การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

เมตตาธรรม...ธรรมแห่งอริยะ by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#284]

เมตตาธรรม...ธรรมแห่งอริยะ

 

        ถ้าใครมีความละเอียด และรู้จักสังเกต ระยะนี้บนหน้าหนังสือพิมพ์หรือข่าวสารต่าง ๆ มักจะมีเรื่องราวรุนแรงเกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องราวการ ‘ฆ่าฟัน’ ไล่ล่าล้างชีวิตกันนั้น มีให้เห็นอยู่ทุกวันอย่างไม่ขาด

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ เคยกล่าวกับผู้เขียนเมื่อครั้งได้มีโอกาสกราบนมัสการท่านเป็นครั้งแรกในหลายปีก่อน หลวงปู่ปรารภถึงคำอุทานแห่งบรมศาสดา เมื่อครั้งตรัสรู้ธรรมใต้ควงต้นพระศรีมหาโพธิ์กาลนั้น ทรงมีพุทธอุทานว่า

‘ความทุกข์ทั้งปวงของโลก เกิดขึ้นเพราะเหล่าสัตว์ทั้งหลายต่างเบียดเบียนกันเอง’

และสิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สามารถเป็นข้อยืนยัน ‘ความจริง’ สมคำอุทานของพระตถาคตเจ้าได้เป็นอย่างดี ส่ำสัตว์ทั้งปวงต่างไล่ล่าเบียดเบียนกันเพื่อการดำรงชีวิต ดังคำกล่าวที่ว่า...สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก ปลาใหญ่กินปลาเล็ก อันเป็นวงจรแห่งธรรมชาติ ซึ่งเรามิอาจปฏิเสธได้

เพราะการเบียดเบียนกันคือความทุกข์ คือการสร้างบาปสร้างเวรแก่กัน พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติศีลข้อแรกเอาไว้ด้วยการห้ามทำปาณาติบาต คือการละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เมื่อเป็นศีลข้อแรก จึงกล่าวได้ว่าพระพุทธองค์ทรงเห็นความสำคัญ...เห็นภัยอันยิ่งใหญ่ในข้อนี้มากกว่าข้ออื่น ๆ อาจเป็น เพราะถ้ามนุษย์และสัตว์สามารถละเว้นการฆ่าได้เป็นปฐม ความ ‘ศานติ’ จะมาสถิตกับมนุษย์ได้โดยง่าย

เคยกล่าวไว้บ่อย ๆ ‘ศีล’ คือความปกติ คือคุณสมบัติธรรมดา ๆ ของมนุษย์ กล่าวคือ การอยู่ในศีล ๕ คือความเป็นธรรมดาของมนุษย์อันประเสริฐที่จะดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ศีล ๕ ข้อ แม้นต่างสามารถครองใจมนุษย์ได้

การเบียดเบียนซึ่งกันและกันก็จะเบาบางลงไปได้มาก

เป็นที่รู้กันในหมู่ชาวพุทธทั่วไป ‘ศีล’ เป็นเครื่องมือระงับกิเลสหยาบ ส่วน ‘สมาธิ’ เป็นเครื่องมือระงับกิเลสอย่างกลาง ท้ายสุดคือปัญญา ‘ปัญญา’ เป็นเครื่องขจัดกิเลสอันละเอียดที่เรียกว่า ‘อาสวกิเลส’ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของพุทธศาสนาอันมีพระนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง

แม้ว่าศีลจะได้ชื่อว่าเป็นเครื่องมือระงับกิเลสหยาบก็ตาม แต่หนทางก้าวสู่มรรคผลนิพพานแม้นไม่มีศีลเป็นบาทต้นเป็นบันไดขั้นแรก ฤๅสามารถก้าวขึ้นไปได้ เพราะศีลที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้นนั้นเป็นเครื่องกะเทาะเปลือกแห่งกิเลสตัณหาชั้นนอก เป็นเครื่องกางกั้นไม่ให้บาปเวรใดอื่นก้าวเข้ามาทับถมเราได้อีก เมื่อเป็นเช่นนั้นการปฏิบัติธรรมสมาธิเพื่อก้าวสู่ปัญญาจะสามารถทำได้ง่ายขึ้น

