โอวาทธรรมแห่งพระคุณ...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

โอวาทธรรมแห่งพระคุณเจ้าธมฺม วิตกฺโก by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#282]

โอวาทธรรมแห่งพระคุณเจ้าธมฺม วิตกฺโก

 

       วันก่อนนั่งรื้อกองหนังสือเก่าที่บ้านเพื่อยกขึ้นไปไว้ข้างบน เพราะคนใกล้ชิดเอ่ยเตือนเรื่อง ‘น้ำท่วม’ สิ่งของอื่นโดนน้ำพอทำเนา แต่สำหรับหนังสือถ้าโดนน้ำมีแต่ต้องทิ้งสถานเดียว และสำหรับเราหนังสือเป็นสมบัติมีค่าหวงแหนที่สุด...

ผลจากการรื้อค้นจัดหนังสือใหม่ ทำให้ผู้เขียนเจอหนังสืออะไร นอกจากรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่บนปทุมมาศบัลลังก์แบบปางสมาธิ ด้วยความประหลาดใจ ทำให้พลิกดู จึงเห็นข้อความจากหน้าปกหน้ารองปกเขียนว่า

‘ธรรมกถา 9 บท’ ของพระคุณเจ้าธมฺมวิตกฺโก

หนังสือดังกล่าว จัดพิมพ์ในวันพระราชทานเพลิงเผาธาตุพระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์) เมื่อวันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ 2515

ด้วยกิตติคุณด้านธรรมปฏิบัติของท่าน แม้ว่าผู้เขียนจะไม่เคยได้พบเห็นหรือกราบไหว้ด้วยตนเองมาก่อน แต่ก็ได้รับฟังมานาน ทำให้สนใจศึกษาชีวประวัติและแนวทางปฏิบัติของท่านมานานจนแน่ใจว่า...

ท่านเจ้าคุณนรฯ เป็นพระอริยสงฆ์องค์หนึ่งที่ควรค่าต่อการกราบไหว้อย่างแท้จริง

หนังสือในงานพระราชทานเพลิงได้บันทักชีวประวัติของท่านไว้อย่างละเอียดลออตั้งแต่วันถือกำเนิดจนได้เข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กรับใช้ จนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยานรรัตนราชมานิต ในล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 และอุปสมบทเนื่องในวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นการสนองพระกรุณาธิคุณเป็นครั้งสุดท้ายจนถึงวันละสังขาร

เจ้าคุณนรรัตนราชมานิต จึงกล่าวได้ว่าเป็นแม่แบบของผู้ที่ยึดมั่นในความกตัญญูรู้คุณอย่างหาที่เปรียบมิได้ และเป็นพระผู้ทรงศีลาจารวัตรอย่างยิ่ง อีกทั้งมีเมตตาธรรมสูงส่งเป็นที่ศรัทธาของมหาชนมาโดยตลอด

ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงขออนุญาตคัดลอกธรรมกถา 9 บทหรือโอวาท 9 ข้อของท่านมาแสดงไว้ ณ ที่นี้ เพื่อประโยชน์ของท่านผู้อ่านได้นำไปพิจารณา...

...อันจะเป็นการนำสุขมาสู่ชีวิตในกาลต่อไป

1.PERSONAL MAGNET

เรื่องที่มีคนเมตตากรุณาเห็นอกเห็นใจนั้นเป็นเพราะคุณธรรมความดีของตนเองหลายประการ เป็นต้นว่ามีวิริยะอุตสาหะ บากบั่นเข้มแข็งแรงกล้า และจิตใจมีเมตตากรุณาไม่เย่อหยิ่งจองหอง เป็นเหตุให้ผู้ที่แวดล้อมอยู่เกิดความเมตตารักใคร่เห็นอกเห็นใจคิดที่จะช่วยเหลือ

คนซึ่งมีกิริยามารยาทอ่อนโยน สุภาพนิ่มนวลย่อมเป็นเสน่หารักใคร่ของคนที่ได้พบเห็น และพยายามช่วยเหลือ นี่เป็น PERSONAL MAGNET คือเสน่ห์ในตัวของตัวเอง เพราะฉะนั้นจงพยายามรักษาคุณสมบัติดังกล่าวนี้ไว้จะช่วยให้ตนบรรลุความสำเร็จสมประสงค์ทุกประการ

2. เมตตา

อย่ากลัว จงรักษาตัวให้บริสุทธิ์ ไม่มีอะไรทำอันตรายได้

จงจำไว้ว่า ถ้าเราปรารถนาความเมตตาและความเห็นใจจากผู้อื่น ก็ควรส่งกระแสใจที่ประกอบด้วยความเมตตาและความเห็นใจไปยังท่านเหล่านั้น แล้วจะได้ความเมตตาความเห็นอกเห็นใจจากท่านเหล่านั้นเช่นเดียวกัน

นี่เป็นกฎของ ‘จิตตานุภาพ’

