
ทิพยอำนาจ...มีจริงหรือ?
กับข้อความที่กล่าวไว้ข้างต้นมักเป็นคำถามที่ได้ยินบ่อย ๆ เป็นความสงสัยของผู้ที่เริ่มหันเข้ามาทำสมาธิหรือ เพิ่งทำสมาธิมาได้ไม่นาน หรือแม้กระทั่งผู้ที่ทำมานานแล้วแต่ยังไม่พบคุณวิเศษนี้...
ทิพยอำนาจ...เป็นอำนาจวิเศษที่อยู่เหนือธรรมชาติปกติของมนุษย์ ที่ได้มาจากการฝึกจิตจนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ทิพยอำนาจมิได้อยู่ ณ ที่ใด หากซ่อนอยู่ในร่างกายของมนุษย์ทุกคน จะสามารถนำมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อทราบถึงวิธีปลุกหรือปลูกสร้างขึ้น
ในทางพุทธศาสนา ได้กล่าวถึงอำนาจที่ว่านี้โดยเรียกชื่อว่า...ทิพยจักษุ (ตาทิพย์) ทิพยโสต (หูทิพย์) ฯลฯ แต่ในปัจจุบันเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา บางท่านก็ตำหนิว่า ‘งามงาย’เชื่อในสิ่งที่มิอาจเป็นไปได้ หาได้เฉลียวใจว่าพระพุทธเจ้าของเราเป็นผู้แสดงไว้ และทรงสามารถใช้อำนาจนั้นได้อย่างดีด้วย
อำนาจจิต... หรือที่เรียกว่า ‘ทิพยอำนาจ’ นั้น แม้พระพุทธองค์จะไม่ตรัสว่า ทิพยอำนาจนั้นโดยตรงก็ตาม แต่ก็ได้ทรงกล่าวถึงอำนาจนั้นไว้แล้วอย่างพร้อมมูล และตรัสบอกถึงวิธีปลูกสร้างอำนาจนั้นไว้แล้วอย่างดี อีกทั้งยังมีข้อหลักฐานในพระไตรปิฎกมากมายที่บ่งบอกว่า...พระบรมศาสดาได้ทรงบรรลุอำนาจนั้นแล้วทุกประการ และทรงใช้ให้ก่อเกิดประโยชน์อย่างมหาศาลมาแล้ว... ดังตัวอย่างต่อไปนี้
เมื่อออกพรรษาแรกนั้น เสด็จไปสู่อุรุเวลา ตำบลเสนานิคม แคว้นมคธ เพื่อโปรดชฎิลสามพี่น้องพร้อมด้วยบริวาร เสด็จเข้าไปขอพักอาศัย ท่านอุรุเวลกัสสปะผู้เป็นหัวหน้าตอบขัดข้อง พระบรมศาสดาตรัสขอร้องด้วยเหตุผลทางสมณวิสัยถึงสามครั้ง ท่านจึงยอมรับให้พักอาศัย โดยพระบรมศาสดาขอพักในโรงไฟ ท่านก็ห้ามว่ามีนาคร้าย เกรงจะเป็นอันตราย ขอให้ไปพักที่อื่น พระบรมศาสดาตรัสรับรองว่าไม่เป็นไร เสด็จไปพักได้ ทรงทำฤทธิ์สู้กับนาคร้ายจนหมดพยศ รุ่งเช้าทรงจับนาคร้ายใส่บาตรมาให้อุรุเวลกัสสปะดู ท่านก็อัศจรรย์ใจ แต่ยังไม่ปลงใจเชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ผู้วิเศษกว่าตน จึงไม่ยอมเป็นสาวก
วันต่อมาเสด็จไปพักในราวป่า ใกล้แม่น้ำซึ่งเป็นที่ลุ่ม บังเอิญในเวลากลางคืนฝนตกหนักน้ำหลากมามาก ทรงทำปาฏิหาริย์แหวกน้ำเดินจงกรมอยู่ ท่านอุรุเวลกัสสปะพาสานุศิษย์ไปดูก็หลากใจเกิดอัศจรรย์ แต่ก็ยังไม่ยอมเป็นสาวก
วันต่อมาเสด็จไปบิณฑบาตอุตตรกุรุทวีป ได้ผลลูกหว้าใหญ่มาสู่ท่านอุรุเวลกัสสปะฉัน...ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า ผลหว้าชนิดนั้นไม่มีที่ใกล้ ๆ นอกจากในป่าหิมพานต์