การทำสมาธิเป็นการทำให้ใจสงบนิ่ง ความสงบนิ่งเป็นหนทางตัดกระแสนิวรณ์ ตัดความฟุ้งซ่านออกจากจิตใจ โดยทำให้ความสงบระดับนั้นละเอียดขึ้นเป็นลำดับ ท้ายสุดจึงยกจิตเข้าพิจารณาสภาวะธรรม

การพิจารณาธรรมมีมากมายหลายประการ ซึ่งแต่ละประการต่างมีประโยชน์ผิดแผกกันออกไป แต่โดยรวมแล้วก็เพื่อละวางกิเลสตัณหาและอวิชชาเพื่อก้าวสู่ความพ้นทุกข์เฉกเดียวกัน

‘ธรรมะ’ คือธรรมชาติ คือความถูกต้อง เป็นสัจจะแท้จริง ฉะนั้นการใคร่ครวญสิ่งอันเป็นสัจจะ พิจารณาสิ่งซึ่งเป็นความถูกต้อง จึงเป็นการสอนตนให้พ้นจากความไม่รู้ที่เรียกว่า ‘อวิชชา’ อันเป็นบ่อเกิดอุปาทานยึดมั่นถือมั่นในจิตในกายตนลง

การพิจารณาธรรมอันเป็นวิปัสสนาที่พระโยคาวาจรใช้หักหาญกิเลสก้าวสู่นิพพานนั้น ล้วนแต่เป็นการพิจารณาถึงความตาย ความไม่เที่ยงในสรรพสิ่ง โดยเฉพาะกายวิญญาณของตน

กายเป็นความทุกข์ เป็นสิ่งไม่เที่ยง

เป็นปฏิกูล เป็นอสุภะ เป็นของไม่สวยงาม

การพิจารณาเยี่ยงนี้อยู่เนือง ๆ

จะทำให้คลายจากอุปาทานและการยึดมั่นถือมั่น

นั่นคือปัญญาที่ชาวพุทธต้องการ

แม้ว่าศีลและสมาธิ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะก้าวเข้าสู่ปัญญา ก้าวสู่ความสุขสงบอันเป็นนิรันดร์ในพระนิพพาน หากเหล่าโบราณาจารย์ หรือแม้กระทั่งครูบาอาจารย์ในฝ่ายพระป่ากรรมฐานมักจะเน้นให้ลูกศิษย์ลูกหาฝึกฝนและกระทำอยู่สม่ำเสมอคือ

การเจริญเมตตาธรรม!

เมตตาธรรมได้รับการยกย่องว่าเป็นธรรมค้ำจุนโลก ดังนั้นการเจริญเมตตา จึงเป็นกิจสำคัญแห่งผู้เป็น ‘นารถะ’ คือผู้เป็นที่พึ่งแห่งโลก โดยเฉพาะพระโพธิสัตว์และเหล่านักบวชทั้งปวง แต่ถึงกระนั้นก็ตามคนธรรมดา ๆ อย่างพวกเราก็ควรหมั่นเจริญธรรมข้อนี้อย่างสม่ำเสมอ เพราะธรรมหมวดนี้จักทำให้โลกบังเกิดสันติสุขได้อย่างแท้จริง

เมื่อกล่าวถึงการเจริญเมตตาธรรม บางท่านอาจสงสัยหรือไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไร...การเจริญเมตตาเป็นของง่าย และสามารถทำได้ทุกเวลา เพียงแต่ยกเอาความจริงที่ว่า...ส่ำสัตว์ทั้งปวงบนแผ่นดินนี้ล้วนมีการเกิดแก่เจ็บตาย ว่ายวนอยู่ท่ามกลางกองทุกข์ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

ไม่มีใครไม่แก่และเจ็บป่วย ท้ายสุดคือต้องพลัดพรากจากของรักทั้งหลายทั้งสิ้นด้วยความตายเช่นเดียวกันหมด

ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความพลัดพรากเป็นความทุกข์ พิจารณาลงให้เห็นความทุกข์นั้นจนถึงที่สุด และน้อมจิตให้เกิดความเมตตา ความปรารถนาให้ส่ำสัตว์ทั้งปวงมีความสุขปราศจากทุกข์

