
ผู้เขียนเคยอ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่งเมื่อนานมาแล้วจนจำไม่ได้ว่า ชื่ออะไร จำได้แต่เพียงว่าเนื้อหาหลักล้วนส่วนมากจะกล่าวถึงคำทำนายของพระพุทธองค์ที่เรียกว่า ‘พุทธทำนาย’ เหตุการณ์ล่วงหน้าหลังจากสิ้นพระชนม์ชีพที่เกี่ยวข้องกับพระศาสนา
แต่ในวันนี้จะหยิบยกเอาข้อความเหล่านั้นจากหนังสือ ‘ทิพยอำนาจ’ ที่รจนาโดย พระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส ป.๖) มาเป็นตัวอย่าง...
ในสมัยพุทธกาลหมอชีวกโกมารภัจจ์ ไปทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้า ไปอยู่ในราชสำนักพระเจ้ากรุงศรีวิชัย ในสุวรรณภูมินานถึง ๑๒ ปี ครั้นกลับไปกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ แล้วได้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลสนทนาด้วยภาษาสุวรรณภูมิ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสด้วยได้อย่างสนุกสนาน หมอชีวกฯ ประหลาดใจจึงกราบทูลถาม ทรงตรัสตอบว่าเป็นภาษากำเนิดของพระองค์เอง ชาวศากยะพูดกันด้วยภาษานี้ (ศรีวิชัยอยู่แถบภาคใต้ของไทยในปัจจุบัน-ผู้เขียน) หมอชีวกฯจึงกราบทูลชมว่าเป็นภาษาไพเราะสละสลวยน่าฟัง เข้าใจง่าย...และในที่สุดพระพุทธเจ้าจึงมีพุทธทำนายเอาไว้ว่า...
...ต่อไปศาสนาแห่งเราตถาคตจะเจริญรุ่งเรือง ณ ที่นั่น!
หลังพุทธปรินิพพานต่อมา ๓๐๐ ปีเศษ พระโสณเถระ กับพระอุตรเถระ เป็นหัวหน้าคณะถูกจัดส่งมาทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ ท่านข้ามอ่าวเบงกอล ขึ้นบกที่เมืองสุธรรมนคร ประเทศ สุธรรมวดี เดินมาสู่นครชัยศรี ประเทศศรีวิชัย แล้วเลียบอ่าวขึ้นลพบุรี สุรบุรี ประเทศทวารวดี ขึ้นเหนือไปตามลำดับถึงประเทศโยนก ซึ่งมีเมืองชยเสนะเป็นราชธานี ที่ทราบกับภายหลังว่าเป็นเมืองเชียงแสน แล้วล่องลงไปตามลำน้ำโขงถึงประเทศพนมซึ่งมีเมืองโพธิสารเป็นราชธานี ฯลฯ...
พระพุทธศาสนาจึงเจริญรุ่งเรืองในประเทศนี้มาก พระพุทธศาสนาจึงหยั่งรากฐานลงในดินแดนสุวรรณภูมิตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๔ เป็นต้นมาจนถึงกาลปัจจุบันบัดนี้ ชนผิวเหลืองดูเหมือนจะถือว่าเป็นพระศาสนาของพระมหามุนีแห่งเชื้อชาติของตนเอง ซึ่งจะละทิ้งเสียมิได้ทีเดียว...ซึ่งตรงกับพุทธทำนายทุกประการ!
นอกจากนั้น พระบรมศาสดายังปรีชาหยั่งเห็นเหตุการณ์ในอนาคตที่เรียกว่า ‘อนาคตังสญาณ’ อย่างแจ่มชัด สามารถพยากรณ์เหตุการณ์อนาคตอย่างแม่นยำ...อย่างเช่น พยากรณ์ว่าบ้านปาฏลี จะเป็นที่แก้ห่อสินค้าในอนาคต และจะเป็นมหานครเจริญรุ่งเรือง ซึ่งต่อมาไม่นานก็จริงดังพยากรณ์ ทุกวันนี้ยังเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งของอินเดีย คือปัฏนา หรือราชปัฏนา ซึ่งแต่ก่อนเรียกว่าเมือง ปาฏลีบุตร
ทรงพยากรณ์ว่า พระอานนท์จะทรงบรรลุภูมิพระอรหันต์ ในวันเริ่มทำปฐมสังคายนา ก็สมจริงดังพยากรณ์และยังทรงมีคำทำนายสมัยกึ่งพระพุทธศาสนา ความเจริญของพระพุทธศาสนาจะเจริญขึ้นอีกครั้ง คล้ายสมัยพุทธกาลจะมีผู้บรรลุมรรคผลนิพพาน เชี่ยวชาญทางอภิญญา และพระมหาเถระโพธิสัตว์ผู้มีบุญญาธิการจะได้รับเกียรติเป็นประธานาธิบดีสงฆ์สากล จะทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก ตั้งต้นที่อินเดียไปยุโรป และอเมริกา มหาชนชาวโลกจะหันมานับถือพุทธศาสนาเป็นอันมาก โลกจะร่มเย็นเป็นสุขด้วยร่มเงาของพระพุทธศาสนาดังนี้...