ในวันต่อมาอีก ในเวลากลางคืนมีแสงสว่างในบริเวณที่ประทับตลอดราตรีทั้งสามยาม แต่ละยามมีแสงสว่างต่างสีกันด้วย รุ่งเช้าท่านอุรุเวลกัสสปะจึงทูลถาม ทรงตรัสพฤติการณ์ว่า... ปฐมยาม...ท้าวมหาราชทั้ง 4 มาเฝ้า มัชฌิมยาม...ท้าวสักกเทวราชมาเฝ้า ปัจฉิมยาม...ท้าวมหาพรหมลงมาเฝ้า ท่านอุรุเวลกัสสปะประหลาดใจแสดงความอัศจรรย์ อยากยอมตนลงเป็นสาวกแล้ว แต่ยังมีมานะ เกรงจะได้ความอับอายแก่สานุศิษย์
รุ่งขึ้นอีกวัน ฝนพรำอากาศเย็นจัด พวกชฎิลหนาวพากันผ่าฟืนไม่แตกและก่อไฟไม่ติด พวกชฎิลพากันหลากใจและลงความเห็นว่าเป็นด้วยฤทธิ์ของพระบรมศาสดา จึงพากันไปอ้อนวอนอาจารย์ ขอให้พาพวกตนถวายตัวเป็นศิษย์พระบรมศาสดา ท่านอุรุเวลกัสสปะได้โอกาส จึงพาศิษย์บริวารเข้าขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า...
เรื่องที่เล่ามานี้เป็นอุทาหรณ์แห่งปาฏิหาริย์หลายประการ คือที่ทรมานนาคร้ายให้หายพยศได้นั้น ทรงใช้ปาฏิหาริย์บังควันก่อน แล้วจึงทรงใช้ปาฏิหาริย์เปลวเพลิงภายหลัง ที่ทรงแหวกน้ำจงกรมนั้นทรงใช้ปาฏิหาริย์ติโรปาการภาพ คือทรงเนรมิตกำแพงขึ้นกั้นน้ำไว้ ที่เสด็จไปบิณฑบาตอุตตรกุรุทวีปก็ทรงใช้ปาฏิหาริย์เหาะไป และทรงรู้ว่ามีเทวดามาเฝ้าทั้งสามยามของราตรีนั้น เป็นด้วยทิพยจักขุญาณและทิพยโสตญาณ ส่วนที่ทำให้พวกชฎิลผ่าฟืนไม่แตกก่อไฟไม่ติดนั้น เป็นด้วยอธิษฐานฤทธิ์
ครับ เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหา จึงขอยก ปาฏิหาริย์จากทิพยอำนาจในพระไตรปิฎกอีกสักสองสามตัวอย่าง เช่นสมัยหนึ่งทรงรับนิมนต์ของผกาพรหม แล้วเสด็จไปพรหมโลกทรงทรมานผกาพรหมด้วยอิทธิปาฏิหาริย์หลายหลาก มีการเล่นซ่อนหาเป็นต้น ทรงแสดงธรรมสั่งสอนให้ผกาพรหมละพยศร้ายด้วยวิธีที่เรียกว่า ‘ญาณคทา’
สมัยหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานะไปทำความเพียรที่บ้านกัลลวาลมุตตคาม ถูกถีนมิทธะ (ความง่วงเหงาหาวนอน) ครอบงำ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบด้วยเจโตปริยญาณ จึงเสด็จไปด้วยพระมโนมัยกาย ทรงแสดงวิธีแก้ถีนมิทธะแก่พระเถระแล้วเสด็จกลับ
อีกครั้งหนึ่งทรงทรมานพระองคุลีมาลเถระเมื่อยังเป็นโจร ด้วยพระปาฏิหาริย์ ‘ทูเรภาพ’ คือทรงดำเนินโดยปกติ แต่ท่านองคุลีมาลตามไม่ทัน เห็นพระองค์อยู่ในระยะไกลเสมอ จึงตะโกนบอกให้หยุด ทรงตรัสตอบไปว่า
‘เราหยุดแล้วท่านเองไม่หยุด’
พระองคุลีมาลจึงร้องบอกว่า
‘ตรัสมุสา เดินอยู่แท้บอกว่าหยุดได้’
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสตอบว่า ทรงหยุดทำบาปแล้วต่างหาก...
พระองคุลีมาลได้สติจึงทิ้งอาวุธเข้าเฝ้าขอบรรพชาอุปสมบท...
