
‘ผลแห่งความเพียร’
ธรรมะจากหลวงปู่บุญจันทร์
เมื่อตอนที่แล้วผู้เขียนได้ให้คำมั่นสัญญาว่า จะนำเอาธรรมะคำสั่งสอนของหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล พระอริยสงฆ์ผู้สิ้นแล้วซึ่งกิเลสมาแสดงไว้ในคอลัมน์นี้
และภูเตศวรก็ขอทำตามสัญญา ครับเชิญท่านทั้งหลายสดับธรรมของหลวงปู่เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติตนให้ถึงกาลพ้นทุกข์เถิด…
“สิ่งที่มารบกวนเป็นข้าศึกศัตรู ที่เราต้องรู้และตระหนักถึงมันอยู่ มันเกิดเวทนาขันธ์ขึ้นมา เจ็บปวดขึ้นมานั่นแหละมันเป็นข้าศึกหรือศัตรูแก่เรา ไม่ให้เราบรรลุถึงคุณงามความดี ให้เรารำลึกขึ้นมา ให้เราเห็นสิ่งเหล่านี้เพราะฉะนั้นท่านจึงได้ปล่อยวางหรือเจ็บขึ้นมาก็แยกออกจากกัน
‘ท่านว่าความเจ็บไม่มีอยู่ที่ใจของเรา ใจของเราไม่ใช่ความเจ็บ ความเจ็บไม่ใช่ใจของเรานะ ใจของเราต่างหาก ใจเรามีหน้าที่รู้เท่านั้น รู้เจ็บรู้ปวด ไม่เจ็บไม่ปวดก็รู้’
นั่นใจของเราพร้อมเข้ามาอยู่ในความสงบของจิตนั้น เวทนาจะเข้าไม่ถึงใจของเรา ให้แยกออกจากกันแบบนี้ ไม่ว่ามันจะเจ็บจะปวดเราก็พยายามแยกออก ให้รู้จักวิธีการแยกใจของเรา
ธาตุขันธ์เหล่านั้นเจ็บ ให้เราพิจารณาแยกออก ใจของเราไม่เจ็บเป็นแต่มันเพียงรู้ว่ามันเป็นอยู่เท่านั้น รู้อาการของธาตุขันธ์เท่านั้น ใจของเรารู้อยู่ตลอด สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครที่จะให้ว่างได้ มันรู้อยู่ตลอดเวลา ตื่นก็รู้ หลับก็รู้อยู่อย่างนั้น ให้เราพร้อมเข้ามาอย่างนั้น อย่าส่งไปตามสัญญาอารมณ์ สัญญาเกิดที่ไหนก็ไปตามอารมณ์ มันเกิดที่ไหนก็ไปตาม ‘อย่าไปตามมัน’ ให้เรารู้อยู่ที่จุดนั้น มันเกิดก็รู้ มันดับก็รู้ อยู่อย่างนั้น ให้ทำอย่างนั้น
เราต้องพยายามฝ่าฟันเวทนานั้นให้มาก มันจะเจ็บจะปวดขึ้นมาขนาดไหนก็ช่างมัน อดทนเอา คราวหน้าเวลาขันติความอดทนอันนี้มันมีความกล้าหาญขึ้นมา มันก็กระเด็นออกจากกัน พอเมื่อมันกระเด็นออกจากกัน ความยึดความถืออันนั้นกระเด็นออกได้มันไม่ยึดไม่ถือมันก็ไม่มีอะไร มีแต่ใจดวงเดียวดวงนี้ มันจะมีอะไรเกิดขึ้น เวทนามันก็ไม่มีแล้ว สัญญาความจำได้หมายรู้มันก็ไม่มี มีแต่รู้เฉย ๆ
รู้แล้วก็วิตก วิจาร พิจารณาสิ่งที่มันรู้นั่นแหละ ให้รู้จักความเป็นจริงของเขาว่า เราจะไม่ยึดไม่ถือเพื่อเราจะได้ปล่อยวาง ถ้าเราไม่รื้อถอนมันจะยึดมั่นถือมั่นอยู่นั่นแหละ ถ้าเรารื้อถอนมันก็จะปล่อยวางอย่างนั้นแหละ ข้อสำคัญให้ฝ่าฟันเวทนานั้น มอบกายถวายชีวิตต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ‘ร่างกายนี้ข้าพเจ้าขอมอบให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ข้าพเจ้าไม่ยึดไม่ถือ ขอแต่ว่า ข้าพเจ้ารู้ธรรมเห็นธรรมเท่านั้น’ เอาอย่างนี้ อธิษฐานในใจนะขอให้ข้าพเจ้ารู้ธรรมเห็นธรรม