แล้วความสำเร็จทั้งหลายที่ปรารถนาก็จะบังเกิดแก่ตนอย่างมิต้องสงสัยเลย

3. สบายใจ

คำว่า ‘ไม่สบายใจ’ อย่าใช้ และอย่าให้มีขึ้นในใจต่อไป ‘LET IT GO, AND GET IT OUT!’ ก่อนมันจะเกิดต้อง LET IT GO! ปล่อยมันผ่านไป อย่ารับเอาความไม่สบายใจไว้ ถ้าเผลอไปมันแอบเข้ามาอยู่ในใจได้ พอมีสติรู้ตัวว่าความไม่สบายใจเข้ามาแอบในใจต้อง GET IT OUT! ขับมันออกไปทันที

อย่าเลี้ยงความไม่สบายใจไว้ มันจะเคยตัวทีหลัง

จะเป็นคนอ่อนแอ ทำอะไรผิดพลาดนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่สบายใจ เคยตัว เพราะความไม่สบายใจนี่แหละเป็นศัตรูเป็นมารทำให้ไม่สบาย ประสาทสมองไม่ปกติ ร่างกายผิดปกติ สมองทึบ

4. สันติสุข

พระพุทธเจ้าสอนว่า ‘นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง’ คือ ‘สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี’ หมายความว่าความสุขอื่นมี เช่นความสุขในการดูละครดูหนังในการเข้าสังคม ในการมีคู่ครอง หรือในการมีลาภยศได้รับความสุขสรรเสริญ แต่ว่าความสุขเหล่านี้มีทุกข์ซ้อนอยู่ทุกอย่าง ต้องคอยแก้ไขปรับปรุงอยู่เสมอ

ไม่เหมือนกับความสุขที่เกิดจากความสันติ ความสงบ ซึ่งเป็นสุขที่เยือกเย็นและไม่ซับซ้อนด้วยความทุกข์ เป็นความสุขที่ทำได้ง่าย ๆ เกิดกับกายใจของเรานี่เอง จะอยู่ในที่เงียบ ๆ คนเดียวหรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมสังคมก็ทำได้ ถ้าเรารู้จักแยกใจหาสันติสุข แม้เวลาเจ็บหนักมีทุกขเวทนาปวดร้าวไปทั่วกาย แต่ถ้ารู้จักทำใจให้เป็นสันติสุขได้ ความเจ็บนั้นก็ไม่สามารถทำให้ใจเดือดร้อนตาม ‘เมื่อใจสงบแล้วกลับทำให้กายสงบ หายทุกข-เวทนาตามไปด้วย’

พระพุทธเจ้าสอนให้สงบกายวาจาด้วยศีล สอนให้เกิดสันติสุขทางใจด้วย ‘สมาธิ’ หัดให้ไม่คิดถึง ความกำหนัด ความโกรธ ความโลภ ความหลง ความกลัว ความฟุ้งซ่านรำคาญใจทรงสอนให้เกิดสันติสุขทางทิฐิ ความเห็นด้วยปัญญา พิจารณาให้เห็นว่าสรรพสิ่งทั้งหลายไม่แน่นอน เป็น ‘อนิจจัง’ ไม่เที่ยง ต้องเสื่อมสูญดับไปเรียกว่า ‘ทุกข์’ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาให้เป็นไปตามประสงค์เรียกว่าอนัตตา

เมื่อเรารู้เห็นเป็นจริงอย่างนี้จะทำให้จิตใจเข้มแข็งมั่นคง ไม่หวั่นไหวไปตามเหตุการณ์ เป็นเหตุให้ใจเป็นอิสระมั่นคงอยู่เสมอ

5. ทำอะไรไม่ผิดเลย ก็คือไม่ได้ทำอะไรเลย

ความผิดนี่แหละเป็นครูอย่างดี ควรจะรู้สึกบุญคุณของตัวเองที่ทำอะไรผิดพลาด และควรสบายใจที่ได้พบอาจารย์ผู้วิเศษคือ ‘ความผิด’ จะได้ตรงกับคำว่า ‘เจ็บแล้วต้องจำ’ เป็น GOOD EXAMPLE ตัวอย่างที่ดี เพื่อจะจดจำไว้ ระวังไม่ให้ผิดอีกต่อไปด้วยความไม่ประมาท... ‘อย่าผิด อีกนะ’

6. สติสัมปชัญญะ

จะทำอะไรไม่ผิดนั้นสำคัญอยู่ที่สติ ถ้ามีสติคุ้มครองกายวาจาใจอยู่ทุกขณะ จะทำอะไรไม่ผิดพลาดเลย ที่ผิดพลาดเพราะขาดสติ คือเผลอ เหม่อ เลินเล่อ ระเริง หลงลืม จงนึกถึงคติพจน์ว่า ‘กุมสติต่างโล่ป้อง อาจแกล้วกลางสนาม’

