ข้อควรระวัง สำหรับน...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ข้อควรระวัง สำหรับนักปฏิบัติ by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#549]

ข้อควรระวัง สำหรับนักปฏิบัติ

 

          นักปฏิบัติหลายท่านปรารภกับผู้เขียน ‘คิดอยากไปปฏิบัติธรรมที่วัด’ หากก็มีความพะวง... ‘ไม่แน่ใจว่าวัดที่ตนจะไปเป็นยังไง ดีแค่ไหน?’ เพราะมีหลาย ๆ คนเมื่อไปแล้วแทนที่จะได้บุญกุศลกลับกลายเป็นได้ความทุกข์ บางรายถึงกับเสื่อมถอยความศรัทธาในพระศาสนาไปเลยก็มี

          และเพราะประการนั้นจึงมีคำถามตามมา “ทำอย่างไรดี” หรือไม่ก็ “จะดูยังไงถึงจะรู้ว่าวัดนั้นน่าจะไปมากกว่าวัดนี้ ?”

          คำถามเรียบง่ายทว่ายากพอควรกับคำตอบ หากน่าจะเป็นประโยชน์ได้มากกับคนทั่วไป โดยเฉพาะกับท่านนักปฏิบัติหน้าใหม่ที่หวังพึ่งวัดพึ่งครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอน ภูเตศวรจึงต้องหาคำตอบให้เท่าที่จะทำได้

          “วินัยกับกฎ!” คือสองข้อสำคัญในการพิจารณา วินัย หมายถึงพระวินัยสำหรับพระสงฆ์ ส่วนคำว่ากฎ หมายถึงกฎเกณฑ์ของวัด

          อย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านกล่าว พระวินัยคือรากฐานแห่งการปฏิบัติ นั่นหมายถึงธุดงควัตรและการปฏิบัติภาวนาสติ การสำรวมระวังในกฎระเบียบต่าง ๆ ตลอดจนในศีล ๒๒๗ ข้อ พระวินัยทำให้พระสงฆ์อยู่กันได้อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน วัดวาอันเป็นชุมชนของนักประพฤติธรรมก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น ทุกรูปทุกองค์มีการปฏิบัติทั้งภายนอกภายในอย่างเดียวกัน

          พระวินัยทำให้พระสงฆ์มีความเป็นอยู่เรียบง่าย เป็นการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ตามแบบอย่างแห่งองค์พระบรมศาสดา ตามความจำเป็นขั้นพื้นฐานโดยไม่ยึดติดวัตถุเพื่อการสะสมแบบกิเลสและตัณหา โดยมุ่งตรงต่อการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์

          นั่นคือเหตุผลสำคัญในการพิจารณาสถานที่ปฏิบัติธรรมข้อแรก ว่าพระภิกษุสงฆ์ในวัดดังกล่าวเป็นพระที่ตั้งอยู่ในพระวินัยหรือไม่...ขอเพียงดำรงอยู่ ถือว่าท่านเหล่านั้นเป็นสุปฏิปันโนที่ควรกราบไหว้บูชาเป็นครูบาอาจารย์ได้อย่างสนิทใจ...

          หลวงปู่ชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง ท่านได้พรรณนาเรื่องพระวินัยเอาไว้อย่างชัดเจนยิ่ง ดังจะขอยกมากล่าวอ้างตรงนี้อย่างนี้ครับ

          “ผู้ปฏิบัติต้องมีสติ ต้องพิจารณา จะพูดจะจา จะจับจะแตะทุกอย่างต้องพิจารณาก่อนให้มาก ที่เราพลาดไปนั้นเพราะไม่มีสติพอ หรือไม่เอาใจใส่ในเวลานั้น พระวินัยจึงเป็นของก่อกวนผู้ปฏิบัติทั้งหลาย และก็มีประโยชน์มากด้วย ไม่รู้สิกขาบทข้อไหนก็ต้องให้รู้ ไม่รู้ก็ต้องไต่ถามผู้รู้ พระวินัยก็คือรั้วนั่นเอง เหมือนรั้วที่จะทำให้เราพ้นผิดต่าง ๆ