เมื่อเวลารู้ธรรมเห็นธรรมแล้ว มันไม่มีอะไรเล็ก มีแต่สร้างบาปสร้างกรรมเท่านั้นเลิก เดี๋ยวนี้ก็ยิ่งสร้างบาปสร้างกรรมมาก ตัวผิดต่อกัน กำลังลงมือประชุมกัน เดี๋ยวก็ด่าคนนั้นเดี๋ยวก็ด่าคนนี้ สร้างกรรมด้วยวาจา สร้างกรรมด้วยใจ นึกสร้างกรรมอยู่อย่างนั้น มันไม่หยุดหย่อนสักที โลกของเรานี้เดี๋ยวก็ว่าคนโน้น เดี๋ยวก็ว่าคนนี้อยู่นั่นแหละ สำคัญมันหมายว่าตนเป็นคนวิเศษ เป็นคนประเสริฐยิ่ง หาเรื่องแดกดันคนนั้นคนนี้อยู่นั่นแหละ นั่นเป็นเรื่องของมันเป็นอยู่อย่างนั้น เพราะสร้างกรรม ฟังให้ดี! ดูสิ...เป็นใหญ่เป็นโตมากเท่าไหร่ก็ยิ่งสร้างกรรมมากเท่านั้น สร้างกรรมไม่หยุดไม่หย่อนมันก็ไม่หลุด ไม่พ้นสักทีละ เหมือนกับกรรมนั้นพยาบาทติดต่อกันเรื่อย ๆ ไป
นี่กรรมเวรมันก็ไม่สิ้นสุดสักทีเอาอย่างนั้นพิจารณาอย่างนั้น
การที่เราอุตส่าห์พยายามมา ประพฤติปฏิบัติมา ฝึกตนของตนก็เพราะรู้สิ่งเหล่านี้ อยากละอยากถอนสิ่งเหล่านี้ให้เห็นความจริงว่าจิตใจของเราจะต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น มันปล่อยว่าง ‘กัมมุนา วัฏฏะติ โลโก’ สัตว์โลกต้องเป็นไปตามกรรม มันทำกรรมไม่หยุดหย่อน มันก็เป็นกรรมนั่นแหละที่ต่อเนื่องกันมา เห็นไหมทางที่ดี ท่านให้ปล่อยวางซะ อย่าไปเกี่ยวข้องหรือยุ่งอยู่กับเรื่องกรรม มันผูกพยาบาทอาฆาตกันอยู่ตลอดเวลา มนุษย์โลกอยู่ทุกวันนี้กำลังจะเริ่มก่อกรรมเวรก่อกรรมแล้ว
ให้ตั้งใจภาวนา ภาวนาหรือเปล่า หมั่นพิจารณาให้มากทรมานใจของเราให้มาก เราไม่ทรมานมันไม่ได้ มันจะเคยตัว มันเคยตัวมาหลายชาติหลายภพแล้วเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่ทรมานมัน มันก็ให้เราเสวยผลกรรมอยู่อย่างนั้น เดี๋ยวก็ปวดขาเดี๋ยวก็ปวดแข้งอยู่อย่างนั้น มันก็แสดงเรื่องทุกข์ทั้งนั้น แต่เราไม่เบื่อ ไม่เห็นโทษมันสักที มีแต่อาการยินดี
มันเจ็บขนาดนี้เราจะอดทนให้พ้นจากนี้ไป เอา! มันจะขาดให้มันขาด มันจะหลุดให้มันหลุด กระดูกเนื้อหนังมันจะเปื่อยเน่าลงไปก็ให้มันเปื่อยเน่า เอาอย่างนั้น สู้มันเอาเป็นเอาตาย ต่อสู้มันนั่นแหละจึงจะรู้จึงจะเห็นธรรม ถ้าไม่ทำอย่างนั้นแล้วเอาชนะมันไม่ได้เพราะว่าเขาสร้างมาหนาแน่นพอ เราจะมาทำเล่นไม่ได้ ไปสู้เขาไม่ได้ ด้วยอำนาจแห่งความเพียรของเราที่เปลี่ยนอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน เปลี่ยนให้สม่ำเสมอมันจะเป็นอะไรก็ช่างมัน ไม่ต้องไปกำหนด ไม่ต้องไปกังวล ข้าพเจ้าจะปฏิบัติธรรมอย่างเดียวเท่านั้น เอาอย่างนี้แล้วแต่พระธรรมจะรักษา
‘พุทธสฺสาหสฺมิ ทาสี ว’ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าเป็นใหญ่ของเรา
