระทำพิธีตั้งอยู่ในคุณธรรม และพร้อมช่วยเหลือด้วยความจริงใจ สิ่งนั้นเป็นประโยชน์...
หลักของการทำสะเดาะเคราะห์ เท่าที่ผู้เขียนเคยรับฟังและศึกษามาบ้าง...ล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำสิ่งอันเป็นมงคลทั้งสิ้น...ดังจะขอกล่าวโดยย่อต่อไปนี้...
ก. ให้ผู้มีเคราะห์สมาทานศีล 5 หรือศีล 8 เพื่อตั้งตนอยู่ในความเป็นปกติ พ้นการก่อกรรมซึ่งจะไปเพิ่มพูนเคราะห์กรรมเก่าที่กำลังรุกไล่เข้ามา
ข. อาบน้ำพุทธมนต์ เพื่อเป็นการเสริมกำลังใจและกำลังกายให้กับผู้เชื่อว่าตนกำลังประสบเคราะห์ น้ำมนต์ส่วนใหญ่จะนำมาจากวัดวาอารามต่าง ๆ รวมกันให้ได้ สามวัด ห้าวัด เจ็ดวัด หรือเก้าวัด โดยเลือกเอาวัดที่มีนามมงคล เช่น...วัดมงคลบพิธ...วัดราชาธิวาส...วัดชนะสงคราม ฯลฯ เพราะถือมงคลนามนั้นมาเสริม มาเป็นเคล็ดแก้ไขเคราะห์
ค. นั่งเทียน...ความหมายก็คือการนั่งสงบจิตสงบใจเหมือนทำสมาธินั่นแหละครับ เพียงแต่ท่านผู้เป็นอาจารย์สะเดาะเคราะห์ให้ ท่านมักจะเอาดวงชะตา หรือวันเดือนปีเกิด ของคนสะเดาะเคราะห์มาทำไส้เทียนแล้วปั้นเทียนจุดขึ้นตรงหน้า...จากนั้นให้คนสะเดาะเคราะห์ นั่งสมาธิจนเทียนเล่มนั้นดับสนิท...ตรงนี้เป็นการผนวกความเชื่อว่า เทียนซึ่งหมายถึง ‘อัคคี’ สามารถชำระเคราะห์กรรมในชะตาได้ ความเชื่อนี้ได้มาจากพราหมณ์
ง.ทำสังฆทาน การทำสังฆทาน ถือเป็นอานิสงส์รองจากการทอดผ้าป่า กฐิน...เป็นกุศลที่ได้รับเร็ว...เจตนาตรงนี้เพื่อจะได้นำเอากุศลตรงนี้มาช่วยบรรเทากรรมที่กำลังตามอยู่ในขณะนั้น
ที่กล่าวมาทั้งหมดเท่ากับเป็นการยืนยันให้เห็นว่า คนโบราณก็มิได้ทำการสะเดาะเคราะห์อย่างพิสดาร ออกนอกลู่นอกทางศีลธรรมอันใด นอกเสียจากว่า...ผู้กระทำพิธี มีเจตนาอื่นเคลือบแฝงหรือไม่...
เช่น...การถือความทุกข์ผู้อื่นเป็นเครื่องมือหาทรัพย์เข้ากระเป๋าตัวเอง...
แอบอ้างตนเป็นผู้วิเศษว่า สามารถรู้เคราะห์กรรมของผู้อื่น เพื่อชักจูงเข้าสู่การทำพิธีหาเงินบำรุงกระเพาะตัวเอง...
และท้ายที่สุดซึ่งผู้เขียนอยากจะขอย้ำกับท่านทั้งหลายตรงนี้เลยก็คือ ‘กรรม’ ไม่สามารถไถ่ถอนให้หลุดไปได้ ด้วยวิธีทางไสยศาสตร์หรือการทำบุญทานใด ๆ นอกเสียจากการก้าวสู่ความว่างของจิต...พระนิพพานเท่านั้นจึงเป็นแดนของวิญญาณที่ปราศจาก ‘กรรม’ และ ‘กิเลส’
หากการสะเดาะเคราะห์สามารถยับยั้ง หรือหลบเลี่ยงได้ชั่วคราวเท่านั้น แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับกรรมที่กำลังส่งผลนั้นด้วยว่า...เป็นกรรมหนักเบาแค่ไหน...
แม้เป็นกรรมหนักแล้ว...จะสะเดาะยังไงก็ไม่พ้นหรอกครับ... ดูอย่างท่านเทวทัตของเราปะไร ขณะที่พระพุทธเจ้าเองก็ยอมรับว่า พระเทวทัตได้ฌานสมาบัติชั้นสูง ยังไม่สามารถสะเดาะเคราะห์หนักของตนให้เป็นกรรมเบาได้เลย...
...ยิ่งเรื่องของความตาย...เป็นภาวะการสิ้นสุดที่ไม่มีใครเลี่ยงพ้น แม้แต่ผู้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้คนอื่นก็หนีไม่พ้น แล้วจะมีท่าไปทำให้ใครได้...จริงไหมครับ
ตรงนี้แหละครับ...ที่อยากให้ท่านผู้อ่าน เมื่อเกิดทุกข์หรือที่คนทั่วไปพูดว่าดวงตก หรือกำลังมีเคราะห์ หยุดนึกสักนิดโดยการใช้สติพิจารณา...
ไม่ว่า...การกระทำพิธีใด ๆ ก็ล้วนต้องอิงหลักธรรมะ...อาศัยศีล...ทาน...ภาวนา ทั้งสิ้น ซึ่งผู้เขียนก็ได้เคยย้ำมาแล้วหลายครั้ง ไม่มีสิ่งใดสำหรับการดำเนินชีวิต เพื่อก้าวสู่ความสงบ และความก้าวหน้าได้ดี เท่ากับการดำรงอยู่ในมรรคแปด สำหรับการแสวงหาในงาน...ส่วนในเรื่องจิตใจนั้น...ศีล...ทาน...ภาวนา คือสิ่งประเสริฐสุดสำหรับเราท่านในฐานะเป็นพุทธมามกะแล้ว...
ครับ...ทั้งหมดก็เพียงเพื่อสรุปว่าหากท่านรู้ว่ากำลังประสบกับเคราะห์ หรือคนใกล้ชิดประสบ สิ่งควรทำก็คือ...สมาทานศีล อย่างเคร่งครัด...หัดบริจาคทาน...และท้ายสุด หันหน้าเข้าหิ้งพระทำภาวนาเสียบ้าง จิตจะสงบ...ความสงบของจิตทำให้ร่างกายผ่องใส ปัญญาเรืองโรจน์ สำหรับแก้ปัญหาของตน...
และถ้าคุณเป็นคนมีศีล...มีจาคะ...ปฏิบัติภาวนา...อย่าว่าแต่คนเลยครับ...
เทวดายังรักเลย
ดังคำกล่าวที่ว่า... ‘ปิโยเทวมนุสสานัง’ แปลว่า...เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดา...เคราะห์ก็เคราะห์เถอะครับ ถ้าไม่หนักหนาสาหัสจนเกินไป...
...ทำอะไรคุณไม่ได้หรอก...
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ไม่ต้องวิ่งโร่ไปหาหมอ (เก๊) ให้ถูกหลอกถูกลวง จนเสียทรัพย์หรือเสียตัว...ให้เจ็บใจทีหลัง
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com