ข้าพเจ้า (พระอริยคุณาธาร เส็ง) ได้เรียนถามพระอาจารย์ ภูริทัตตะเถระ (มั่น) ว่า คำทำนายนี้จะเป็นจริงไหม ท่านว่าเจ้าประคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันทเถระ จันทร์) บอกว่าจริง
เมื่อถามความเห็นส่วนตัวของท่าน ท่านก็บอกว่าจริง
เวลานี้จวนแล้ว เราคอยดูต่อไป...
ซึ่งจากวันนั้นจวบถึงวันนี้ปีพุทธศักราช ๒๕๓๘ ผ่านมาหลายสิบปี พวกเราท่านทั้งหลายก็เห็นว่าบัดนี้...ศาสนาพุทธของเราได้กำจายออกไปสู่นานาอารยประเทศในเขตตะวันตกแล้วหลายแห่ง ตาม ‘พุทธทำนาย’ และคำทำนายของเหล่า ‘โบราณาจารย์’ ทั้งหลายอย่างที่เห็น...
ที่กล่าวมาทั้งหมดยืดยาว ก็เพียงเพื่อยืนยันสำหรับท่านทั้งหลายที่กลัวว่าพระศาสนาเริ่มเสื่อมถอยแล้วหรือนั้น...จากข่าวคราว และข่าวคาวของพระสงฆ์หลายรูปที่มีมาเป็นระยะนั้น มิอาจทำให้พระศาสนามัวหมองได้แน่...
แต่พวกเราก็ควรถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท...
ไม่ประมาทในการพิทักษ์รักษาพุทธศาสนาจากผู้ไม่หวังดีอย่างเต็มพละกำลัง
เอาละครับ คราวนี้มาเข้าเรื่องที่จั่วหัวไว้ข้างต้นเลยดีกว่า เพราะมีคนถามผู้เขียนว่าอะไรทำให้สัตว์โลกเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ
และทำอย่างไรจะหลุดพ้นได้?
ภูเตศวรเองก็ยังเป็นปุถุชน...แต่ก็พยายามค้นคว้าคำตอบมาให้ ก็คงต้องว่าไปตามตำราละครับ
ตำราเขาว่าอย่างนี้ครับ...กิเลสอันเป็นเหตุผูกมัดสัตว์ไว้ในวัฏสงสาร ๑๐ ประการ ท่านเรียกว่า ‘สังโยชน์ ๑๐’ พึงกำหนดรู้ลักษณะไว้สำหรับเป็นเครื่องพิจารณาว่าละได้แล้วหรือยัง ดังต่อไปนี้...