‘ธมฺมสฺสาหสฺมิ ทาสี ว’ ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระธรรมด้วย พระธรรมเป็นเจ้าเป็นใหญ่ของข้าพเจ้า
‘สังฺฆสฺสาหสฺมิ ทาสี ว’ ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระอริยสงฆ์ พระอริยสงฆ์เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต
เอาอย่างนี้ ข้าพเจ้าขอรู้ธรรมเห็นธรรมเท่านั้นก็พอไม่ต้องเอาอย่างอื่น ขอให้พวกเรารู้ธรรมเห็นธรรมก็พอ ถ้ารู้ธรรมเห็นธรรมแล้วไม่ต้องกังวลอย่างอื่นไม่ต้องกังวลอะไรอีก โลกหรือบางสิ่งบางอย่างมันหายไปเลยด้วยอำนาจของธรรม ขอแต่ว่าเราทำจริงเท่านั้นอย่าไปท้อถอย ไปท้อถอยไม่ได้ มีโรคมีภัยเบียดเบียนร่างกายของเราทำอะไรก็ไม่ได้ อย่าไปงดมันมีอะไรข้าพเจ้าก็ทำ ทำคนเดียวอย่างนั้นเหมือนพระยากระแต
พระยากระแตบุตรตกน้ำในมหาสมุทรทะเล พอตกลงไปก็คิดถึงบุตรของตนมาก ดูว่าจะทำอย่างไรนั้น เวลาจะตักน้ำขึ้นมาก็ไม่มีอะไรตัก ก็เลยตั้งความเพียรขึ้นมา ‘ถึงอย่างไรก็ตามเถอะ ข้าพเจ้าจะตั้งความเพียรของเรา ขันติความอดทนของเรา’ ตั้งความเพียรเสร็จ ก็เอาหางชุบน้ำแล้วไปปล่อยเอาอยู่อย่างนั้นจนท้าวสักกเทวราชลงมาเห็น
“อ้าว พระยากระแต ตักน้ำในมหาสมุทรทะเล เมื่อไหร่มันจะหมดจะแห้ง”
พระองค์เลยทดลองขันติของพระยากระแต จึงถามว่า “ท่านทำอะไรพระยากระแต”
“บุตรของข้าพเจ้าตกน้ำ ข้าพเจ้าคิดถึงบุตรของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะตักน้ำให้หมดให้แห้ง”
“อ้าว...น้ำในมหาสมุทร ทะเลเมื่อไหร่มันจะหมด หางของพระยากระแต จะไปชุบเอาน้ำไปสลัดทิ้งบนบกเมื่อไหร่จะหมด?”
พระยากระแตยืนยัน “ถึงอย่างไร ธรรมดานักปราชญ์ยังต้องมีความเพียร ข้าพเจ้าจะทำอย่างนี้ตลอดไป”
ผลสุดท้าย ท้าวสักกเทวราชจึงนำเอาบุตรของพระยากระแตขึ้นมาให้ ด้วยผลแห่งความดี นี่เป็น ‘บุคลาธิษฐาน’ หากเป็น ‘ธรรมาธิษฐาน’ ก็ไม่ต้องกลัวอะไร เหมือนพระยากระแตด้วยอำนาจของคุณงามความดีที่เราทำนั้นมันจะเกิดจะมีเอง มันจะเห็นเองได้เอง เราได้มอบกายถวายชีวิต เอ้าทำ ๆ ไปสงบบ้างไม่สงบบ้างก็ยังดี ไม่เห็นจริงไม่เห็นความเบื่อหน่ายในโลกสักที เมื่อเวลาเราเห็นจริงรู้จริงแล้วอย่างนี้มันเบื่อ มันปล่อยวางทั้งสิ้นนอกจากเรา มีแต่อุปสรรคทั้งนั้น เครื่องขัดข้องทางมรรคผล เครื่องขัดข้องต่อความพ้นทุกข์ เอาอย่างนั้นไม่กลัวแล้ว...
อย่าไปกลัว...เอาให้มันพ้นในชาตินี้ เรามีจิตมีใจอยู่แล้ว ตั้งความเพียรลงไป!”
ครับ...ทั้งหมดดังกล่าวคือ ‘ธรรมะ’ ที่กล่าวออกจากปากของหลวงปู่ ธรรมะอันวิจิตร ธรรมะอันงดงามทรงค่าของหลวงปู่ยังมีอีกมาก...ถ้ามีโอกาสผู้เขียนจะนำมาแสดงอีกในโอกาสหน้า
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com