
ทุกครั้งเมื่อนึกถึงหลวงปู่บุญจันทร์ ผู้เขียนรู้สึกตื้อตันขึ้นในอกทุกครา ดังที่ได้เคยกล่าวไว้แล้วว่า ‘วาสนา’ ของตัวเองมีน้อย ได้พบครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษก็มีเวลากราบท่านประเดี๋ยวประด๋าวและท่านก็ด่วนนิพพานไปเสียแล้ว บางครั้งนั่งนึกด้วยความน้อยใจ เสร็จแล้วก็ต้องหันมาบริภาษตัวเอง...
สวรรค์นิพพานไม่ได้เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวครูบาอาจารย์
หากแต่ปฏิบัติตนตามคำสั่งสอนของท่าน ถือท่านเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อก้าวสู่ทางพ้นทุกข์มิใช่หรือ?
วันนี้ภูเตศวรได้หนังสือ ‘กมโล ผู้งามดั่งดอกบัว’ ที่บันทึกชีวประวัติ และมรดกธรรมของหลวงปู่ไว้เล่มหนึ่ง ด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จากคุณอนุชิต ปุรสาชิต ศิษย์ฆราวาสผู้ใกล้ชิดของหลวงปู่เมื่อไม่นานนี้เอง
หนังสือเล่มหนากว่า 400 หน้า ขนาด 8 หน้ายกพิเศษเล่มนี้ เป็นยิ่งกว่าคัมภีร์ที่ทรงคุณค่าอื่นใด เพราะสิ่งที่บรรจุอยู่ภายในคือ ประสบการณ์ด้านปฏิบัติธรรม และคำสั่งสอนเพื่อก้าวสู่ความหลุดพ้นของหลวงปู่อย่างแท้จริง
ธรรมะอันประเสริฐของหลวงปู่ ‘ง่าย’ ต่อความเข้าใจ ‘ตรง’ สำหรับการปฏิบัติ เท่านี้ก็เพียงพอต่อผู้แสวงหาธรรมเพื่อนำไปปฏิบัติแล้ว
“การบำเพ็ญธรรมต้องให้มีสติ ถ้าขาดสติได้ชื่อว่าขาดความเป็นธรรม ถ้ามีสติอยู่เมื่อไหร่ก็เป็นธรรมเมื่อนั้น ให้เราเข้าใจอย่างนี้ สตินั่นแหละเป็นธรรม ติดตามอยู่อย่างนั้น เราต้องฝึกสติของเราไว้ให้ดีจึงจะทันเวลา”
หลวงปู่มักจะบอกลูกศิษย์ลูกหาและญาติโยมอย่างนั้น...
“คนบางคนอยากรู้ อยากเห็นอะไร วันหนึ่งก็ไม่ระลึกถึงอะไร มันติดอยู่ในโลกนี้ ฟุ้งซ่านอยู่อย่างนั้น ไม่กำจัดสัญญาอารมณ์ออกจากจิตใจ ปล่อยแต่สัญญาอารมณ์เหล่านั้นมาหมักดองที่ในจิตใจของเรา เดี๋ยวจำโน่นเดี๋ยวจำนี่อยู่อย่างนั้น สัญญาอารมณ์ที่เข้ามานี่แหละพาจิตใจเราให้เกิดความนึกคิดในแง่ต่าง ๆ นั้นเป็นอยู่อย่างนั้น แต่ความจริงถ้ามีสตินี่มันก็เป็นธรรมแล้วเป็นธรรมขึ้นมา”
หลวงปู่จะเน้นมากเกี่ยวกับ ‘สติ’ ท่านย้ำเสมอว่า...
“ถ้าทำสติให้กล้ามากขึ้นไป มันก็ปรากฏขึ้นมาให้เราเห็นด้วยทางใจ ใจของเราก็รู้ รู้ธรรมอยู่ที่นี่ มรรคผลอยู่ที่นี่ ไม่ได้อยู่ที่อื่น ก็อยู่ที่ใจของเรานั่นเอง ไม่ได้อยู่นอกเหนือจากใจของเราไป เราก็จะรู้จะเห็นอยู่ที่นี่ สมาธิอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ใจนี่เอง”
“ความตั้งมั่นนั้นได้ชื่อว่าสมาธิ ท่านก็บอกอยู่อย่างนั้น ปัญญาความรอบรู้ในกองสังขารนั่น สังขารคือความคิด ความนึก ความปรุง ความแต่ง คิดในอารมณ์ต่าง ๆ นั่นเรียกว่าสังขาร เรามีสติรู้เท่าทัน สังขารเหล่านี้มันปรุงขึ้นมา เราระงับ เราตัดออกไม่ให้มันเกิด ไม่ให้มันมีในใจเรา ให้ใจเราตั้งอยู่มั่นอยู่ในสมาธินั่นแหละ มรรคผลมันจะเกิดขึ้นที่ไหน มันก็เกิดในใจนั่นแหละ ก็ปรากฏอยู่ที่นั่น จะไปหาเอาที่ไหน มรรคผลไม่ได้อยู่นอกเหนือจากใจของตน
ไปบำเพ็ญที่ไหนก็เอา ‘ใจ’ นั่นแหละไป
ในดงในป่าในภูเขาที่ไหนก็เอา ‘ใจ’ นั่นแหละบำเพ็ญ นี่ให้เราเข้าใจอย่างนั้น นักปฏิบัติทั้งหลายอย่าลืมตัว อย่าหลงตัวเท่านี้แหละ หมั่นฝึกหัดสติของตนให้กล้า เมื่อสติของเรามันกล้าพอแล้ว จะกำหนดดูที่ไหนมันก็ทะลุปรุโปร่งไปหมด ถ้าสติมันกล้าพอแล้ว มันมีกำลังพอแล้ว กำหนดดูกายของตน มันก็ทะลุปรุโปร่งไปหมด หรือจะกำหนดดูอะไรก็รู้ซาบซึ้งอยู่ภายใน...”
