
เรื่องของกรรม กับเจ้ากรรมนายเวร
อีกครั้งในพรรษานี้ที่เดินทางขึ้นปฏิบัติธรรมที่วัดป่าชนะสงคราม ตามที่หลวงปู่พรม พรหมโชโต ท่านปรารภเอาไว้เมื่อช่วงก่อนเข้าพรรษา...
“มีเวลาน้อยก็ไม่เป็นไร มาน้อยวันแต่มาให้ถี่ๆ หน่อย” เพราะประโยคนี้ของท่านทำให้ผู้เขียนรีบกระวีกระวาดในทุกครั้งที่ปลีกตัวจากภาระร้อยรัดได้แม้จะเป็นเพียงเวลาไม่กี่วันก็ตาม
และทุกคราที่พบและได้กราบนมัสการหลวงปู่ นับเป็นเวลาอันทรงค่าจนมิอาจประมาณได้ โดยเฉพาะหลายครั้งหลัง ‘เจโตปริยญาณ’ หรือการดักใจมนุษย์อ่านความคิดคนของท่านช่างเฉียบคมจริง ๆ
คราก่อนหน้านี้ ตัวเองนึกคิดเอาไว้ก่อนหน้าขึ้นรถเดินทาง เหลือเวลาอีกน้อยนิดสำหรับชีวิตเพศฆราวาสและรู้ทั้งรู้ว่า ลูกศิษย์ลูกหาอีกทั้งญาติธรรมมากมายล้วนเคารพรักหลวงปู่อย่างยิ่ง...แม้มีโอกาสขออนุญาตสร้างวัตถุมงคลรูปเหมือนท่านเอาไว้แจกจ่ายลูกศิษย์เพื่อการรำลึกถึงเพื่อกราบไหว้ได้ก็จะมีไม่น้อย หากเมื่อเดินทางถึงกราบท่านเสร็จ หลวงปู่มองหน้าผู้เขียนยิ้มน้อย ๆ พร้อมพูดเบา ๆ
“ปู่รู้ว่ามีหลายคนอยากทำเหรียญของปู่ แต่ปู่ไม่อนุญาตหรอก” เรานิ่งอึ้งแต่ไม่วายย้อนถาม
“ทำไมหรือครับหลวงปู่?”
ท่านเมตตาอธิบายยาวนาน รวมความคือวัตถุมงคลไม่ได้ช่วยให้พ้นความทุกข์ พ้นความตาย หากที่สำคัญกว่านั้นคือ...หลวงปู่ยังเป็นพระผู้น้อย อายุกาลพรรษาไม่มาก เพราะบวชตอนแก่
ลูกศิษย์ดื้อด้านอย่างภูเตศวรมีหรือจะยินยอมโดยง่าย กราบเรียนท่านว่า
ไม่ได้คิดสร้างวัตถุมงคลเอาไว้กันตาย แต่เอาไว้ระลึกถึง ‘พระสังโฆ’ คือหลวงปู่ ในฐานะครูบาอาจารย์ทางจิตวิญญาณมากกว่าประการอื่น
กระนั้นหลวงปู่ก็ยังไม่อนุญาต แถมยังย้ำคำ...เหมือนจะกลัวความหัวดื้อของภูเตศวร
“ปู่ไม่อนุญาต ใครทำมาบาปนะ!”
เจอเข้าไม้นี้ผู้เขียนเลยได้แต่ทำตาปริบ ๆ เอ้า...คณะญาติธรรมลูกศิษย์หลวงปู่ให้รู้ไว้ ใครที่มาอ้อนวอนให้ภูเตศวรขออนุญาตท่านโปรดทราบคำตอบนี้โดยทั่วกัน
กับอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นเจโตปริยญาณอันแหลมคมของหลวงปู่ก็คือ...การตอบข้อสงสัยโดยไม่ต้องเอ่ยถาม หนนี้เพิ่งเกิดในครานี้อย่างสด ๆ ร้อน ๆ มาจากความสงสัยเรื่องเจ้ากรรมนายเวร คำว่าเจ้ากรรมนายเวรฟังดูแล้วคล้าย ๆ เป็นตัวตนของผู้ที่เราก่อกรรมเอาไว้แล้วเขาตามทวง คำถามคือ...ถ้าเป็นเช่นนั้น แม้นเราผ่านภพผ่านชาติมายาวนาน คนที่เราก่อกรรมด้วยก็ไปเกิดกันคนละภพชาติกับเราเขาจะมาทวงเราได้อย่างไร โดยวิธีไหน
คิดมาตั้งแต่อยู่บ้านอยู่กรุงเทพฯ พบหน้าหลวงปู่ถึงอำเภอทุ่งเสลี่ยม สุโขทัย ท่านเริ่มต้นด้วยประวัติหลวงปู่บัว สิริปุณโณ พระอรหันตเจ้าผู้ละสังขารเข้านิพพานซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของหลวงปู่ตั้งแต่สมัยหลวงปู่ยังอยู่ในเพศคฤหัสถ์ให้ฟังตั้งแต่ต้นจนถึงกาลดับขันธ์ด้วยโรคาพยาธิร้ายแรงอันเกิดจากกรรมเก่าอันหนักหนาสาหัส
“หลวงปู่ใหญ่ทนใช้กรรมหนักอันนี้มาถึงหนึ่งร้อยชาติ!” และยังย้ำหนักแน่น “ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายและรับกรรมหนักกว่าทุกชาติ”