ว่ากันว่าประโยชน์โดยตรงของการหมั่นเจริญเมตตาธรรมคือ การสามารถลดความพยาบาท ความโกรธของตนเอง และคนที่ปราศจากความโกรธความพยาบาท หรือมีแต่เพียงเบาบาง จะมีจิตใจผ่องใส ซึ่งภาวะจิตใจจะส่งผลถึงร่างกายด้วย ก็คือจะมีผิวพรรณผ่องใสไปด้วย

ผู้ที่มีเมตตานั้นย่อมเป็นที่รักของบุคคลทั่วไป เนื่องเพราะ ‘เมตตา’ เป็นกระแสเย็น เป็นกระแสแห่งความอ่อนโยนที่ทำให้ผู้ใกล้ชิดมีความสุข ไม่เพียงแต่เท่านั้น การเป็นผู้มีเมตตาและหมั่นเจริญเมตตาธรรมอยู่เป็นนิตย์นั้น จะทำให้ผ่อนคลายจากกรรมเก่าที่เคยก่อมาได้มากพอควรด้วย เพราะเจ้ากรรมนายเวรของเรา เมื่อสัมผัสได้กับกระแสเย็นแห่งเมตตาธรรมที่เราเจริญและแผ่ให้เขาอยู่เสมอ ๆ แรงพยาบาทอาฆาตจองเวรของเขาก็จะเบาบางลงในที่สุด

เคล็ดลับของการเจริญเมตตานั้นอยู่ที่การทำอย่างสม่ำเสมอ ทำอย่างจริงจังและจริงใจ และท้ายสุดคือการหมั่นทำบุญให้มาก ๆ คำว่าทำบุญมาก ๆ ไม่ใช่จำนวนเงินมาก แต่เป็นการทำบ่อย ๆ อย่างเช่น การใส่บาตร การทำสังฆทาน การทำผ้าป่าร่วมบุญทำกฐิน เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อจะได้มีกำลังบุญสำหรับแผ่ให้ส่ำสัตว์ทั้งหลายรวมทั้งเจ้ากรรมนายเวรของเราด้วย

มาถึงตรงนี้อยากบอกกับท่านทั้งหลายว่าจงหมั่นเจริญเมตตาเถิด เพราะเมตตาธรรมนั้นเป็นธรรมอันยิ่งใหญ่ เป็นกระแสที่จะพาให้โลกสุขสบาย เป็นกระแสนำพาเราท่านให้ก้าวสู่มรรคผลได้โดยง่าย เพราะผู้เมตตาส่ำสัตว์ผู้ทุกข์ยากร่วมกัน จะได้รับเมตตานั้นเป็นการตอบแทน

ผู้มีเมตตา ยามปฏิบัติธรรมจิตจะสงบเร็วกว่าใคร

ผู้มีเมตตา จะมีปัญญามากกว่าใคร

ผู้มีเมตตา จะได้รับความรักและความนับถือมากกว่าใคร ๆ

และที่กล่าวมาข้างต้นนั้นมิได้ดูจากที่ไหนหรอกครับ ดูเหล่าพระอริยเจ้าทุก ๆ องค์ ทุก ๆ รูปเถิด ท่านได้รับการกราบไหว้จากลูกศิษย์ลูกหาอย่างเนืองแน่นนั้น มิใช่เพราะกระแสปัญญา และกระแสแห่งเมตตาที่แผ่ออกจากจิตจากกายท่านหรอกหรือ?

ที่กล่าวถึงเรื่องเมตตาธรรมในวันนี้ ก็เพราะอยากให้ทุกท่านหันมามองดูตัวเอง ดูโลกที่กำลังร้อนรุ่มอยู่กับความโลภ ความโกรธ ความหลง ถ้าเราท่านจะเป็นจุดหนึ่งของความเย็น ท่ามกลางความร้อนของโลก ช่วยบรรเทาความทุกข์ของคนรอบข้างได้บ้างก็ยังดีกว่าไม่มีเอาเสียเลย

จากจุดเล็ก ๆ ขยายไปเรื่อย ๆ

จากหนึ่งเป็นสอง...สองเป็นสี่ สี่เป็นแปด ไปโดยไม่มีสิ้นสุด ไม่นานความสันติสุขก็จะบังเกิด

อย่างน้อย ๆ โลกแม้จะไม่บรรเทาร้อน เราก็เยือกเย็นและมีสันติในตัวตนของตนแหละครับ


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com