ไม่เพียงแต่ใช้เวลามากมายต่อการเทศน์อบรมพุทธบริษัท หากในยามว่างหรือหลังการบำเพ็ญภาวนา หลวงปู่ยังเปิดโอกาสให้ญาติโยมสอบถามข้ออรรถข้อธรรมอยู่อย่างสม่ำเสมอ...
โยม : กราบเรียนถามท่านอาจารย์เกี่ยวกับการปฏิบัติเมื่อกี้ เรายังเกี่ยวข้องกับสังคมกับงานโน้นงานนี้ สัญญาอารมณ์มันจะติดเรามา ปฏิบัติมันมาก็ติดเรามาอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องปฏิบัติอย่างไร?
หลวงปู่ : เพราะฉะนั้นเราจึงต้องให้ฝึกสติ ฝึกให้มันกล้า มันพอ มันมีกำลัง ถ้าสติของเรามันกล้าพอแล้ว อารมณ์มันจะตามมาได้ที่ไหน ถ้าสติของเราอ่อนแออยู่มันก็ตามมาได้นั่นแหละ นี่ความบกพร่องมันอยู่ที่ตรงนี้ ฝึกสติให้ดีเพื่อกำจัดสัญญาอารมณ์เหล่านั้นไม่ให้ติดตามมา ปล่อยวางทอดอาลัยไว้อย่างนั้น
โยม : ทำอย่างไรจึงจะตัดมันได้เร็ว กลับมาแล้วเสียงหมอลำยังตามมา
หลวงปู่ : เอ้า! ก็ฝึกสติ ที่จะตัดได้เร็วก็เพราะสติมีกำลังมาก ที่ตัดไม่ได้เร็วก็เพราะสติไม่มีกำลัง จะให้ใครมาตัดให้ นอกจากตัวเราตัดเอง มันเป็นเรื่องเฉพาะตัว
โยม : ถ้าเราไม่ไปงาน สังคมก็เสีย มันก็เสียสังคม
หลวงปู่ : ถ้าเรากลัวอยู่อย่างนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ยังยึดถืออยู่ในสังคม เรียกว่า ‘อุปาทาน’ ยึดมั่นถือมั่นในสังคม ถ้าหากผู้ที่มีสติแก่กล้าแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีสังคมก็ตาม ไปในสังคมก็ตัดให้ขาดไปเลย
โยม : แต่ที่นี้เรายังทำงานอยู่ เรายังเกี่ยวข้องสังคมอยู่
หลวงปู่ : ทำงานก็สตินั่นแหละจะตัดมัน เราทำงานอยู่ก็ทำ สติของเราก็ต่างหาก ใจของเราก็ต่างหาก งานของเราก็ต่างหากไม่ใช่ใจ ใจของเราต่างหาก งานของเราไม่ใช่ใจ ใจของเราต่างหาก สติของเราต่างหาก เราต้องแยกออกจากกันให้มันได้อย่างนี้ เราจะถือเหมาเอาหมดอย่างนี้ไม่ได้ เราต้องฉลาด ต้องมีปัญญาแยกส่วนออก อันนี้งาน อันนี้เป็นใจ อันนี้เป็นสติ เราต้องแยกออก ถ้าเรายังถือเป็นอันเดียวกันอยู่มันก็ไม่ได้ ต้องมีการแยกแยะออกจากกัน จะไปเหมาใครได้ ถ้าเหมา เรานั่นแหละเป็นผู้ยึดมั่นถือมั่น เราไม่รู้เท่าในการในงานมันก็ไปยึดไปถือ มันก็ถือสังคมด้วย สังคมไม่ใช่มรรคผลนิพพาน สังคมเป็นเรื่องของโลกต่างหาก เราจะเอาโลกหรือเอาธรรม เราจะเอามรรคผลหรือเอาโลก ถ้าเอาโลกก็ต้องอยู่กับโลก ถ้าจะเอาธรรมก็ปฏิบัติธรรม ต้องแยกออกจากกันอย่างนี้ มาอยู่กับโลกก็ต้องทำโลก อันนี้เป็นความคิดของเราต่างหาก
สำหรับผู้ที่จะหนีจากโลกไปจริง ๆ โลกก็คือโลกต่างหาก ไม่ใช่จิตใจของเรา เราจะหนีออกจากโลก เราไม่ห่วงอะไรแล้ว ตัดให้มันขาดออกจากใจนี่ เอาอย่างนี้ อย่าไปยึดไปถือว่าสังคมของเรา ถ้าเราไม่มีไม่เข้าสังคมแล้ว มันก็ไม่มีอะไรที่จะอยู่จะกิน โน่นกลัวตายแล้ว โน่นกลัวว่าจะไม่มีอะไรอยู่อะไรกิน
นั่นพระพุทธเจ้าท่านให้ตัดออก!