พระวินัยเป็นเครื่องช่วยในการทำสมาธิภาวนาของท่าน ไม่ใช่อาวุธสำหรับติชมหรือค้นหาความผิดผู้อื่น พระวินัยนี้ลำบาก ต้องเป็นคนมักน้อย ต้องเป็นคนสันโดษ เป็นคนเห็นภัยในสิ่งที่เป็นโทษ คนไม่รักษาวินัย คนไม่ภาวนา กับคนภาวนาอยู่ด้วยกันไม่ได้ มันต้องแยกกันเลย อันนี้เป็นของสำคัญ”

           มาถึงข้อสองคือ ‘กฎ’ อันหมายถึงกฎเกณฑ์ของวัด ยิ่งวัดใดมีกฎเกณฑ์มาก วัดนั้นย่อมเหมาะควรสำหรับการปฏิบัติธรรม เหตุเพราะกฎเกณฑ์นั้นทำให้เราต้องเฝ้าระวังทั้งกายใจมากขึ้น นั่นคือหลักในการฝึกสติ

           กฎเกณฑ์ทั้งหลายล้วนทำให้คนที่อยู่รู้สึกคับแคบ ความรู้สึกคับแคบเป็นการอบรมตนให้เกิดความอดทน มีขันติ และขันติธรรมอันนี้จะทำให้เกิดบรรยากาศเรียบง่าย ประสานกลมกลืนเหมาะแก่การปฏิบัติธรรมของคนหมู่มาก ด้วยเหตุนี้จึงกล้ากล่าวว่า กฎระเบียบของวัดมีความสำคัญมากในการพิจารณาเฟ้นหาสถานที่ปฏิบัติธรรมอย่างเป็นหมู่คณะ

           กฎระเบียบ...จะทำให้เราเห็นกิเลสที่ซ่อนเร้นในจิตของตนได้เร็วขึ้น เมื่อเห็นเร็วก็สามารถแก้ไขได้เร็วเท่านั้นเป็นธรรมดา...

           สำหรับนักปฏิบัติใหม่ ๆ เมื่อเข้าสู่หมู่คณะก็มักจะสงสัยหรือหวาดหวั่นต่อการประพฤติในธรรม ‘สิ่งใดควรทำ...สิ่งใดควรละเว้น’ หรือ ‘จะรักษาศีลอย่างไรไม่ให้ขาด’ เรื่องนี้ต้องเรียนท่านทั้งหลายว่า...

           ผู้ใดมีธรรมอันเป็นโลกบาล ๒ ข้อ คือมีหิริ...โอตตัปปอันหมายถึง ความเกรงกลัวและละอายต่อบาปสถิตอยู่ในใจ ผู้นั้นจะเป็นผู้ที่สมบูรณ์ด้วยศีล มีอาจาระและมารยาท ที่เพียบพร้อมครอบคลุมสิกขาบททุกข้ออย่างมิต้องสงสัย

           โบราณาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่า...เรื่องของธรรม เรื่องของสิกขาบท ถ้ายังสงสัยใช่หรือไม่ใช่ ก็อย่าทำมันเลย จนกว่าจะถามครูบาอาจารย์ให้ชัดเจนเสียก่อน กฎเกณฑ์ในวัดก็เหมือนกัน ถ้ายังไม่รู้แน่ชัดก็อย่าเพิ่งคาดเดาทำไปจนกว่าจะถามผู้รู้เสียก่อนค่อยทำ...ปัญหาก็จะหมดไป...อันนี้เป็นการเฝ้าระวังรักษาสติประการหนึ่งของผู้ปฏิบัติธรรม

           อันนี้ก็เหมือนพระภิกษุสงฆ์นั่นแหละ ศีล ๒๒๗ ข้อมีรายละเอียดมากมายและยากต่อการจดจำอย่างยิ่ง ครูบาอาจารย์หลายรูปท่านจะจำเฉพาะข้อสำคัญ ๆ นอกนั้นท่านจะใช้ลักษณะตัดสินพระธรรมวินัยแปดประการที่เรียกว่า ‘สัตถุธรรม’ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง...ธรรม ดังกล่าวนั้นคือ