หลวงปู่เล่ารายละเอียดของเรื่องราวตามที่ได้รับฟังจากปากหลวงปู่บัวในสมัยยังเป็นโยมอุปัฏฐากรับใช้ยืดยาว แต่จะสรุปให้ย่นย่อเพียงว่า กรรมที่หลวงปู่บัวได้ก่อไว้ในอดีตชาติคือการฆ่าสามีแล้วแย่งภรรยาผู้อื่นมาครอบครอง วิธีการคือเอายาพิษทำจากสมุนไพรทาที่นอนไว้ พอสามีของผู้หญิงที่ตนหมายปองสัมผัส ก็เกิดการเน่าเปื่อยพุพองทรมานจนตาย
กรรมนี้ติดตามทวงถามมาหนึ่งร้อยชาติเต็ม ๆ และสิ้นสุดลงเมื่อหลวงปู่บัว สิริปุณโณ เข้าสู่พระนิพพานด้วยการละขันธ์
ทั้งปวงคือความรู้ที่หลวงปู่พรมเมตตาแนะนำสั่งสอนจนมั่นใจว่าแม้จะสำเร็จภูมิธรรมระดับสูงแล้วตราบใดที่กายยังอยู่ในโลก ‘กรรม’ที่ยังไม่ได้รับการอโหสิกรรมจาก ‘เจ้ากรรมนายเวร’ ก็ยังรุมทวงอยู่ไม่จบสิ้น เพียงแต่ผู้มีภูมิจิตสูงที่สามารถแยกจิตกับกายออกจากกันได้ อย่างที่หลวงปู่เสน ปัญญาธโร เคยกล่าว
“...ทุกข์มี แต่ผู้รับทุกข์ไม่มี ก็อยู่ส่วนใครส่วนมัน” ก็เหมือนเวทนากาย ถ้าจิตกับใจไม่รับ เวทนากายก็ทำอะไรผู้สำเร็จภูมิธรรมยกจิตยกใจเข้าสู่สมาธิเข้าสู่ความสงบมิได้เฉกเดียวกัน
มิเพียงเท่านั้น หลวงปู่ยังอธิบายต่อ คำว่าเจ้ากรรมนายเวร ไม่ใช่วิญญาณของคนที่เราก่อกรรมเป็นผู้ตามทวง แต่เป็นไปโดยสัจธรรมธรรมชาติเป็นผู้กำหนดอย่างที่พระบรมศาสดาทรงแสดงไว้ในยามเราสวดมนต์
กัมมะพันธุ...กัมมะโยนิ อันแปลความว่า เรามีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเผาพันธุ์
การกระทำความดีความชั่วใด ๆ ของตนในทุกภพชาติจะเป็นตัวกำหนดให้เราเป็นไปตามกรรมนั้นโดยมิอาจหลีกเลี่ยง นอกเสียจากการปฏิบัติจิต ยกใจเข้าสู่ความสงบโดยสมาธิ เอาปัญญาธรรมอบรมจิตใจให้ละวางโลกสู่โลกุตตระก้าวสู่ภาวะนิพพานได้ นั่นจึงพ้นบ่วงกรรมได้ตลอดนิรันดร์
“กรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ แก้ได้ง่าย” หลวงปู่พรม ยังเมตตาแนะนำต่อเหมือนฝากผู้เขียนถึงท่านทั้งหลาย “ทำบุญสวดมนต์นั่งสมาธิแผ่ให้ก็หลุดแล้ว ส่วนกรรมหนัก ๆ นั้นยากเหมือนน้ำทะเลแหละ คลื่นน้ำมาซัดสาดเศษขยะเล็ก ๆ ก็กวาดหายไปได้ง่าย ๆ ส่วนก้อนหินใหญ่ ๆ กว่าจะซัดให้สึกกร่อนลงได้นานเป็นพันปี”
ตรงนี้ทำให้นึกถึงยาพิษในแก้วน้ำ ถ้าปริมาณน้อยเราค่อย ๆ เอาน้ำดีเทใส่ไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวเดียวก็เจือจางหายไป แต่ถ้าขุ่นข้นมีปริมาณมากก็ต้องใช้น้ำเข้าไปเจือจางมากและนานกว่าธรรมดา
เฉกเช่นยาพิษคือบาปเวร น้ำคือบุญหรือกรรมดี ทำกรรมดีมาก ๆ เข้าไว้บาปก็เจือจางลงเป็นธรรมดา
แต่ที่สำคัญกว่านั้น...ถ้าจะให้ได้ผลเร็วต้องหยุดที่ปัจจุบันก่อน คือ ‘งดเว้นชั่ว’ โดยพลันทันทีและหมั่นประกอบกรรมดีอย่างต่อเนื่อง กรรมดีจะหนุนส่งไปเรื่อย ๆ อย่างน้อยกรรมชั่วก็ต้องต่อแถวรอคิวอีกนานหน่อย จริงไหม?
เอ้า...ขอลาท่านด้วยการเชิญชวนร่วมทำบุญยกพระอุโบสถโบราณสถานวัดน้อยนอกให้หายจากการจมน้ำ อย่างที่นำรายละเอียดมาลงแล้วในฉบับที่ผ่านมา ใครอยากทำบุญให้ได้บุญจริง ๆ บุญที่หนุนนำชีวิตให้เดินหน้าไปอย่างมีความสุข เพราะการซ่อมแซมรักษาศาสนสมบัติแห่งบวรพุทธศาสนาคือบุญกุศลอันสูงนั้น สามารถโอนเงินเข้าโดยตรงที่บัญชี
พระมหานภดล อาสโภ เจ้าอาวาสวัดน้อยนอก หมายเลขบัญชี 526-1-01434-3 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาโฮมโปร แจ้งวัฒนะ
โอมศานติ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com