ไม่ตายหรอก ถึงแม้จะตัดออกจากสังคมแล้วมันก็ไม่อด เพราะ ‘ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจาริง’ บุคคลผู้ปฏิบัติธรรม พระธรรมย่อมรักษาไม่ให้ตกไปอยู่ในที่ชั่วช้า
นี่เรายังกลัวอยู่กลัวไม่ได้กิน กลัวว่าจะไม่ได้สังคม เอ้า! สังคมมันมีอะไร มีหลายสิ่งหลายอย่างจิปาถะนับไม่ได้ อันนี้มันมาแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว เราก็นับชาติภพไม่ไหว ที่ติดอยู่อย่างนี้แต่เราระลึกไม่ได้ ไม่มีบุพเพนิวาสานุสติ นั่งระลึกชาติหนหลังไม่ได้ ก็เพิ่งมารู้ในระยะที่เราเกิดมาแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นผู้หลงอยู่ ติดไปครู่หนึ่งแล้วลืมหลังอีก โน่นแค่นั้นยังลืมแล้ว ถ้าพูดถึงชาติภพละก็มันจะไม่ลืมได้ยังไง เพราะเราไม่กำจัดไม่ได้บำเพ็ญติดต่อกัน เราทำเป็นวรรคเป็นตอนเป็นครั้งเป็นคราว มันก็ไม่พอต่อความต้องการของเรา ถ้าเราไปยึดถือว่าสังคมนี่ดีกว่าธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ไม่ไหว ก็สังคมเอาไปกินหมดนั่นแหละ เราจะเอาอะไร จะเอาสังคมหรือเอาตนเอง จะยกตนออกจากทุกข์หรือจะยอมตนให้เสวยทุกข์อยู่ กำหนดอย่างนี้ เอาถ่านไฟแดง ๆ วางบนศีรษะของเรา เราจะหยิบออกหรือไม่หยิบออก ถ้าเราฉลาดเรากลัวทุกข์กลัวเจ็บก็ต้องหยิบออกโดยเร็ว ถ้าเราไม่กลัวเราก็ยอมให้ไฟนั้น ถ่านไฟก็ไหม้เราอยู่ตลอดเป็นทุกข์อยู่ตลอด นี่ฉันใดเราต้องเป็นผู้ฉลาด หาทางที่จะแก้ไขออก สิ่งเหล่านี้สิ่งอันไม่ใช่ธรรมนั้นเป็นประโยชน์แก่ตนเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
ทั้งหมดที่นำมาแสดงไว้เป็นเพียงส่วนหนึ่งน้อยนิดแห่งมรดกธรรมที่หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล ได้ทิ้งไว้เป็นมรดกโลกเท่านั้น
และที่ผู้เขียนได้นำมาแสดงในคอลัมน์ ‘ธรรมะ 5 นาที’ ทั้งสามครั้งสามคราวก็เพื่อรำลึกถึงหลวงปู่ด้วยความอาลัยรัก อีกทั้งต้องการให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้สัมผัส ‘ธรรม’ และ ‘ คำสั่งสอน’ ของหลวงปู่ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมยิ่งอีกโสตหนึ่งด้วย
“ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงแสดงธรรมให้งดงามในเบื้องต้น ให้งดงามในท่ามกลาง ให้งดงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ให้เป็นไปพร้อมทั้งอรรถะทั้งพยัญชนะให้บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง สัตว์ทั้งหลายที่เป็นพวกที่ธุลีในดวงตาแต่เล็กน้อยก็มีอยู่ สัตว์พวกนั้นย่อมเสื่อมจากคุณที่ควรได้เพราะไม่ได้ฟังธรรม สัตว์ผู้รู้ทั่วถึงธรรม จิตมี่แน่”
ขอให้พระธรรมจงสถิตอยู่ในจิตใจท่านทั้งหลายด้วยเทอญ
ภูเตศวร
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com