ทั้งหมดที่ได้เล่ามาเป็นเพียงบางส่วน เพื่อเป็นคำตอบต่อท่านทั้งหลาย ว่าในพุทธศาสนาของเราได้มีหลักฐานยืนยันถึงอำนาจจิต...หรือทิพยอำนาจ นั้นมีจริงอย่างแน่นอน...และหากมีโอกาส ผู้เขียนจะนำวิธีสร้างทิพยอำนาจมาเขียนลงให้อ่านในคราวต่อไป
การแสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์นั้น พระพุทธเจ้าได้แสดงไว้เป็นหมวดใหญ่ ๆ 3 ประการ คือ
1. อิทธิปาฏิหาริย์ ฤทธิ์อัศจรรย์ การแสดงฤทธิ์
2. อาเทศนาปาฏิหาริย์ การดักใจถูกต้องน่าอัศจรรย์
3. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คำสั่งสอนที่น่าอัศจรรย์ โดยมีเหตุผลพร้อมมูลและปฏิบัติได้ผลจริง
ในปาฏิหาริย์ทั้ง 3 ประการนี้ ทรงสรรเสริญ ‘อนุสาสนีปาฏิหาริย์’ ว่าเป็นที่เยี่ยมที่สุด เพราะยั่งยืนดำรงอยู่หลายชั่วอายุคน และสำเร็จประโยชน์แม้แก่คนรุ่นหลัง ๆ ส่วนปาฏิหาริย์อีก 2 ประการนั้น จะมีประโยชน์เฉพาะผู้ได้พบเห็นเท่านั้น และเป็นสิ่งสาธารณะ แม้ชาวโลกบางพวกบางกลุ่มเขาก็ทำกันได้ โดยเฉพาะพวกฤาษี พวกนักพรตทั้งหลายที่เพ่งเพียรภาวนาจนจิตเป็นเอกัคตารมณ์ได้
ข้อสรุปก็คือ ทิพยอำนาจเป็นภาวะทิพย์ที่มีอยู่ในกายมนุษย์ธรรมดาอย่างเราท่านนี่แหละ แต่ถ้าไม่ปลุกหรือสร้างขึ้นมาให้มี ก็ไม่สามารถมีสมรรถภาพทำอัศจรรย์ได้ ส่วนผู้ที่รู้จักปลุกขึ้นมาก็สามารถทำอะไร ๆ ที่น่าอัศจรรย์เกินมนุษย์ธรรมดา
ทิพยภาวะนั้นจะปรากฏขึ้นแก่บุคคลในเมื่อเจริญสมาธิจนได้ฌาน 4 แล้ว ในภาวะแห่งฌาน 4 หรือที่เรียกว่า ‘จตุตถฌาน’ นั้นจึงเป็น ‘ทิพยวิสัย’ คือแดนทิพย์ เมื่อบุคคลเข้าไปถึงแดนทิพย์นี้แล้ว...
ความรู้สึกนึกคิด ความรู้ทั้งหลายก็จะกลายเป็นทิพย์ไปหมด
ดังที่พระบรมศาสดาได้ตรัสแก่พราหมณ์ และคหบดีชาวเวนาคปุระว่า... ‘เราเข้าฌานที่ 1- 2 -3-4 แล้วถ้าจงกรมอยู่ จงกรมก็เป็นทิพย์ ถ้ายืนอยู่ที่ยืนก็เป็นทิพย์ ถ้านั่งอยู่ที่นั่งก็เป็นทิพย์ ถ้านอนอยู่ที่นอนก็เป็นทิพย์ และมีอีกมากที่ทรงรับรองไว้ เมื่อรวมความแล้วว่า
เมื่อเข้าฌานที่ 1-4 ทุกอย่างจะกลายเป็นทิพย์ อาหารที่ได้ด้วยบิณฑบาต ผ้าบังสุกุล โคนไม้ที่อาศัยก็เป็นทิพย์ไปหมด ด้วยภาวะแห่งจิตใจในสมัยนั้นบริบูรณ์ไปด้วยทิพยภาวะ สิ่งที่ได้พบเห็นสัมผัสล้วนน่าชื่นใจ ประหนึ่งว่าได้เข้าไปในแดนทิพย์อย่างเต็มที่กระนั้น!
ฌานทั้ง 4 เป็นที่ตั้งแห่งทิพยอำนาจทั้งปวง ฌานทั้ง 4 เป็นบาทฐาน เพราะฌานทั้ง 4 เป็นทิพยวิสัยที่บริบูรณ์ด้วยภาวะทิพย์ ซึ่งจะเป็นกำลังหนุนให้เกิดทิพยอำนาจโดยง่าย...
เอวังก็ด้วยประการฉะนี้
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com