๑. สักกายทิฐิ ความเห็นผิดในกายของตนเองที่แยกออกเป็นห้าส่วนว่า เป็นอัตตาตัวตน หรือว่าตน สิ่งเหล่านั้นหมายความว่ายังไม่เห็นอนัตตา ยังติดอัตตาอยู่
๒. วิจิกิจฉา ความลังเล ความไม่แน่ใจว่าพระนิพพานมีจริงหรือไม่ เป็นเหตุให้สองจิตสองใจ ไม่กล้าปฏิบัติทางพระนิพพานอย่างจริงจัง โดยใจความก็ได้แก่ยังไม่เห็นอนัตตาแน่ชัดนั่นเอง
๓. สีลัพพตปรามาส ข้อนี้แยกเป็น ๒ บท คือ ‘สีลวัตตะ’ บทหนึ่ง ‘ปรามาสะ’ บทหนึ่ง
สีลวัตตะนั้น ท่านแยกออกเป็นสองอีกคือ เป็น ‘ศีลอันใด วัตรอันนั้น’ อย่างหนึ่ง ‘ศีลอันใดไม่ใช่วัตรอันนั้น’ หนึ่ง ศีล ๕ นั้นเป็นศีลอันใดวัตรอันนั้น คือเป็นศีลด้วยเป็นวัตรด้วย ส่วนอริยมรรคข้ออื่นเช่นสัมมาสติ ไม่ใช่ศีลอันใดวัตรอันนั้น คือเป็นแต่วัตรไม่ใช่ศีล
คำว่าปรามาสะนั้นแปลว่า การลูบคลำหรือการคลำหา หมายความว่ายังคว้าจับไม่ถึงซึ่งศีลและวัตร ยังเคว้งคว้างอยู่ พระโสดาละยังโยชน์ข้อนี้ไม่ใช่ละศีลละวัตร ท่านละการลูบคลำศีล ๕ ซึ่งเป็นศีลด้วยนั้น หมายความว่าท่านไม่ต้องถือศีล ๕ อีก เพราะท่านมีศีล ๕ แล้ว และไม่ต้องไปแสวงหามรรคธรรมในศาสนาอื่นอีก รู้ว่าทางที่จะดำเนินขึ้นสู่อริยผลเบื้องบนแล้ว เป็นแต่จะบำเพ็ญขึ้นไปอีกเท่านั้น
๔. กามราคะ ความกำหนัดในกามคุณ ติดใจในกามารมณ์อื่น ๆ เพราะความอยากได้ใคร่ดีในอารมณ์นั้น ๆ
๕. ปฏิฆะ ความคับแค้นใจ หงุดหงิดใจเนื่องด้วยอารมณ์น่าโกรธเคือง บางแห่งเรียกความพยาบาทก็มี
๖. รูปราคะ ความติดใจในรูปฌาน หรือในรูปธรรมอันเป็นอารมณ์ของจิตใจสูง
๗. อรูปราคะ ความติดใจในอรูปฌาน หรือในอรูปธรรม อันเป็นอารมณ์ของจิตใจชั้นสูง
๘. มานะ ความสำคัญตนผิดไปจากความเป็นจริง ในที่นี้หมายถึงความเคยชินที่เคยถือมาตั้งแต่เดิมเหลือติดอยู่ ท่านเปรียบเหมือนผ้าฟอกแล้วจากสิ่งโสโครก แต่กลิ่นยังอยู่ที่ผ้าต้องอบให้หมดกลิ่นอีกชั้นหนึ่ง
๙. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ไม่สงบราบคาบเป็นเหตุเห็นธรรมไม่แจ่มแจ้ง ความตื่นเต้นสะเทือนใจในภาวะของจิตบางประการ ตลอดจนถึงความมุ่งมั่นพยายามเร่งจะก้าวหน้าเลื่อนชั้นขึ้นไป อุทธัจจะในสังโยชน์ไม่เหมือนอุทธัจจะที่เป็นนิวรณ์
๑๐. อวิชชา ความไม่รู้ไม่แจ่มแจ้ง ซึ่งสิ่งทั้งหลาย เป็นเหตุให้หลงและสำคัญผิดไปจากความเป็นจริง
สังโยชน์ข้อ ๑-๓ พระโสดาบันละขาดได้ พระสกิทาคามีละสังโยชน์ทั้ง ๓ ได้ และทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลงได้ด้วยสังโยชน์ ๑-๕ พระอนาคามีละได้เด็ดขาดนับสังโยชน์ทั้ง ๑๐ พระอรหันต์ก็ละได้ทั้งหมด...
ความจริงเมื่ออริยมรรคญาณเกิดขึ้น กำจัดกิเลสส่วนใจแล้ว อริยผลย่อมเกิดขึ้นตามลำดับ ให้หยั่งรู้ว่ากิเลสส่วนนั้นจะไม่งอกขึ้นอีก เมื่อบรรลุอาสวักขยญาณแล้ว ย่อมเกิดญาณหยั่งรู้ขึ้นเองในลำดับถึงความสิ้นชาติ จบพรหมจรรย์ คือปฏิบัติมรรคเสร็จแล้ว
ดังนี้ผู้ปฏิบัติย่อมรู้เองไม่ต้องถามใคร!
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แล...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com