ธรรมดาชีวิตทุกชีวิตทั้งพืช สัตว์ มนุษย์ ดำรงอยู่ด้วยการต่อสู้ เมื่อต่อสู้ไม่ไหวในขณะใดก็ต้องถึงที่สุดแห่งชีวิต คือ DEATH ความตาย แต่ถ้าสติอยู่ตราบใดถึงตายก็ตายแต่กาย เช่นกับชีวิตของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่านมีสติไพบูลย์อยู่ทุกขณะจิต ท่านจึงทำอะไรไม่ผิดและถึงซึ่งอมตธรรม คือธรรมที่ไม่ตาย ตรงกับคำว่า IMMORTAL จึงเรียกว่า ‘ปรินิพพาน’ คือ นามรูปสังขารร่างกายที่เรียกว่าเบญจขันธ์แตกดับไปเท่านั้น ฉะนั้นควรฝึกฝนสติ (ความระลึกรู้) ก่อนทำก่อนพูด ฝึกสัมปชัญญะ (รู้ตัวอยู่ทุกขณะในการพูดการทำการคิด) เมื่อทำเสร็จแล้วก็มีสติตรวจตราดูว่าบกพร่องหรือเรียบร้อยอย่างไร จะได้แก้ไขให้ดีขึ้นยิ่ง ๆ ไป...

7. อานุภาพของไตรสิกขา

ด้วยอานุภาพของไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้แลจึงชนะข้าศึกคือกิเลสอย่างหยาบอย่างกลางและอย่างละเอียดได้ จงชนะความหยาบคาย ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหยาบที่ล่วงทางกายวาจาใจด้วย ‘ศีล’ ชนะความยินดียินร้านหลงรักหลงชังในใจได้ด้วย ‘สมาธิ’ ชนะความเข้าใจผิดรู้ผิด เห็นผิดจากความเป็นจริง ซึ่งเป็นกิเลสละเอียดได้ด้วย ‘ปัญญา’ ผู้ใดปฏิบัติตามไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ได้โดยบริบูรณ์ ผู้นั้นจะพ้นทุกข์ทั้งปวงได้แน่นอนมิต้องสงสัยเลย

8. ดอกมะลิ

ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่ถูกรับรองแล้วว่าเป็นดอกไม้ที่หอมเย็นชื่นใจที่สุด ขาวบริสุทธิ์ที่สุดในบรรดาดอกไม้ทั้งหลาย ชีวิตของมนุษย์ที่เป็นอยู่ก็เช่นเดียวกันกับการเล่นละคร ขอให้เป็นตัวเอกที่มีชื่อเสียงที่สุดเช่นเดียวหรือลักษณะเดียวกับดอกมะลิ อย่าทำตัวเป็นผู้ร้ายที่เลวที่สุด และให้เห็นว่าดอกมะลินี้จะบานเต็มที่เพียง 2-3 วันก็จะเหี่ยวเฉาไป ฉะนั้นขอให้ทำตัวให้ดีที่สุดเมื่อยังมีชีวิต ให้หอมที่สุดเหมือนดอกมะลิที่เริ่มแย้มบานฉะนั้น ‘จงเลือกทำแต่กรรมที่ดี ๆ’

9. ทำดีดีกว่าขอพร

‘จงเลือกทำแต่กรรมที่ดี ๆ นะ’ เตือนให้เตรียมตัวดำเนินชีวิตต่อไป เป็นคำแทนคำอวยพรอย่างสูงสุดประกอบด้วยเหตุผล เมื่อทำกรรมดีแล้วไม่ให้พรก็ต้องดี เมื่อทำชั่วแล้วจะมาเสกสรรปั้นแต่งอวยพรอย่างไรก็ดีไม่ได้ ทำชั่วเหมือนโยนก้อนหินลงน้ำจะต้องจมทันที จะเสกเป่าอวยพรอย่างไรก็ลอยขึ้นไม่ได้ ทำกรรมชั่วจะต้องล่มจมป่นปี้เสียราศีเกียรติคุณชื่อเสียงเหมือนก้อนหินจมลงไปอยู่กับโคลนใต้น้ำ

ทำกรรมดีมีสง่าราศี มีเกียรติคุณ มีแต่คนเคารพนับถือยกย่อง เฟื่องฟูลอยน้ำเหมือนมันลอย ถึงจะมีศัตรูหมู่ร้ายจงใจเกลียดชังมุ่งร้ายริษยาแช่งด่าให้จม ก็ไม่สามารถเป็นไปได้ กลับจะแพ้ภัยตัวเอง

ขอให้ตั้งใจกล้าหาญ พยายามทำแต่กรรมดีโดยไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใด ๆ ผู้ที่เลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัย ผู้ที่มีความสุขความเจริญ ประสงค์สิ่งใดสำเร็จสมประสงค์ ก็คือผู้ที่ประกอบแต่กรรมดีอย่างเดียวนั่นเอง

เป็นไงครับ โอวาทธรรมทั้ง 9 ข้อของพระคุณเจ้าธมฺมวิตกฺโก ที่ประทานมาสำหรับพวกเรา แม้นทำได้อย่างที่ท่านแนะ ทุกข์ใดไฉนเลยจะกล้ำกรายได้...


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com