        ๑. ธรรมอันใด เป็นไปเพื่อความสะสมซึ่งกิเลส

        ๒. ธรรมอันใด เป็นไปเพื่อความประกอบทุกข์

        ๓. ธรรมอันใด เป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ
 
        ๔. ธรรมอันใด เป็นไปเพื่อความมักมาก

        ๕. ธรรมอันใด เป็นไปเพื่อความมักใหญ่ใฝ่สูง

        ๖. ธรรมอันใด เป็นไปเพื่อความคลุกคลีหมู่คณะ

        ๗. ธรรมอันใด เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน

        ๘. ธรรมอันใด เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก

         ที่กล่าวมาทั้งหมดมิใช่คำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อรู้เช่นนั้นก็พึงหลีกเลี่ยงการประพฤติปฏิบัติเยี่ยงนั้นเสีย มิเพียงแต่ภิกษุสงฆ์เท่านั้น หากนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายก็ควรนำมาพิจารณาเพื่อสอนใจตนเช่นกัน เพราะอย่างน้อยทั้งแปดประการดังกล่าวสามารถเอามาแก้ความลังเลสงสัยในใจตนได้เช่นกัน...

โดยเฉพาะเวลาเกิดวิจิกิจฉา...ในคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ ว่าท่านแนะนำเราให้ประพฤติปฏิบัติถูกต้องหรือเปล่า?

ซึ่งเหล่านี้เป็นนิสัยปุถุชนคนธรรมดาทั้งหลายอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ !

            ถึงตรงนี้...ไหน ๆ ก็ว่าด้วยเรื่องการหาวัดเพื่อปฏิบัติธรรมแล้ว ก็อยากบอกท่านนักปฏิบัติใหม่สักนิดกับการพบเห็นอุปสรรคของนักปฏิบัติธรรมแรกเริ่ม...

       หนึ่ง...คือความใจร้อน... อยากได้สมาธิแบบกดปุ๊บติดปั๊บ ทำแค่วันสองวันก็อยากได้สมาธิแล้ว พอไม่ได้ก็คิดว่าตัวเองบุญน้อย วาสนาน้อย จนกลายเป็นงานภาวนาคือเรื่องเหนือวิสัยปุถุชน

            ข้อแนะนำคือทำช้า ๆ ...ทำอย่างเป็นหน้าที่เหมือนการอาบน้ำ แปรงฟันทุกวัน เหมือนปฏิบัติต่อกาย การทำสมาธิคือการปฏิบัติต่อจิตนั้นเป็นหน้าที่เช่นกัน

       สอง... ตั้งใจมาก...ตั้งเป้าหมายสูง...ต้องจำให้ขึ้นใจ การปฏิบัตินั้นเน้นที่การละลด...ไม่ใช่ทำเพื่อได้ เพื่อความอยาก จะกลายเป็นกองกิเลสไปเสียเปล่า ซึ่งตรงข้ามกับความเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น

       สาม...อยากรู้อยากเห็น การทำสมาธิเป็นไปเพื่อความสงบ แล้วพิจารณาไตรลักษณ์เพื่อการปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นและความสิ้นไปแห่งความทุกข์ หากหลายคนปรารถนาจะเห็นโน่นเห็นนี่โดยเฉพาะนิมิต สำหรับคนที่เห็นนิมิตก็ไปติดไปหลงอยู่กับนิมิต นั่นกลายเป็นยกหัวชูหางด้วยอาการตื่นเต้น ครูบาอาจารย์ท่านเรียกว่า หลงอารมณ์ คำแนะนำก็คือ...ให้กำหนดรู้ และวางอารมณ์นั่นเสีย

        สี่...อยากมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ นั่นคือการปฏิบัติธรรมด้วยกิเลสตัณหา อยากเป็นผู้วิเศษ ซึ่งเป็นแนวทางขัดแย้งกับคำสอนแห่งพระบรมศาสดา ซึ่งพระองค์ทรงสั่งสอนให้ชาวพุทธให้ปฏิบัติเพื่อละความโลภ ละความโกรธ ละความหลง ถ้าเราปฏิบัติเพื่อเอาความโลภ ความโกรธ ความหลง ถือเป็นความหลงผิดโดยแท้

         ฉะนั้นนักปฏิบัติจึงต้องเตือนสติตนอยู่เสมอว่า การปฏิบัติสมาธิภาวนาคือการค้นหา...ปัญญา’ เพื่อดับทุกข์ จะอะไรก็อยู่ในกฎของไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งสิ้น...

         พึงพิจารณาอย่างนี้ไปบ่อย ๆ กิเลสตัณหาก็จะคลายจางลงเองในที่สุด...

         ซึ่งตรงกับลักษณะตัดสินพระธรรมวินัยแปดประการที่กล่าวมาข้างต้นนั่นแล...


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com